ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 121 เหล่าไท่ไท่อาละวาด


              ณ เรือนโฉวงจี๋

              “น้องหก...น้องหก...” หลี่หลินวิ่งมาถึงเรือนโฉวงจี๋แต่ถูกองครักษ์หน้าประตูขวางเอาไว้

              “คุณหนูใหญ่” สีหน้าขององครักษ์เกรงใจยิ่ง แต่กิริยาขวางกั้นนั้นไม่ได้ลดลงโหวเหฺยเคยสั่งไว้ว่า หากไม่มีคำสั่งจากเขาใครก็เข้าไปในเรือนโฉวงจี๋ไม่ได้

              หลี่หลินวิ่งมาด้วยความร้อนใจ หายใจหอบหน้าอกทั้งสองของนางกระเพื่อมขึ้นลง นางเจริญเติบโตได้ดี องครักษ์ไม่ทันระวังมองเห็นเข้าจึงรีบเคลื่อนย้ายสายตาไปทางอื่น “รบกวนบอกน้องหกที ข้ามีเรื่องด่วน”หลี่หลินพูดอย่างเกรงใจ

              “คุณหนูใหญ่โปรดรอสักครู่” หลังจากองครักษ์เข้าไปก็ออกมาทันที “คุณหนูใหญ่โหวเหฺยเชิญขอรับ”

              “ขอบคุณมาก”

              หลี่หลินยกชายกระโปรงวิ่งเข้าไป เสี่ยวฟางติดตามอยู่ด้านหลัง

              หลี่ลั่วกำลังอ่านหนังสือ หนังสือแพทย์ที่หมอเทวดาเมิ่งมอบให้เขาทำให้เขาตื่นเต้นยิ่งนัก นี่เป็นวิชาแพทย์ที่ไม่เหมือนกับการแพทย์ในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการแนะนำตัวยาในความเป็นจริงแล้วหลี่ลั่วไม่ค่อยแตกฉานเกี่ยวกับเรื่องยาสิ่งที่เขาถนัดคือด้านศัลยกรรมยามนี้สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณอย่างลึกซึ้งจะไม่ให้เขาตื่นเต้นได้อย่างไร

              หลี่ลั่วมีพรสวรรค์ในการเรียนแพทย์สูงอยู่แล้วใช้วิธีการอ่านหนังสือของคนในยุคปัจจุบันย่อมจดจำและรวบรวมความรู้ได้ดีกว่าคนในสมัยโบราณและคนในสมัยโบราณนั้นอาศัยเพียงการท่องจำเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่คล่องแคล่ว ดัดแปลงไม่ได้ด้วยจิตวิญญาณอายุยี่สิบกว่าปีของหลี่ลั่ว จึงรู้มานานแล้วว่าจะจับประเด็นสำคัญได้อย่างไร

            ระยะนี้นอกจากที่ขาดการลงมือทำจริงแล้วความรู้ทางทฤษฎีนั้นเขาอ่านไปแล้วร้อยละแปดสิบ ที่จริงความรวดเร็วเช่นนี้แม้แต่หมอเทวดาเมิ่งเต๋อหลางก็ยังคาดไม่ถึงหากเป็นเรื่องทฤษฎีไม่ว่าจะถามเขาในส่วนใด หลี่ลั่วล้วนตอบออกมาได้หมดทำให้เมิ่งเต๋อหลางรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากนักในรอบร้อยปีที่จะได้พบเจอกับอัจฉริยะ จึงได้ตระเตรียมเสื้อคลุมสำหรับเขาเพื่อสืบทอดต่อจากตน

            แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่เมิ่งเต๋อหลางกลับไม่ได้รับหลี่ลั่วเป็นศิษย์ ข้อแรกตัวหลี่ลั่วเองนั้นคือความมหัศจรรย์ ข้อสอง ตัวหลี่ลั่วเองนั้นแตกฉานเรื่องการแพทย์อยู่แล้วไม่ใช่เขาเป็นผู้พร่ำสอนมาเพียงผู้เดียว ดังนั้นผลงานในส่วนนี้เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องข้อสาม ยามที่พูดคุยเรื่องความรู้ทางการแพทย์กับหลี่ลั่ว เขามักจะรู้สึกว่าคำพูดและความรู้ของหลี่ลั่วเสมอเท่าเทียมกับตนเองเป็นอย่างที่หลี่ลั่วเคยพูดไว้ระหว่างพวกเขามีเพียงความถนัดทางการแพทย์ที่ไม่เหมือนกัน

            “น้องหก เจ้ารีบไปช่วยท่านแม่เร็วเข้า” หลี่หลินพูดด้วยความรีบร้อน

            หลี่ลั่ววางหนังสือลง เห็นดวงตาทั้งคู่ของหลี่หลินแดงก่ำ“ท่านแม่เป็นอันใดไปเล่า?”

            “ท่านแม่ถูกท่านย่าลงโทษ คุกเข่าอยู่ในเรือนของท่านย่าต้องคุกเข่าสองชั่วยาม” หลี่หลินกล่าว

            อะไรกัน? อยู่จวนโหวลงโทษเจ้าบ้านฝ่ายหญิงของจวนโหวคุกเข่าสองชั่วยามนี่ถือว่าเป็นการตบหน้าหลี่หยางซื่อ หรือก็คือเป็นการตบหน้าเรือนที่สองของพวกเขา ตบหน้าของจวนโหวใช่หรือไม่?เพราะหลี่เหล่าไท่ไท่นั้นอาศัยการรักษาไข้ฟื้นตัวเข้ามาอยู่อาศัยพูดไม่น่าฟังสักหน่อยก็คือแขก ช่างเป็นผู้ที่แก่แล้วไม่ควรเคารพเสียจริงยิ่งมายิ่งไม่ได้ความแล้ว หลี่ลั่วกระโดดลงจากเก้าอี้ “ไป”

            หลี่ลั่วเดินออกไปจากห้องหนังสือลวี่ผิงที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรอปรนนิบัติรับใช้หลี่ลั่วในยามปกติรีบติดตามมาตามด้วยซินเป่า เมื่อออกจากเรือนไป องครักษ์ทั้งสี่ที่เป็นเวรในวันนี้ก็ได้ติดตามไปด้วยรวมหลี่หลินและเสี่ยวฟางด้วยแล้วคนทั้งเก้าคนเดินไปเป็นขบวนใหญ่โตมุ่งหน้าสู่เรือนว่านโซ่ว

            อากาศในเดือนสิบเริ่มเย็นลงเล็กน้อย หากตามสภาพอากาศในยุคปัจจุบันแล้วควรจะเป็นเดือนสิบเอ็ดนี่กลับเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เสื้อตัวบางตัวเดียวไม่พอแล้วนี่ต้องคุกเข่าสองชั่วยามเท่ากับสี่ชั่วโมง อาหารเช้าก็ยังไม่ได้กิน หากต้องคุกเข่าต่อไปเช่นนี้คนทนไม่ไหวไม่ว่า แต่หัวเข่ายังเอาได้อีกหรือไม่

            หลี่ลั่วไม่อยากให้จวนโหวมีเจ้าบ้านฝ่ายหญิงที่ต้องนอนแบ็บอยู่บนเตียงคนไข้หลี่หงและหลี่หลินเป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ได้ ภรรยาของหลี่หงยังไม่แต่งเข้ามาจะเป็นเช่นใดยังไม่รู้แน่ชัด และการที่ภรรยาของหลี่หงเป็นหัวหน้าครอบครัวกับหลี่หยางซื่อเป็นหัวหน้าครอบครัวย่อมไม่เหมือนกันหญิงสาวนั้นมักจะเอนเอียงไปหาสามี จิตใจและสายตาไม่กว้างพอเจ้าบ้านฝ่ายหญิงของจวนโหวจึงจำต้องเป็นเพียงหลี่หยางซื่อเท่านั้น และยังต้องเป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี

            “มารดา” หลี่ลั่วเดินมาถึงเบื้องหน้าหลี่หยางซื่อ

            “เจ้ามาได้อย่างไร?” หลี่หยางซื่อถามนางเห็นอาภรณ์ที่หลี่ลั่วสวมอยู่นั้นบางอยู่สักหน่อย แล้วเมื่อหันไปมองหลี่หลินที่ยืนอยู่ข้างกายเขาก็รู้ทันทีว่าเกิดอันใดขึ้น “เจ้าออกมาไยไม่สวมเสื้อคลุมเล่าโดนความเย็นเข้าจะทำเช่นใด?”

            “ข้าออกมาเพียงครู่หนึ่งอาจถูกความเย็นได้หากมารดาคุกเข่าตลอดช่วงเช้าพรุ่งนี้จะเข้าวังไปคารวะยามเช้าได้อย่างไรเล่า?”หลี่ลั่วหันไปพูดกับจี้หมัวมัว “ส่งเหล่าฮูหยินกลับเรือนแล้วเชิญท่านหมอมาด้วย ให้ท่านมาตรวจดูขาของเหล่าฮูหยินให้ดีห้ามมีผิดพลาดเด็ดขาด”

            “เจ้าค่ะ”

            จี้หมัวมัวรีบเข้าไปประคองหลี่หยางซื่อลุกขึ้น แต่หลี่หยางซื่อกลับลังเล“ลั่วเกอเอ๋อร์ นาง...อย่างไรเสียนางก็เป็นผู้ใหญ่ หากว่า...”

            “มารดาไม่จำเป็นต้องกังวล” หลี่ลั่วตัดบทคำพูดของนาง“หากวันนี้ขาของท่านมีปัญหาเพียงเล็กน้อยพรุ่งนี้สิ่งที่จะแพร่งพรายออกไปก็คือเหล่าไท่ไท่กระทำทารุณต่อภรรยาม่ายของลูกเลี้ยงชื่อเสียงของเหล่าไท่ไท่ต้องมัวหมอง ช่วงก่อนเพิ่งจะเกิดเรื่องที่สัตว์เดรัจฉานสกุลหยวนได้ก่อเอาไว้ซึ่งก็ทำให้ชื่อเสียงของเหล่าไท่ไท่เสียหายไปอยู่แล้ว ท่านกตัญญูต่อเหล่าไท่ไท่ จึงรู้จักคิดแทนนาง”

            หลี่หยางซื่อถูกหลี่ลั่วลืมตาใสพูดเป็นคุ้งเป็นแควอย่างเก่งกล้า ฟังแล้วโง่งมไปเลยทีเดียวแต่เมื่อมาคิดดูแล้ว การจะต่อสู้กับหลี่เหล่าไท่ไท่ที่เป็นคนหน้าไม่อายเช่นนี้ก็คือต้องมีหน้ามีตากว่านางจึงจะยิ่งดี

            นางเป็นสะใภ้ต่อต้านไม่ได้ หลี่ลั่วเป็นว่าที่พระชายาฉีอ๋อง ทั้งยังเป็นเจ้าของจวนโหวย่อมไม่กลัวหลี่เหล่าไท่ไท่จะทำลายชื่อเสียงของเขา นี่คือเหตุผลข้อแรก เด็กน้อยอายุห้าขวบย่อมไม่สนใจชื่อเสียงเด็กผู้ชายเมื่อเล็กๆ นั้นล้วนดื้อซนทั้งสิ้น ข้อสองหลี่ลั่วนั้นถูกอบรมสั่งสอนจนโตมาโดยฝ่าบาท กล้าพูดว่าชื่อเสียงเขาไม่ดี เช่นนั้นมิใช่กำลังตบหน้าฝ่าบาทอยู่หรือไร?

            เช่นนี้แล้วหลี่หยางซื่อจึงวางใจลงได้ “เจ้าต้องระวังหน่อย อย่าได้ปล่อยให้เพียงแค่คนที่ไม่สำคัญมาทำลายชื่อเสียงของตนเอง”ชื่อเสียงข้างนอกของหลี่ลั่วนั้นดียิ่งคำพูดที่เขารับมือกับหยวนข่ายหน้าประตูจวนครั้งนั้นถูกกล่าวขานร่ำลืออยู่เป็นเวลานานโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเหล่าทหารนายพลอยู่ในเรือนยิ่งจดจำเขาได้ดีเป็นอย่างยิ่งทหารไม่อยู่บ้านเป็นเวลานาน ภรรยาและลูกๆ ที่บ้านน่าสงสารอยู่แล้วหากทหารสละชีพเพื่อแผ่นดิน ลูกกำพร้าภรรยาม่ายในเรือนยังต้องถูกผู้คนรังแก นี่มิใช่ให้พวกเขาตายตาไม่หลับใช่หรือไม่?

            “ท่านแม่โปรดวางใจ” พูดแล้ว หลี่ลั่วก็เดินเข้าไปในห้อง

            เรื่องนอกห้องนั้นหลี่เหล่าไท่ไท่รู้แล้ว มีคนนำความมาบอกในห้องทันทีดังนั้นเมื่อหลี่ลั่วเข้ามานั้น หลี่เหล่าไท่ไท่จึงรู้ว่าหลี่หยางซื่อกลับไปแล้วทั้งยังรู้ว่าหลี่ลั่วมาเพื่ออันใด

            นางมีสายตาเย็นชาแต่ไม่ได้พูดอันใด

            หลี่ลั่วไม่เกรงใจนางเช่นกัน “ถอยออกไปให้หมด” เขาพูดเสียงเย็น

            สาวใช้มองหลี่เหล่าไท่ไท่

            ไม่รอให้หลี่เหล่าไท่ไท่สั่งการ หลี่ลั่วก็พูดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง“จวนโหวของข้าไม่ต้อนรับบ่าวที่ไม่เชื่อฟัง หากต้องให้ข้าพูดเป็นครั้งที่สองเช่นนั้นก็คือไสหัวออกไปซะ”

            เหล่าสาวใช้หัวใจหดรัด รีบเอ่ยขึ้น “เจ้าค่ะ”ไม่มีเวลาสนใจว่าหลี่เหล่าไท่ไท่จะอนุญาตหรือไม่เรื่องของหยวนข่ายยังมีให้ดูเป็นตัวอย่าง อีกฝ่ายเป็นหลานชายของเหล่าไท่ไท่กลับโยนออกไปจากจวนทั้งอย่างนั้นชีวิตของบ่าวอย่างพวกเขายิ่งไม่ไร้ค่ายิ่งกว่าหรือ

            หลี่เหล่าไท่ไท่เห็นหลี่ลั่วราวกับเห็นภัยพิบัติ ใช้คำว่ากตัญญู คำว่าท่านย่ามาข่มขู่ฐานะของผู้ใหญ่ล้วนไร้ประโยชน์ อยู่ต่อหน้าหลี่ลั่ว ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ใดๆ ล้วนกลายเป็นสุนัขผายลมเมื่อคราวที่เขาขับไล่ครอบครัวหยวนเฉิงออกไปนั้นไม่ได้คำนึงถึงหน้านางแม้แต่น้อยยามนี้หยวนข่ายตายแล้ว ต่อหน้าหลี่เหล่าไท่ไท่ไม่ได้พูดอันใดแต่ในใจนั้นโกรธแค้นเขาแทบตาย         

            ครอบครัวหยวนเฉิงกลับบ้านเกิดไปแล้วเมืองหลวงไม่มีที่ให้พวกเขาอยู่อีกต่อไปเมื่อคิดถึงลูกชายของตนที่คนผมหงอกต้องมาส่งคนผมดำ หลี่เหล่าไท่ไท่คิดอยากจะบีบคอหลี่ลั่วให้ตายนัก

            “ลั่วเกอเอ๋อร์นับวันยิ่งน่าเกรงขามบ่าวรับใช้ในเรือนเหล่านี้ล้วนฟังคำสั่งของเจ้า” หลี่เหล่าไท่ไท่พูดจาส่อเสียด

            “เป็นเหล่าไท่ไท่ที่สอนมาดี รู้ว่าพวกเขาอยู่ในจวนโหวเป็นเพียงแขกที่ผ่านมาดังนั้นจึงเข้าใจกฎเกณฑ์ของจวนโหวดี พูดขึ้นมาแล้ว ยังต้องขอบคุณเหล่าไท่ไท่ไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อมาถึงจวนโหวแล้วต้องอบรมสั่งสอนใหม่อีกครั้งเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของข้าเกรงว่าพวกเขาจะรับไม่ไหว” หลี่ลั่วกล่าว

            หลี่เหล่าไท่ไท่หรี่ตา

            หลี่ลั่วอ้าปากหัวเราะ “หลี่เหล่าไท่ไท่รู้กฎเกณฑ์ของข้าหรือไม่?”

            หลี่เหล่าไท่ไท่เงียบขรึมไม่พูดจา

            “ในเมื่อไม่รู้ ข้าจะพูดรอบหนึ่งก็ไม่เห็นเป็นไร” หลี่ลั่วไม่แยแสปฏิกิริยาของนาง“สถานที่ของข้า ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ต้องยึดข้ามาก่อน คนเช่นข้ารำคาญความยุ่งยากหากรบกวนมาถึงข้า ข้าชมชอบที่สุดก็คือไม่พบไม่เห็นถือเป็นความสงบอย่างหนึ่งแน่นอนว่าขอเพียงแค่ไม่ต้องมารบกวนข้า ตนเองหามุมสักแห่งจะมีความสุขเพียงใดข้าย่อมไม่ใส่ใจ”

            “ฮึ” หลี่เหล่าไท่ไท่ร้องเสียงเย็น

            “หากเหล่าไท่ไท่รู้สึกว่าเมื่อมาอยู่จวนโหวแล้วไม่สบายย่อมย้ายกลับไปจวนสกุลหลี่ได้” หลี่ลั่วกล่าวอีก

            “เจ้าอกตัญญู...”

            “อกตัญญูอันใดหรือ?” หลี่ลั่วย้อนถาม“เหล่าไท่ไท่มีบุตรชายแท้ๆ สองคน ทั้งยังมีหลานชายและหลานสาวแท้ๆ ของตนตั้งแต่เมื่อใดกันที่ต้องการให้ข้าซึ่งเป็นบุตรชายของลูกเลี้ยงมาแสดงความกตัญญู”

            “เจ้า...”

            “ถ้าหากหลี่เหล่าไท่ไท่ไม่อยากถูกขับไล่ออกไปให้ตกต่ำไม่น่าดู ก็อยู่กับที่อย่างสงบกับชีวิตในบั้นปลายเสีย”หลี่ลั่วกล่าวอีกว่า “ได้ยินว่าท่านอาสามผู้รั้งตำแหน่งขุนนางขั้นเก้าออกทะเลไปซื้อสินค้าแล้วอย่าให้เหตุเพราะความเห็นแก่ตัวของเหล่าไท่ไท่ทำให้เขาเดือดร้อน”หลี่ลั่วกลับจวนโหวมาห้าเดือน ยังไม่เคยเจอหน้าหลี่ฮ่าวเลยก่อนหน้าที่หลี่ลั่วจะกลับจวนโหวนั้นหลี่ฮ่าวออกทะเลไปแล้ว“แต่โดยปกติขุนนางของราชสำนักห้ามทำการค้า และในระหว่างการเดินทางออกทะเล การตายกลางทะเลย่อมเป็นไปได้สูงหากเหล่าไท่ไท่เบื่อหน่ายเพราะไม่มีอันใดทำ ก็ควรเข้าห้องพระสวดมนต์ท่องพระธรรมวอนขอให้ท่านอาสามกลับมาอย่างปลอดภัยจึงจะดี”

            “หลี่ลั่ว” สีหน้าของหลี่เหล่าไท่ไท่ดำทะมึนลง เขียวคล้ำ นางมีชีวิตอยู่มาจนอายุขนาดนี้แล้วหลี่ลั่วเป็นคนแรกที่ทำให้นางโมโห ทั้งยังข่มขู่นาง “เจ้าอายุน้อยเช่นนี้ความสามารถกลับไม่น้อย เรือนที่สองดียิ่ง...ดีจริงๆ ที่กลับให้กำเนิดเจ้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน”

            “หากเรือนที่สองไม่มีข้า เหล่าไท่ไท่ยังคิดจะเอาทรัพย์สินของเรือนที่สองให้ได้ใช่หรือไม่?”หลี่หลั่วถาม

            “เจ้าใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น”หลี่เหล่าไท่ไท่โมโหจนอยากจะเขวี้ยงปาถ้วยน้ำชาบนโต๊ะข้ามไปแต่ยังดีที่นางยังพอมีสติ

            หลี่ลั่วยิ้มบางๆ “หลานแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง เหล่าไท่ไท่ใจกว้างนักยังคงต้องขอให้อภัย ในเมื่อเหล่าไท่ไท่มารักษาตัวเป็นเวลาหกปีแล้วยังรักษาไม่หายเช่นนั้นการคารวะยามเข้าของผู้อื่นก็ให้ยกเลิกให้หมดเพื่อไม่ให้การรักษาตัวของเหล่าไท่ไท่แย่ลง ทั้งยังไม่คุ้มกับที่ผู้อื่นมาพูดว่าฮวงจุ้ยของจวนโหวนั้นไม่ดีหลานไม่รบกวนเหล่าไท่ไท่พักผ่อนแล้ว ขอตัวก่อน” หลี่ลั่วพูดจบก็หันกายจากไป

              เท้าของหลี่ลั่วเพิ่งจะออกประตูไป ด้านหลังก็เกิดเสียงถ้วยน้ำชากระทบกับพื้นดังขึ้นหลี่ลั่วหยุดชะงักย่างก้าวลง จากนั้นหันกลับมา“อาการเจ็บป่วยของเหล่าไท่ไท่ยิ่งมายิ่งอาการหนักแล้วเรี่ยวแรงจะยกถ้วยน้ำชายังไม่มี” หลี่ลั่วพูดแล้วหัวเราะฮิๆ“ได้ยินว่างานเลี้ยงวันพระราชสมภพของฝ่าบาท ฝ่าบาทเชิญก่วงฉือไต้ซือมาสวดภาวนารอพรุ่งนี้หลานจะไปขอฝ่าบาท เชิญก่วงฉือไต้ซือมาสวดภาวนาให้เหล่าไท่ไท่”

              หลี่เหล่าไท่ไท่ครานี้ แม้แต่เรี่ยวแรงจะโต้ตอบก็ไม่มีแล้ว

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908