เช้าวันใหม่ภายในตระกูลเยว่ เสียงนกร้องแว่วมาจากนอกหน้าต่าง ขับขานรับแสงอรุณ เยว่เสวี่ยหลิงผลักประตูห้องออก สายลมยามเช้าพัดชายแขนเสื้อของนางไหวแ่ ดวงตาคู่นั้นทอดมองลานกว้างเบื้องหน้า ราวกับพยายามจดจำทุกสิ่งไว้ในใจ
นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนก้าวไปตามทางหินอย่างเชื่องช้า พลางทอดสายตามองสิ่งต่าง ๆ ภายในตระกูล กระทั่งเดินมาถึงประตูทางเข้า กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยมากับสายลม นางชะเง้อมองหาที่มาของกลิ่น จนเห็นเด็กสาวผู้หนึ่งกำลังก้าวผ่านประตูเข้ามาอย่างสงบนิ่ง
อาภรณ์สีเขียวอ่อนพลิ้วไหวตามสายลม ในมือถือพัดหยกด้ามบางโบกเบา ๆ อย่างผ่อนคลาย ใบหน้างดงามจนผู้คนยากละสายตา หากกลับแฝงกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้ผู้คนมิกล้าเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว
เยว่เสวี่ยหลิงรีบเดินเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เมื่อเข้าไปใกล้ กลิ่นสมุนไพรยิ่งชัดเจนจนนางเผลอมองเด็กสาวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง
“น้องสาว ตัวเ้าหอมจัง เ้ามาพบผู้ใดหรือ”
เด็กสาวในอาภรณ์เขียวอ่อนยิ้มบาง ก่อนพินิจมองนางครู่หนึ่ง รอยเขียวช้ำบนหน้าผากและริมฝีปากที่ซีดขาวสะท้อนอยู่ในแววตาของนาง
“ข้ามาพบท่านจางเทียนอวิ๋น”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงักไปเล็กน้อย ริมฝีปากเพิ่งอ้าออกหมายจะแก้ไข แต่พัดหยกในมืออีกฝ่ายกลับยกขึ้นชี้มายังริมฝีปากของนาง ทั้งที่เ้าของพัดยังมิได้หันมามอง
“อ้อ… ข้าหมายถึง ท่านเยว่เทียนอวิ๋น”
เยว่เสวี่ยหลิงทอดมองท่าทางของเด็กสาวตรงหน้า แม้อีกฝ่ายจะงดงามและอ่อนโยน แต่กลับทำให้นางรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างอย่างบอกไม่ถูก นางสูดหายใจเบา ๆ ก่อนเดินเข้าไปคล้องแขนอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มสดใส
“เ้ามาหาท่านพ่อของข้าหรือ เพื่อฝึกที่ตระกูลเยว่หรือ”
นางหันกายนำอีกฝ่ายเดินเข้าไปภายใน พลางชี้ไปยังลานฝึกที่ยังว่างเปล่าในยามเช้า ใบไม้ปลิวผ่านลานกว้างตามแรงลม
“ปกติพวกเราจะฝึกกันที่นั่น แต่ท่านพ่อของข้าเข้มงวดมากเลยนะ”
เยว่เสวี่ยหลิงหัวเราะ ก่อนหันไปจับมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายยกขึ้นเล็กน้อย แล้วโน้มหน้าเข้าไปกระซิบราวกับกำลังบอกความลับ
“พ่อข้าดุแค่หน้าตาเท่านั้น ความจริงแล้วใจดีมาก”
เด็กสาวในอาภรณ์เขียวอ่อนหัวเราะตาม เยว่เสวี่ยหลิงจึงจูงมือนางเดินชมรอบตระกูล พลางเล่าเื่ราวเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างออกรสออกชาติ เสียงหัวเราะของทั้งสองดังเป็ระยะ ก่อนจะค่อย ๆ แ่ลง
“แต่ต่อไปข้าคงมิได้อยู่ที่นี่แล้ว... ข้าคงมิอาจดูแลและปกป้องเ้าได้”
เด็กสาวในอาภรณ์เขียวอ่อนชะงักไปเพียงนิด ชายแขนเสื้อสีเขียวพลิ้วไหวตามสายลม นางเงยหน้ามองท้องฟ้า มองต้นไม้ และใบไม้ที่กำลังร่วงหล่น ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“นานมากแล้ว… ที่ข้าไม่ได้ยินว่าใครจะดูแลและปกป้องข้า”
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงห้องโถงใหญ่ เด็กสาวในอาภรณ์เขียวอ่อนก็ก้าวเข้าไปนั่งอย่างสงบ ท่วงท่าของนางอ่อนช้อยและสง่างามในเวลาเดียวกัน เยว่เสวี่ยหลิงยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง แววตาค่อย ๆ อ่อนลง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าจะไปตามท่านพ่อมาให้”
เยว่เสวี่ยหลิงเพิ่งก้าวออกจากห้องโถงได้เพียงสองก้าว ก็เห็นเยว่เทียนอวิ๋นพร้อมเหล่าาุโในชุดเต็มยศกำลังเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม นางรีบเดินเข้าไปหาผู้เป็บิดาซึ่งมีท่าทีกระวนกระวาย พลางชี้กลับไปยังห้องโถงที่เพิ่งเดินออกมา
“ท่านพ่อ มีคนมาสมัครเข้าสำนักของเราด้วย”
เยว่เทียนอวิ๋นหันมามองบุตรสาว คิ้วตกลงเล็กน้อย เขาตบมือทั้งสองข้างอย่างร้อนรน ก่อนเดินไปทางประตูสองก้าวแล้วชะเง้อมองออกไปอีกครั้ง
“เื่นั้นคงต้องให้เขารอก่อน... วันนี้ท่านผู้คุมกฎจะมาด้วยตนเอง”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปครู่หนึ่งเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายทั้งสองคนที่กำลังเดินเข้ามาจากด้านหลังของบิดา ใบหน้าทั้งสองคนเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“ผู้คุมกฎจะมารับเ้าด้วยตนเอง”
ใบหน้าของเยว่เสวี่ยหลิงซีดลงเล็กน้อย นางเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว มือเล็กกำชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว
เยว่เหยียนขยับเข้ามาใกล้ ย่อตัวลงเล็กน้อยมองใบหน้านางที่ยังก้มหน้าลง แล้วใช้นิ้วจิ้มไปที่จมูกนางเบาๆ
“เ้ากลัวหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นทันที ยกมือขึ้นเช็ดจมูกไปมา มองพี่ชายที่กำลังหัวเราะแต่มือของเขายังคงอยู่บนศีรษะนาง
“ขะ…ข้าไม่กลัว”
เยว่จิงเทียนมองน้องสาวแล้วลูบคางคิดครุ่นบางอย่าง ก่อนกล่าวเสียงลึกลับ ใช้นิ้วสองข้างดึงหางตาตัวเองขึ้น ยื่นใบหน้าเข้าใกล้นาง
“ข้าได้ยินมาว่า ผู้คุมกฎคนนี้เป็ยัยแก่หน้าตาดุร้าย”
เยว่เหยียนหลุดหัวเราะออกมามองเยว่จิงเทียนแสดงกล้ามเนื้อของแขน ยืดอกตั้งตรงเดินเก้ๆ กังให้เยว่เสวี่ยหลิงดู
“ร่างกายสูงใหญ่ แขนใหญ่โตกว่าข้าอีก”
เขาขยับเข้าใกล้จ้องหน้านาง หรี่ตาลงสายตาชำเลืองซ้ายทีขวาที ลดเสียงลงเล็กน้อย
“และที่สำคัญ…นางมีอายุกว่าพันปีแล้ว”
เยว่เสวี่ยหลิงหน้าถอดสีทันที นางรีบเกาะแขนเสื้อพี่ชายไว้แน่น เยว่เสวี่ยหลิงชะเง้อมองไปทางประตูตระกูล
“อายุขนาดนั้น…นางยังเดินไหวอยู่หรือ”
เยว่เทียนอวิ๋นจ้องบุตรทั้งสาม บุตรชายทั้งสองกลับมายืนนิ่งแต่ยังกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางของน้องสาว เขาทำตาเข้มดุ
“พวกเ้าหยุดพูดจาไร้สาระได้แล้ว”
“เตรียมไปหน้าประตูพร้อมกับข้า”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง กลิ่นหอมอ่อนจางพลันลอยมากับสายลม
เยว่เสวี่ยหลิงหันไปยังห้องโถง ร่างในอาภรณ์สีเขียวอ่อนก็ค่อย ๆ ก้าวออกมา พัดหยกในมือโบกไปมา
เพียงนางปรากฏตัว เยว่เทียนอวิ๋นและเหล่าาุโทั้งหมดคุกเข่าลงแทบพร้อมกันในทันที
“คารวะท่านผู้คุมกฎ”
เยว่เสวี่ยหลิงแข็งค้างไปทั้งร่าง มองเด็กสาวที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ นางรีบคุกเข่าลงเมื่อเยว่จิงเทียนดึงชายเสื้อนาง
มู่หลานซินมองไปทางเยว่จิงเทียน เขาตัวสั่นเล็กน้อย นางใช้พัดเคาะศีรษะเขาเบาๆ จนเขาสะดุ้ง
“ข้าเพิ่งรู้…ว่าข้าเป็ยัยแก่หน้าตาดุร้าย”
เยว่จิงเทียนไม่กล้าเงยหน้ามอง ร่างสั่นเล็กน้อย
กลิ่นหอมชัดขึ้นเมื่อนางหยุดยืนตรงหน้าของเยว่เหยียน เขาเผลอเหลือบมองแขนเรียวงามของนางโดยไม่รู้ตัว
มู่หลานซินมองเยว่เหยียนอย่างอบอุ่น
“แขนของข้าเป็อย่างไร”
นางหันมองแขนตนเองข้างหนึ่งที่กำลังโบกพัด
“แต่ร่างกายข้าคงไม่ใหญ่โตกว่านี้แล้ว”
เยว่เหยียนหน้าเปลี่ยนสีทันที
เยว่เทียนอวิ๋นส่ายหน้ายกมือทุบหัวตัวเองอย่างอดไม่ได้ แล้วรีบประสานมือขึ้น
“ผู้าุโโปรดอภัยให้บุตรชายของข้าด้วย”
มู่หลานซินมิได้ตอบในทันที นางเพียงหันไปมองเยว่เสวี่ยหลิงที่กำลังก้มหน้า พัดหยกในมือโบกเบา ๆ
ลมสายหนึ่งพลันพัดผ่านลานกว้าง ร่างของทุกคนที่คุกเข่าอยู่ค่อย ๆ ถูกยกขึ้นอย่างนุ่มนวล ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นประคองไว้ นางจับมือของเยว่เสวี่ยหลิงที่ร่างยังเอนไปมา
“ไหนว่า…เ้าจะดูแลและปกป้องข้า”
เยว่เสวี่ยหลิงอ้าปากค้างจะดึงมือออกแต่ถูกรั้งไว้ นางหันหน้ามองบิดา และพี่ชายทั้งสองที่ยังคงก้มหน้า นางใช้มืออีกข้างจับมือมู่หลานซินที่ยังจับมืออีกข้างของนางไว้แล้วย่อตัวลงคำนับ
“เสวี่ยหลิงล่วงเกินผู้าุโแล้ว”
มู่หลานซินยิ้มแล้วลูบมือของเยว่เสวี่ยหลิงที่เต็มไปด้วยาแ ปรานสีเขียวไหลผ่านปลายนิ้ว าแของนางเริ่มสมาน นางยกมือขึ้นลูบไปที่หน้าผากของเยว่เสวี่ยหลิงที่มีรอยช้ำแตก รอยช้ำนั้นค่อยๆ จางหาย
“เ้าจิตใจดี และข้าชอบเ้า”
มู่หลานซินปล่อยมือนางแล้วหันกลับไปมองผู้คนทั้งหมด
“หากพวกเ้ามีสิ่งใดจะกล่าวกับนาง…จงกล่าวมันตอนนี้”
เยว่เทียนอวิ๋นหันไปมองซุนเถาเล็กน้อย
หญิงสาวร่างบางรีบเดินเข้ามาพร้อมห่อผ้าผืนหนึ่งในมือ
“ในนี้มีเสื้อผ้าและเงินเ้าค่ะ”
เยว่เสวี่ยหลิงรับถุงผ้าพลางพยักหน้ายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่าย ชุนเถาโผเข้ากอด เยว่เสวี่ยหลิงจึงตบแผ่นหลังอีกฝ่ายเบา ๆ
“ข้าจะคิดถึงเ้า”
เมื่อชุนเถาถอยออกไป เยว่จิงเทียนและเยว่เหยียนเดินเข้ามายืนข้างน้องสาวแล้วยื่นถุงขนม และกระบี่สีเงิน เยว่เหยียนปัดฝุ่นบนไหล่น้องสาวเบาๆ
“พวกพี่ต้องช่วยท่านพ่อปกป้องภพเทพ”
เยว่เสวี่ยหลิงจับมือพี่ชายทั้งสองไว้แน่น นางพยักหน้าแล้วยิ้ม
“ข้าเข้าใจ”
“พวกท่านต่างมีหน้าที่ของตนเอง”
เยว่เทียนอวิ๋นก้าวเข้ามาอยู่ตรงหน้าบุตรี มือใหญ่ค่อย ๆ ลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน
“ไม่ว่าเ้าจะอยู่ที่ใด...เ้าก็ยังเป็ลูกที่พ่อรักมากที่สุดเสมอ”
เยว่เสวี่ยหลิงโผเข้ากอดบิดา เยว่เทียนอวิ๋นตบแผ่นหลังตอบ ใบหน้านางแนบอกเขา
“ข้ารู้…ว่าท่านมีภาระที่ยิ่งใหญ่”
มู่หลานซินหันมองภาพตรงหน้า ลมแรงหนึ่งพัดชายอาภรณ์สีเขียวอ่อนของนางพลิ้วไหว ปลายนิ้ววาดอักขระโบราณกลางอากาศอย่างรวดเร็ว แสงสีเขียวอ่อนสว่างขึ้นกลางลาน อินทรีั์ตัวหนึ่งปรากฏขึ้นจากอักขระที่แผ่ขยาย ปีกขนาดใหญ่กางออกบดบังแสงตะวัน แรงลมมหาศาลพัดผ่านทั่วลานตระกูล อินทรีั์ร่อนลงเบื้องหน้าอย่างสง่างาม
“ถึงเวลาแล้ว”
มู่หลานซินะโขึ้นไปบนหลังอินทรี ปลายเท้าข้างหนึ่งแตะลงบนขนของมัน
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับมามองครอบครัวเป็ครั้งสุดท้าย
“ท่านพ่อ…ท่านพี่…รวมถึงผู้าุโทุกท่าน”
ดวงตาของนางเริ่มแดงเรื่อ
“โปรดรักษาตัวด้วย”
กล่าวจบ นางจึงก้าวขึ้นไปบนหลังอินทรีอย่างระมัดระวัง
มือเล็กเผลอจับชายแขนเสื้อของมู่หลานซินไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
อินทรีั์กางปีกก่อนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ลานตระกูลเยว่เลือนห่างออกไป
“ซื่อหยู...นางช่างเหมือนเ้า”
สายตาเยว่เทียนอวิ๋นยังคงจับจ้องเงาที่กำลังจางหายไป
“เข้มแข็ง…บนโลกที่โหดร้ายนี้”
าุโจางหม่ามองเงาของอินทรีั์ที่ค่อย ๆ เลือนหายไปกลางทะเลเมฆ เขาถอนหายใจยาวมองไปยังเยว่เทียนอวิ๋น
“ตระกูลจางของพวกเรา...ควรยืนเคียงข้างพวกเ้ามากกว่านี้”
เยว่เทียนอวิ๋นเพียงมองไปยังท้องฟ้าเบื้องไกล มือข้างหนึ่งลูบป้ายหยกที่ผูกติดกับผ้าคาดเอว แล้วกำแน่นขึ้น
“พวกท่านก็ไม่อาจขัดกฎของสามภพได้”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง แต่กลับแฝงความเหนื่อยล้าที่กักเก็บมานานหลายปี
สายตายังคงทอดมองไปยังเงาร่างของบุตรสาวซึ่งเหลือเพียงจุดเล็ก ๆ กลางหมู่เมฆ
“ข้าหวังว่า...สักวันหนึ่ง”
“จะมีใครสักคนสามารถทำลายกฎนี้ได้”
เบื้องหน้าคือประตูมิติสีขาวโปร่งใสซึ่งลอยอยู่เหนือบันไดเมฆ อินทรีั์พุ่งผ่านม่านแสงนั้นอย่างรวดเร็ว สายลมเย็นพลันปะทะใบหน้า เมื่อเยว่เสวี่ยหลิงก้มมองลงไป เบื้องล่างกลับกลายเป็ผืนป่าสนกว้างใหญ่สุดสายตา
สายตาของนางเลื่อนไปทางซ้ายของผืนป่า บางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางม่านหมอกและความมืดอันหนาทึบ จนเยว่เสวี่ยหลิงเผลอขยับเข้าใกล้มู่หลานซินโดยไม่รู้ตัว
“ท่านผู้าุโ... ป่าด้านนี้ช่างน่ากลัวยิ่ง”
มู่หลานซินทอดสายตามองตาม ก่อนยกพัดหยกขึ้นชี้ไปยังผืนป่าด้านซ้ายของป่าสน
“นั่นคือป่าต้องห้าม”
อินทรีั์ค่อย ๆ เอียงตัวร่อนลงต่ำ ก่อนบินอ้อมไปทางด้านขวาของป่าสน เบื้องล่างเต็มไปด้วยต้นไม้โบราณสูงใหญ่เรียงสลับกันจนแทบมองไม่เห็นพื้นดิน
“ส่วนทางนี้...” นางกล่าวเรียบ ๆ “เรียกว่าผาอสูร”
อินทรีั์บินตัดผ่านแนวป่าสนและต้นไม้โบราณอย่างรวดเร็ว เยว่เสวี่ยหลิงทอดสายตามองผืนไม้หนาทึบซึ่งทอดยาวเหนือทะเลหมอก ความรู้สึกประหลาดพลันแล่นผ่านหัวใจ ราวกับมีบางสิ่งกำลังจ้องมองนางอยู่จากเบื้องล่าง
เมื่อสายตาเลื่อนไปจนสุดปลายผา นางจึงเห็นถ้ำแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่บนเนินหิน
“มีสัตว์เทพจ้าวอสูรเคยจำศีลอยู่ที่นั่น”
เยว่เสวี่ยหลิงเพ่งมองถ้ำแห่งนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกระชับมือที่จับชายแขนเสื้อของมู่หลานซินแน่นขึ้น
“ตอนนี้... มันไม่อยู่แล้วหรือ”
มู่หลานซินทอดสายตามองผาอสูรอยู่ชั่วครู่
“ข้าไม่รู้... มันอาจยังอยู่ หรืออาจกำลังรอเวลากลับมาก็ได้”
สิ้นเสียงนั้น อินทรีั์ก็เร่งความเร็วขึ้นทันที
“จับข้าไว้ให้มั่น”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบกอดเอวมู่หลานซินไว้แน่น อินทรีั์ถลาลงผ่านผาอสูรด้วยความเร็วราวสายฟ้า สายลมรุนแรงพัดกระหน่ำทั่วร่างและใบหน้า จนต้องหลับตาลงชั่วขณะ
ครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพเบื้องหน้ากลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เหนือทะเลเมฆอันกว้างใหญ่ อารามจำนวนมากลอยเรียงรายอยู่ท่ามกลางสายหมอก ลำธารใสไหลคดเคี้ยวผ่านสวนพฤกษาเขียวชอุ่มของแต่ละอาราม ขณะที่สายลมซึ่งเคยรุนแรงค่อย ๆ แ่ลงอย่างอ่อนโยน
เยว่เสวี่ยหลิงมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง ความตื่นตะลึงฉายชัดอยู่ในแววตา
อินทรีั์ร่อนลงบนอารามสีเขียวอย่างสง่างาม กรงเล็บขนาดใหญ่แตะพื้นหินแ่เบา ก่อนปีกมหึมาจะค่อย ๆ หุบลง มู่หลานซินจับแขนเยว่เสวี่ยหลิงไว้ แล้วพานางะโลงจากหลังอินทรี
“ที่นี่คืออารามมรกต...อารามของข้า”
นางปล่อยมือเยว่เสวี่ยหลิง ก่อนก้าวตรงไปยังศาลาพฤกษาเบื้องหน้า เฟิงอวี้ซึ่งนั่งอยู่ภายในศาลาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตาหยุดลงที่เด็กสาวซึ่งกำลังเดินตามมู่หลานซินมาอย่างเงียบๆ
“เ้าคือเยว่เสวี่ยหลิงหรือ”
มู่หลานซินจับมือเยว่เสวี่ยหลิงให้มายืนเคียงข้าง เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลงอย่างเกร็ง ๆ ก่อนเหลือบสายตาขึ้นมองชายตรงหน้าซึ่งกำลังส่งรอยยิ้มมาให้อย่างอ่อนโยน
“ท่านนี้คือผู้คุมกฎ เฟิงอวี้”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบประสานมือย่อตัวคำนับ
“เสวี่ยหลิงคารวะท่านผู้าุโ”
กล่าวจบ นางก็ขยับไปยืนด้านหลังมู่หลานซิน มือหนึ่งกำชายแขนเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว เมื่อเฟิงอวี้ลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ เขาค่อยๆ เดินวนรอบตัวนางช้า ๆ พลางยกมือลูบคาง ราวกับกำลังพิจารณาสิ่งใด
“ข้าไม่เห็นเลย...ว่าเ้าจะสร้างปัญหาใหญ่ได้อย่างไร”
มู่หลานซินเพียงยิ้มบาง ก่อนจับมือเยว่เสวี่ยหลิงให้นั่งลงข้างกายตรงโต๊ะหินอ่อน ขณะเดียวกันศิษย์รับใช้ผู้หนึ่งก็เดินนำชามาเสิร์ฟ ผ่านร่างของอินทรีั์ซึ่งกำลังสลายกลายเป็ละอองแสงกลางลาน
“ท่านอาจารย์ เชิญดื่มชาเ้าค่ะ”
มู่หลานซินพยักหน้าเบา ๆ ก่อนรินชาลงในถ้วยอย่างสงบนิ่ง แล้วเลื่อนถ้วยใบนั้นไปทางเฟิงอวี้
“บางคนกล่าวหา...เพราะอยากได้เสี้ยวจันทรา”
นางหยุดเพียงครู่เดียว ก่อนกล่าวต่อ
“บางคนหวาดกลัว...เพราะอดีต”
ระหว่างเอ่ยคำเ่าั้ มือของนางยังคงจับมือเยว่เสวี่ยหลิงไว้ กลีบบุปผาสีเขียวอ่อนลอยอ้อยอิ่งผ่านศาลาไปตามสายลม
“ข้าเชื่อว่าอำนาจของศาสตราเทพ...อยู่ที่หัวใจของผู้ถือครอง ว่าจะเลือกใช้มันเช่นไร”
เยว่เสวี่ยหลิงยกมือขึ้นเกาศีรษะอย่างเขินอาย ก่อนก้มหน้าลงเล็กน้อย
“แต่บางครั้ง...ข้ายังเรียกเสี้ยวจันทราได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น”
เฟิงอวี้หัวเราะเบา ๆ พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“อาจเป็เพราะลมปราณของเ้ายังต่ำ...หรือการควบคุมจิตยังไม่นิ่งพอ”
เขาวางถ้วยชาลงช้า ๆ
“แต่มิได้หมายความว่าเ้าจะเป็เช่นนี้ตลอดไป”
มู่หลานซินเผยฝ่ามือซ้ายออก ขณะที่มือขวายังคงยกถ้วยชาอยู่ แสงสีเขียวมรกตหลายสายค่อย ๆ รวมตัวเหนือฝ่ามือ ก่อนก่อรูปเป็กระบี่เล่มหนึ่งลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ
เยว่เสวี่ยหลิงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
แต่มู่หลานซินยังคงยกถ้วยชาจิบอย่างสงบนิ่ง ราวกับมิได้ใส่ใจสิ่งใด ขณะที่ปลายนิ้วอีกข้างเพียงขยับแ่เบา
ชิ้ง—กระบี่มรกตพลันชักออกจากฝัก พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วเหนือสายตา มันตวัดหินก้อนใหญ่จากกลางลำธารขึ้นสู่ท้องฟ้า และเพียงชั่วพริบตา ฉัวะ!
หินทั้งก้อนแตกสลายเป็ผุยผง สายน้ำแตกกระเซ็นเป็ละอองระยิบระยับเหนือผิวน้ำ
ตลอดเวลานั้น มู่หลานซินกลับมิได้หันไปมองแม้เพียงครั้งเดียว นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนสะบัดปลายนิ้วเบา ๆ กระบี่มรกตก็ย้อนกลับเข้าฝัก แล้วสลายหายไปราวสายหมอก
เฟิงอวี้หันไปมองเยว่เสวี่ยหลิงซึ่งยังคงตาค้าง ก่อนหัวเราะออกมาอีกครั้ง
“หากลมปราณของเ้าสูงพอ พลังทำลายก็ย่อมรุนแรงขึ้น”
มู่หลานซินวางถ้วยชาลง ก่อนจับมือเยว่เสวี่ยหลิงแล้วดึงให้นั่งใกล้เข้ามาอีกเล็กน้อย
“แต่สิ่งสำคัญที่สุด...มิใช่พลัง หากเป็จิตใจที่มั่นคง”
นางสบตาเยว่เสวี่ยหลิงอย่างสงบนิ่ง
“และเ้ามีสิ่งที่เ้ารัก...มีผู้คนที่เ้าอยากปกป้อง”
ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนอกของเยว่เสวี่ยหลิงเบา ๆ ดวงตาของมู่หลานซินสงบนิ่งดุจสายน้ำลึก
“หัวใจเช่นนั้น...ย่อมกลายเป็พลังที่ยิ่งใหญ่ของเ้าได้”
เยว่เสวี่ยหลิงทอดสายตามองลำธารเบื้องหน้า เศษหินที่แตกสลายจากกระบี่มรกตค่อย ๆ จมหายลงใต้ผิวน้ำ ระลอกคลื่นแผ่ขยายออกไปเป็วง แล้วภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นจากห้วงความทรงจำ
หญิงสาวในอาภรณ์สูงศักดิ์อุ้มเด็กหญิงไว้แนบอก เสียงผู้คนดังระงมอยู่รอบด้าน หากสิ่งที่ชัดเจนที่สุดกลับเป็น้ำเสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่ง
“พวกเ้าทำผิดซ้ำ”
“แคว้นเยว่หลันต้องรับผิดชอบ”
หญิงสาวก้มลงมองเด็กในอ้อมแขน ดวงตาแดงก่ำ หากริมฝีปากยังคงยกยิ้มอ่อนโยน
“...เ้าอยู่กับพ่อ อย่าดื้อนะ แม่รักเ้า”
นางค่อย ๆ ส่งเด็กหญิงให้บุรุษตรงหน้า มือของเขาสั่นเทา
“ไม่...” เสียงนั้นแหบพร่า
แต่หญิงสาวเพียงส่ายหน้า หยาดน้ำตาไหลผ่านแก้ม ก่อนคมกระบี่จะสะท้อนประกายเย็นเยียบใต้แสงอาทิตย์
ฉึก—
“ท่านแม่!”
เสียงร้องของเด็กหญิงกึกก้องขึ้น ก่อนภาพทุกอย่างจะพลันแตกสลาย
“ท่านแม่...”
เสียงกระซิบแ่เบาดังอยู่ในห้วงความทรงจำ เยว่เสวี่ยหลิงกะพริบตาช้า ๆ หยาดน้ำใสไหลผ่านแก้มโดยไม่รู้ตัว นางเงยหน้าขึ้นมองมู่หลานซิน ก่อนยกมือปาดน้ำตาเบา ๆ
“ข้าเข้าใจแล้ว”