บนยอดเขาสูงชันที่กั้นพรมแดนระหว่างแคว้นต้าเฉียนกับทุ่งราบทางทิศตะวันออก บรรยากาศรอบด้านพลันหนาวเหน็บจนหยดน้ำค้างกลายเป็น้ำแข็ง ผู้าุโกระดูกมาร หนึ่งในสามกึ่งเซียนจากนิกายมารสยบฟ้า ยืนกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความชั่วร้ายบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด
"ข้าทนไม่ไหวแล้ว! การเดินทางด้วยการเหินหาวผ่านป่าเขามันช่างช้าเสียยิ่งกว่าเต่าคลาน! ข้าจะฉีกมิติไปโผล่ที่หัวของไอ้ยามนั่น และควักหัวใจมันออกมาดูเดี๋ยวนี้!"
ผู้าุโกระดูกมารคำรามพลางยื่นมือที่ผอมแห้งประดุจกรงเล็บปีศาจออกมาเบื้องหน้า ลมปราณสีม่วงคล้ำอันมหาศาลปะทุขึ้นจนมิติรอบด้านเริ่มปริร้าว เขาใช้พลังระดับ กึ่งเซียน (ขั้น 8) กระชากอากาศอย่างรุนแรงจนเกิดรอยแยกสีดำทมิฬขนาดใหญ่
"รอยแยกมิติเปิดแล้ว! ตามข้ามา!"
เขาก้าวนำเข้าไปในอุโมงค์มิติด้วยความมั่นใจ ทว่า... ทันทีที่ร่างกายของเขาัักับกระแสมิติภายใน รอยแยกสีดำนั้นกลับสั่นะเือย่างบ้าคลั่ง!
กริ๊ก... กริ๊ก...
เสียงมิติปริแตกดังขึ้น แต่มันไม่ใช่การแตกเพื่อเปิดทาง แต่มันคือการ "บีบอัด"! พลังแรงดึงดูดมหาศาลที่หลี่ิทิ้งไว้จากการเรียกอุกกาบาตเมื่อไม่กี่วันก่อนยังคงไหลเวียนอยู่ในชั้นบรรยากาศรอบแคว้นต้าเฉียน มันทำให้มิติแถบนี้มีความหนาแน่นและหนักอึ้งดุจมหาบรรพต
ตูมมมมมมมม!
"อ๊ากกกกกก!"
ผู้าุโกระดูกมารกระเด็นออกจากรอยแยกมิติเหมือนถูกค้อนั์เหวี่ยงใส่ ร่างของเขาไถลไปกับพื้นดินจนยอดเขาแตกร้าว เืสีคล้ำไหลออกจากมุมปาก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว
"เป็ไปไม่ได้! มิติรอบแคว้นกระจอก ๆ นี่ทำไมมันถึงแข็งแกร่งและบิดเบี้ยวขนาดนี้! พลังแรงดึงดูดนั่น... มันยังไม่สลายไปอีกรึ!"
ยอดฝีมือกึ่งเซียนอีกสองคนที่เหลือรีบเข้ามาประคอง "ผู้าุโ ดูเหมือนว่ายามคนนั้นจะทิ้ง 'เขตแดน' ที่มองไม่เห็นไว้รอบเมืองหลวง หากเราฝืนฉีกมิติเข้าไป ร่างกายของเราอาจถูกบีบอัดจนกลายเป็เนื้อบดก่อนจะถึงที่หมาย"
ผู้าุโกระดูกมารเช็ดเืที่มุมปาก ดวงตาแดงฉานด้วยความอาฆาต "งั้นก็เดินเท้า! ข้าจะเดินไปให้ถึงประตูทิศเหนือนั่นด้วยเท้าของข้าเอง และข้าจะทำให้มันรู้ว่า... การทำให้ข้าต้องเสียเวลาเดินทางด้วยเท้า มันมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิตของคนทั้งเมือง!"
ในขณะที่ยอดฝีมือระดับทวีปกำลังหน้าแตกปางตายกลางป่า ที่เมืองหลวงแคว้นต้าเฉียนกลับกำลังเกิดปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์
ชาวเมืองหลวงต่างพากันขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเห็น "หลี่ิ" ในชุดยามตัวเดิมปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันหลายจุดทั่วเมืองหลวง!
ที่คฤหาสน์ของมหาเสนาบดีขวา ร่างแยกที่ 1 กำลังนั่งขัดสมาธิขวางประตูบ้าน พลางแคะขี้ฟันด้วยท่าทางกวนประสาท "ใต้เท้า... ข้ามาเก็บภาษีย้อนหลัง ค่าธรรมเนียมการลักลอบขนศิลาลมปราณเมื่อสามวันก่อน รวมกับค่าปรับที่ทำให้ข้าเสียเวลานอน คิดเป็เงินสามหมื่นตำลึงทอง จ่ายมาซะดี ๆ ไม่งั้นข้าจะเรียกพี่ชายข้า (ร่างแยกที่ 2) มาะโทับหลังคาบ้านท่านเล่น"
มหาเสนาบดีขวาถึงกับเข่าอ่อน "จะ... เ้า! เ้าอยู่ที่ประตูเมืองไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้!"
ในขณะเดียวกัน ที่ตลาดสดทิศตะวันออก ร่างแยกที่ 3 กำลังช่วยยายแก่คนหนึ่งยกเข่งผักที่ติดหล่มอย่างแข็งขัน แต่พอเสร็จงานเขากลับพูดหน้าตายว่า "ยาย... ข้าช่วยแล้วนะ ขอซาลาเปาสองลูกเป็ค่าตอบแทนด้วย ข้าไม่มีร่างจริงมาจ่ายเงินน่ะ"
ความกวนประสาทของเหล่าร่างแยกแผ่กระจายไปทั่วเมืองหลวง พวกเขามิได้ฆ่าใคร แต่กลับทำหน้าที่เป็ "ผู้ตรวจการ" ที่รู้เห็นทุกอย่าง (ด้วยฮาคิสังเกตที่เชื่อมถึงกัน) ใครแอบทำผิดกฎหมาย ใครแอบซุกซ่อนของเถื่อน จะถูกร่างแยกของหลี่ิโผล่ไปทักทายถึงที่บ้าน จนตอนนี้คำว่า "ยามหลี่" กลายเป็คำที่น่ากลัวยิ่งกว่าคำว่า "พญายม" เสียอีก
ตัดกลับมาที่ริมลำธารหลังเขาที่เงียบสงบ หลี่ิร่างจริง ยังคงนั่งถือเบ็ดตกปลาด้วยท่าทางเซื่องซึม โดยมีร่างแยกคนหนึ่งกำลังนวดเท้าให้เขาอย่างนุ่มนวล
‘ระบบ... ลงชื่อเข้าใช้’
[ติ๊ง! ท่านประจำการ (ผ่านร่างแยก) ที่ประตูเมืองทิศเหนือต่อเนื่องเป็วันที่สิบเอ็ด] [ท่านได้รับรางวัลระดับ SSR: 'พัดเทพวายุ' ขั้นสมบูรณ์] [คำอธิบาย: หนึ่งในห้าสมบัติลับของเซียนหกวิถี สามารถสร้างพายุโหมกระหน่ำ หรือพัดเปลวเพลิงให้กลายเป็มหาสมุทรเพลิงได้เพียงการสะบัดครั้งเดียว]
พัดกระดาษขนาดั์ที่มีลวดลายประหลาดปรากฏขึ้นในมือของหลี่ิ เขาคลี่มันออกดูพลางพยักหน้า "อืม... ขนาดกำลังดีแฮะ"
เขาหันไปหาร่างแยกที่ยืนอยู่ข้างๆ "เฮ้... เ้าเอาพัดนี่ไปโบกให้ข้าที ลมตรงนี้มันหยุดนิ่งจนข้าร้อนหลังไปหมดแล้ว พัดแรงๆ หน่อยนะ ข้าอยากได้ฟีลแบบลมทะเล"
ร่างแยกรับพัดไปแล้วสะบัดเบาๆ หนึ่งครั้ง
ฟิ้ววววววววว!
ลมพายุหมุนขนาดั์พุ่งออกจากพัด ซัดต้นไม้รอบลำธารจนราบเป็หน้ากลอง ปลาน้อยใหญ่ในลำธารพากันกระเด็นขึ้นมาบนบกนับร้อยตัว
"เออ... เย็นดี แต่เบาๆ หน่อยเถอะ เดี๋ยวเบ็ดข้าหัก" หลี่ิเอ่ยเรียบๆ พลางหยิบปลาที่กระเด็นมาใส่ถัง "นับว่าพัดนี่มีประโยชน์กว่าที่คิดแฮะ ไม่ต้องนั่งรอปลาตอดเบ็ดแล้ว"
ณ ห้องลับใต้ดิน องค์ชายสี่ องค์ชายรอง และองค์ชายสาม บัดนี้ไม่ได้มีท่าทางโอหังเหมือนก่อน พวกเขานั่งจ้องมองแผนที่เมืองหลวงที่มีรายงานการปรากฏตัวของ "ร่างแยกหลี่ิ" กระจายอยู่เต็มไปหมด
"มันเป็วิชาอะไรกันแน่!" องค์ชายรองะโ "ทหารรายงานว่าเห็นมันที่ประตูทิศใต้ ประตูทิศตะวันออก และที่บ่อนพนันพร้อมกัน! หรือว่ามัน... มันบรรลุวิชาะแยกจิตไปแล้ว?"
"ข้าว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี" องค์ชายสามกล่าวพลางปาดเหงื่อ "นิกายมารเพิ่งส่งข่าวมาว่าพวกเขาฉีกมิติมาไม่สำเร็จ และต้องเดินทางเท้า... ซึ่งอาจจะช้าไปอีกสองวัน แต่ดูสิ! ตอนนี้หลี่ิมันกำลังส่ง 'ตัวแทน' มาเดินเก็บภาษีพวกเราถึงหน้าบ้าน!"
องค์ชายสี่สั่นเทา "พี่รอง... เราจะทำอย่างไรดี? ถ้ากึ่งเซียนมาไม่ทันพวกเรามิต้องกลายเป็ขอทานเพราะโดนมันเก็บภาษีจนหมดตัวหรือ?"
"ใจเย็นไว้!" องค์ชายรองทุบโต๊ะ "สั่งทหารให้ยอมจ่ายไปก่อน! อย่าไปขัดใจมัน! รอให้นิกายมารมาถึงเมื่อไหร่... ข้าจะให้พวกกึ่งเซียนสับร่างแยกของมันทิ้งให้หมด!"
ในขณะที่แผนการร้ายยังดำเนินต่อไป ร่างแยกของหลี่ิตัวหนึ่งเดินผ่านหน้าห้องลับของพวกเขาพอดี พลางพึมพำเบาๆ ว่า "อืม... กลิ่นแถวนี้เหม็นสาบคนชั่วจริงๆ แฮะ พรุ่งนี้ต้องมาเก็บค่าภาษีมลพิษทางอากาศเพิ่มเสียหน่อยแล้ว"