ฮ่องเต้ตั้งใจจะทำให้เขารู้สึกตกต่ำยิ่งกว่าการเป็คนเพราะฮ่องเต้รับรู้ถึงความเป็ห่วงเป็ใยที่เขามีให้กับเด็กหญิงเขาโกรธจนทำอะไรไม่ถูกแต่ฮ่องเต้กลับหัวเราะดีใจที่ในที่สุดก็ได้เห็นเขาแสดงอารมณ์ออกมาบ้าง
เยว่สือนึกถึงเื่ราวแย่ๆเพราะความฝันนั้น ฝันร้ายที่ชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นใหม่เมื่อครู่เขาพยายามหายใจเพื่อบรรเทาอาการปวดที่หัวใจ แต่เมื่อหายใจได้คล่องเล็กน้อยบ้าง ในหัวกลับเริ่มได้ยินเสียงบอกรักอีกครั้งเขาจึงจับกระบี่เล่มเล็กตรงมุมห้องเดินออกไปที่ลานและเริ่มร่ายรำเพลงกระบี่เขาต้องหาอะไรสักอย่างทำ ไม่เช่นนั้นเขาคงทนรับรู้ความเ็ปที่หน้าอกไม่ไหวแน่
เขาหนีออกมาอยู่คนเดียวที่หอเรือนไผ่ปล่อยข่าวแย่ๆของตัวเองก็เพื่อหนีจากนาง เพื่อให้นางหนีไปจากเขาไม่ใช่เพื่อให้นางมาบอกรักเขาเช่นนี้ ความรู้สึกของเขาหรือของนางเขามองไม่เห็นวันข้างหน้า ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เห็นแต่ความมืดมิดไม่มีชีวิตที่อยู่ร่วมกันได้ ราวกับอยู่คนละฝั่ง ไม่อาจเอื้อมถึงอีกคนแม้หัวใจจะร่ำร้องมากเพียงใดก็ตาม
การที่นางมาบอกรักด้วยสายตามุ่งมั่นจึงทำให้เขาโมโหจนไม่รู้จะทำเช่นไรโกรธนางที่โง่เขลา แต่โกรธตัวเองที่ไร้หนทางยิ่งกว่า
ระหว่างที่วาดกระบี่ออกไปในอากาศด้วยท่วงท่าที่งดงามเขาได้ยินเสียงบางอย่างเกิดขึ้น เขาหยุดเพื่อฟังที่มาของเสียงแม้เสียงจะเบามากแต่เขารู้ว่าเป็เสียงคนกำลังปีนบันไดเชือกขึ้นมาเขาตื่นตัวเต็มที่ ดูจากทิศทางของดวงจันทร์แล้ว คงเลยยามจื่อมาพอสมควรคนที่ขึ้นมาหาเขายามนี้ ปกติคือมาฆ่าเขา ไม่ก็เป็คนจากวังหลวง แต่เขาพึ่งไปวังหลวงมาเมื่อวานดังนั้นผู้มาจะเป็ใครไปไม่ได้
‘มาเวลาเช่นนี้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานมาก’เยว่สือคิด
เขาจับกระบี่ในมือแน่น รอไม่นานเงาคนก็โผล่ขึ้นจากหน้าผาเขารอจนเงานั้นยืนขึ้นได้มั่นคง พริบตาเขาก็พุ่งทะยานจ่อกระบี่ที่คอของผู้มาเยือน
“มาเยือนดึกดื่น เ้า้าสิ่งใด?” เขาถาม
“เยว่สือ!!” เสียงของิอันเรียกชื่อเขาด้วยความใ
เขาใรีบเก็บกระบี่
“เ้า!! เ้ามาทำไม?” เขาขึ้นเสียงดุ
เขายังโกรธนางไม่หาย ตอนนี้ใช่เวลาที่นางจะปีนหน้าผาขึ้นมาหรือเมื่อบ่ายนางพึ่งได้แผลไป ตอนนี้ก็ดื้อรั้นปีนผาขึ้นมาอีกแล้วเหตุใดนางช่างโง่เขลาได้ตลอดเวลานางคิดจะทำให้เขาว้าวุ่นทุกวันจนไม่มีเวลาทำสิ่งใดหรือ ยิ่งยามนี้เขากลัวว่าอาจเกิดเื่ไม่คาดคิดขึ้นได้
“เหตุใดเ้าโง่นัก ข้าเตือนเ้าไปกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องมาหาข้าที่นี่อันตราย หากเ้าตกลงไปเข้าจริงๆ จะทำเช่นไร ไม่มีผู้ใดเห็นไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเ้าได้ เ้าคิดหรือไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นหรือแม้แต่เดินในป่าไผ่ยามค่ำคืน หากมีสัตว์ร้ายเ้าจะทำเช่นใดเคยคิดบ้างหรือไม่?” เขาต่อว่านางยกใหญ่
ิอันกลับโถมตัวใส่อ้อมอกของเขา กอดเอวเขาไว้แน่น
“ข้าต้องมาอยู่กับเ้า” นางตอบเพียงสั้นๆ
เขาชะงักค้าง คาดไม่ถึงว่านางที่เมื่อบ่ายยังเขินอายกับอกเปลือยของเขายามนี้กลับหาญกล้ากอดเขาแล้ว ลมหายใจของเยว่สือถี่กระชั้นมือที่จับกระบี่อยู่ค่อยๆปล่อยกระบี่ทิ้ง พยายามกลืนก้อนน้ำลายที่ติดตรงคอแต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้มากสุดท้ายเขาก็ยอมแพ้และยกมือขึ้นมากอดนาง!
เพียงชั่ววูบที่ได้กอดนาง ความรู้สึกที่เก็บมาหลายปีคล้ายจะแตกกระจายควบคุมไม่อยู่เขารวบเอวของนาง ยกนางกอดจนเท้าของิอันแตะไม่ถึงพื้น เขากอดนางแน่น ซุกหน้าเข้าซอกคอของหญิงสาว
“อันอัน” เขาเรียกชื่อของนางด้วยแหบสั่นเครือ คล้ายจะร้องไห้
“ข้าอยู่นี่” นางเองก็พยายามโอบกอดเขาไว้แน่นมือหนึ่งลูบท้ายทอยของเขาราวกับกำลังปลอบโยน
เขาไม่ได้ร้องไห้ แม้จะอยากร้องมากเพียงใด เขาไม่ยอมปล่อยิอัน แต่ค่อยๆวางนางกับพื้น กอดอยู่นานสองนานก็ไม่อาจทำใจปล่อยมือได้ิอันเองก็ไม่ได้ปล่อยมือ นางปลอบเขา ให้ความอบอุ่นและความสบายใจกับเขา นานเท่าที่เขา้าความทุกข์ใจที่เขาแบกไว้ตลอดหลายเดือนมานี้คลายลงบ้างแล้วแต่มีความหนักใจอื่นมาเพิ่มแทน
ในที่สุดเขาก็ปล่อยนาง พยายามจะผลักนางออก แต่หญิงสาวไม่ยอมปล่อยมือ
“ปล่อยก่อน” เขาสั่งเสียงเบา
“ไม่เอา” นางดื้อดึง
“ปล่อย” เขาเริ่มเสียงดุ
“ไม่!” ิอันยืนยัน
เยว่สือจึงอุ้มนางทั้งเช่นนั้นเดินเข้าเรือนไผ่ของเขาิอันใรีบเกาะคอเขาเอาไว้
“ปล่อยก่อน ข้าเดินเองได้” ิอันลนลาน
“ไม่” เขาดื้อดึงบ้าง
“เ้าปล่อยข้านะ ข้าเดินเองได้..” นางพูด
“ไม่” เขาตอบสั้นๆ
“เ้าปล่อยข้านะ เดี๋ยวเ้าก็เป็อะไรไปหรอก!”ครั้งนี้นางพูดด้วยความกลัวจริงๆ
เยว่สือหยุดชะงัก ทบทวนสิ่งที่นางพูดและความเป็ไปได้
“เ้า..รู้แล้วหรือ?” เขาถาม
ิอัน ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาเขาแต่ก็ไม่กล้าโกหกจึงได้แต่พยักหน้าเบาๆหนึ่งครั้งนางได้ยินเขาขบฟันจนแน่นด้วยความโกรธ จึงต้องรีบเงยหน้าขอโทษเขา
“ข้าขอโทษข้าไม่ได้ตั้งใจ ปล่อยข้าลงก่อนได้หรือไม่ แล้วเราค่อยคุยกันหลังจากนั้นเ้าจะโกรธจะลงโทษข้าเช่นใดข้ายอมทั้งสิ้น” นางอ้อนวอนเขากลัวว่าถ้าเขายังออกแรงอุ้มนางอยู่เช่นนี้จะทำให้เขาตายเร็วขึ้นแต่เขากลับขบฟันและอุ้มนางเดินต่อไป