บทที่ 34 เื่ราวในชีวิตก่อน
จู่ ๆ จินซูก็รู้สึกตัวอย่างน่ากลัว หลินอี้เสวียนช่างแตกต่างจากผู้ชายคนอื่น ตัวเธอเองก็ดูเหมือนจะรู้สึกไม่เหมือนเดิมเวลาอยู่กับหลินอี้เสวียน
สายฝนกระหน่ำกลางดึกมลายหายไปในยามเช้า แสงแดดยามสายระเหยความชื้นราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่มีใครพูดถึงฝันร้ายของจินซูในคืนนั้น ราวกับว่ามันไม่มีอยู่จริง
จินซูเลิกขายไอศกรีมที่ลานกว้างและตั้งใจซ่อมเครื่องเล่นเทปที่บ้าน เธอวางแผนที่จะใช้เวลาสองวันในการจัดการงานที่เหลือทั้งหมด การมี หลินอี้เสวียนมาช่วย ทำให้งานเร็วขึ้นเป็สองเท่า แต่ไม่นานนักก็มีเสียงดังมาจากในบ้าน
จินซูฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจ หนูบุก บ้านชั้นเดียวมีสภาพอนามัยที่จำกัด ในฤดูร้อนอากาศร้อน จึงมักมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อย ๆ ป้าในหมู่บ้านกำลังจัดการให้เพื่อนบ้านโรยยาเบื่อหนู ทำให้ทั้งหมู่บ้านดูวุ่นวายไปหมด
หลินอี้เสวียนออกไปซื้อยามาหนึ่งห่อ แล้วโรยรอบ ๆ บ้านทั้งด้านในและด้านนอก ยาเบื่อหนูค่อนข้างได้ผล ตอนเช้าโรยยา ตอนบ่ายก็เริ่มเห็นหนูตายในบริเวณบ้าน จินซูก็เห็นสองตัวในครัว
เธอตั้งใจจะทำอาหารกลางวัน จึงเปิดตู้เพื่อหยิบข้าว เห็นหนูอ้วนสองตัวเดินโซเซออกมา หลังจากกินยาเบื่อหนู การเคลื่อนไหวช้าลง ดูเหมือนเมา
หลินอี้เสวียนอยู่ข้าง ๆ เธอ กำลังจะจับหนูออกไปทิ้ง แต่จินซูเคลื่อนไหวเร็วกว่าเขา เธอตักน้ำร้อนจากหม้อหนึ่งทัพพี แล้วสาดใส่หนู หนูที่ถูกลวกร้องด้วยความเ็ป แยกเขี้ยววิ่งเข้าหาจินซู ดูเหมือนจะทำการโจมตีครั้งสุดท้าย
จินซูคว้าไม้กวาดขึ้นมา ตีหนูสามครั้งติดต่อกัน หนูโชคร้ายตายคาที่ ทั้งกระบวนการเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เกินห้าวินาที ทำให้หลินอี้เสวียนที่อยู่ข้าง ๆ ถึงกับตะลึง
“เธอ...ไม่กลัวเหรอ” ผู้หญิงที่เขาเคยเจอ ส่วนใหญ่จะกลัวหนู โดยเฉพาะซุนอิง ผู้หญิงที่เป็แม่ของเขา เวลาเจอหนูทีเสียงกรี๊ดแทบจะทะลุหลังคาบ้าน เมื่อเทียบกับคนอื่นเสี่ยวจินช่างเป็นักรบหญิงอย่างแท้จริง
“ไม่หรอก ฉันกลัวจะตาย” จินซูพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยขณะจัดการกับซากหนู “ตอนเด็ก ๆ เคยถูกขังอยู่ในโกดัง โดนหนูโผล่มาให้เจอจนกลัว ตอนนั้นในความทรงจำของฉัน หนูมันตัวใหญ่มาก” เธอผายมือออกไป แสดงท่าทางขนาดประมาณครึ่งเมตร
ที่จริงแล้วไม่ใช่หนูตัวใหญ่หรอก แต่เป็เพราะตอนนั้นเธอยังเด็กมากต่างหาก สิ่งมีชีวิตที่เธอเกลียดที่สุดคือหนู ถ้าเป็ไปได้เธอแทบอยากจะให้หนูกับแมลงสาบหายไปจากโลกนี้เลยด้วยซ้ำ
“แต่เมื่อกี้เธอดูไม่เหมือนคนกลัวเลยนะ” หลินอี้เสวียนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก วิธีจัดการอย่างเด็ดขาดของเธอ ถึงขั้นไปทำงานที่สำนักงานกำจัดพวากนี้ได้เลย ทักษะชำนาญงานสุด ๆ
“ตอนเด็ก ๆ ฉันกลัวหลายอย่าง แต่ฉันพบว่าน้ำตาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ความอ่อนแอก็ไม่สามารถขจัดความกลัวได้ วิธีเดียวที่จะทำให้ความกลัวหายไปคือเผชิญหน้ากับมัน”
เช่นเดียวกับทัศนคติของเธอที่มีต่อหนูสองตัวนั้น ยิ่งเป็สิ่งที่เธอเกลียด ยิ่งเป็สิ่งที่เธอกลัว เธอยิ่งต้องเผชิญหน้า
“ถ้าจะอธิบายตามหลักพระพุทธศาสนา ก็คือ อวัยวะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ปรากฏรูป รส กลิ่น เสียง ัั อารมณ์ในจิตใจ” จินซูถือถุงขยะที่มีซากหนูเดินออกไปนอกประตู ทิ้งให้หลินอี้เสวียน นั่งครุ่นคิดกับคำพูดของเธออยู่ที่บ้านอย่างใช้ความคิด
วิธีการจัดการกับความกลัวของเสี่ยวจินนั้นแตกต่างจากคนปกติทั่วไป นี่อาจเป็สาเหตุของฝันร้ายของเธอหรือไม่ หลินอี้เสวียนคิดได้จินซูก็คิดได้เช่นกัน
ดังนั้นหลังจากทิ้งขยะแล้ว เธอจึงไม่ได้กลับบ้านทันที แต่หาร้านเล็ก ๆ ข้างถนน เธอ้าโทรศัพท์ ตอนนี้ค่าติดตั้งโทรศัพท์บ้านไม่ถูก หาก้าโทรศัพท์ก็ต้องไปที่ร้านขายของชำที่มีโทรศัพท์ จ่ายเงินแล้วโทร
ความฝันเมื่อคืนทำให้จินซูไม่ชอบใจ เธอเลือกที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว กดหมายเลขที่คุ้นเคยในความทรงจำ โทรศัพท์เชื่อมต่ออย่างรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะ ที่นี่แผนกรับโทรศัพท์ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศที่สอง คุณ้าติดต่อที่ไหนคะ”
“ฉันเป็บรรณาธิการของนิตยสารต้นไม้เยาวชน ขอถามหน่อยว่าอาจารย์อวี้จืออิงจากภาควิชาภาษาอังกฤษอยู่ไหมคะ ลูกสาวของเธออวี้จินซู ส่งบทความมาให้เราก่อนปีใหม่ มีค่าลิขสิทธิ์ที่อยากจะมอบให้เธอ”
“ลูกสาวของอาจารย์อวี้จืออิง?!” พนักงานรับโทรศัพท์ดูประหลาดใจ หูโทรศัพท์ถูกกดลง ดูเหมือนกำลังกระซิบกระซาบกับคนข้าง ๆ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของพนักงานรับโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“อาจารย์อวี้จืออิงลางานค่ะ ลูกสาวคนโตของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอาจารย์อวี้กำลังจัดงานศพอยู่ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณสะดวกทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ไหมคะ เดี๋ยวรออาจารย์เขาเข้ามาทำงานฉันจะให้เขาติดต่อคุณกลับไป”
“ไม่เป็ไร” ขณะที่จินซูวางสายไป ความรู้สึกเคว้งคว้างก็แล่นเข้ามาในใจ เป็อย่างที่เธอคิดไว้จริง ๆ ด้วย
ตัวเธอใน่เวลานี้ได้หายไปแล้ว จริง ๆ แล้วตอนที่เธอย้อนเวลามา เธอก็คิดถึงปัญหานี้แล้วเหมือนกัน เมื่อเธอเข้ามาอยู่ในร่างของอวี้เหยาเหม่ย แล้วตัวตนของเธอตอนอายุสิบสองใน่เวลานี้จะเป็อย่างไร
เพียงแต่เธอไม่อยากจะนึกถึงครอบครัวที่เรียกกันในชาติที่แล้วเลยสักนิดคิดถึงพวกเขาทีไรก็รู้สึกขยะแขยง ไม่อยากจะข้องเกี่ยวด้วยเลย ถ้าเมื่อคืนไม่ได้ฝันถึงเื่ราวในอดีต จินซูคงไม่โทรมาหาพวกเขาหรอก
ตอนนี้ได้คำตอบแล้ว ความกังวลในใจก็หมดไป ต่อจากนี้ไปเธอคงไม่ติดต่อกับคนพวกนี้อีก ชีวิตนี้ของเธอจะไม่ข้องเกี่ยวกับครอบครัวนั้นอีก
นี่เป็วิธีเผชิญหน้ากับความกลัวของอวี้จินซู เผชิญหน้ากับปัญหา ไม่หลีกเลี่ยง มีเพียงเื่เดียวที่จินซูยังคงติดค้างอยู่ในใจ ชาติก่อนตอนที่เธออายุสิบสองปี เธอเกือบจะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่มีพี่ชายทหารคนหนึ่งช่วยชีวิตเธอไว้
เธอจำใบหน้าของพี่คนนั้นไม่ได้ แต่จำได้ราง ๆ ว่าเขาน่าจะได้รับาเ็ หลังจากช่วยเธอแล้ว เห็นว่าเธอดูเหม่อลอยเขาจึงอยู่คุยกับเธอตลอดบ่าย
ตอนนั้นเธอจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ข้ามถนนโดยไม่มองรถ เพราะวันนั้นเป็วันครบรอบการจากไปของน้องสาวเธอ น้องสาวเพิ่งเสียชีวิตไปได้เพียงสองปี แต่ทุกคนในครอบครัวต่างลืมไปแล้วว่าเคยมีเธออยู่ ไม่มีใครเศร้าโศกเสียใจให้กับเธอ
จินซูรู้สึกเลื่อนลอยและเสียใจ ถึงขั้นคิดอยากจะฆ่าตัวตาย สิ่งที่ทำให้เธอเปลี่ยนความคิดจริง ๆ คือการได้อยู่กับพี่ชายคนนั้นใน่บ่ายตลอดเวลาครึ่งวัน
เขาปลอบโยนเธอมากมาย พูดให้กำลังใจเธอหลายอย่าง เื่อื่น ๆ เธอจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่มีประโยคหนึ่งที่จินซูจำได้ตลอดมา
“จิตใจที่โชติ่ชัชวาล เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ ใครก็ตามที่จิตใจเช่นนี้ไว้ได้ จะไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด และมิอาจพ่ายแพ้”
เขาบอกว่า นั่นคือคติประจำใจของเขาเอง ลอกมาจากหนังสือเื่ The Republic เพราะงั้น ในหลายปีต่อมา ทุกครั้งที่จินซูพบเจอกับอุปสรรค เธอมักจะนึกถึงบ่ายวันนั้น นึกถึงความอบอุ่นที่พี่ชายแปลกหน้ามอบให้
ก่อนจากกัน เขายังมอบสร้อยคอจี้ปลอกะุให้เธอด้วย เขาบอกว่าปลอกะุนั่นคือของที่ระลึกจากการยิงปืนครั้งแรกของเขา เป็เครื่องรางของเขา
เขาอยากมอบเครื่องรางนี้ให้กับจินซูน้อยผู้เผชิญความทุกข์ยาก หวังว่าเด็กน้อยคนนี้จะมีชีวิตที่ราบรื่นตลอดไป จินซูพกปลอกะุนั่นติดตัวตลอด น่าเสียดายที่มันหายไปหลังจากที่เธอทะลุมิติมา
ชีวิตของเธอได้รับความช่วยเหลือจากทหาร เพราะงั้นพอเห็นคนที่ใส่ชุดทหารเธอจึงรู้สึกดีด้วย
บางทีนี่อาจเป็เหตุผลที่เธอเก็บหลินอี้เสวียนไว้ข้างกายหลังจากฝันร้ายเมื่อคืน และอธิบายได้ว่าทำไมเธอถึงปฏิบัติต่อหลินอี้เสวียน ต่างจากคนอื่นเพราะชุดทหารของเขานั่นเอง
ถึงแม้จะหาเหตุผลมาอธิบายตัวเองได้ แต่ลึก ๆ ในใจเธอก็รู้ดีว่า แท้จริงแล้ว คงไม่ใช่แค่เื่ชุดทหารหรอก แต่เธอไม่อยากคิดต่อแล้ว ปล่อยมันไปเถอะ
โทรศัพท์สายนี้ทำให้เธอรู้สึกสงบขึ้น ในเมื่อยืนยันแล้วว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับครอบครัวในชาติที่แล้ว เธอก็รู้สึกโล่งใจมาก เพียงแต่คิดว่าจะไม่ได้เจอพี่ชายที่เป็ทหารแล้ว ก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
ขอให้เขาปลอดภัยมีความสุข สมปรารถนาทุกประการ จินซูได้แต่ภาวนาในใจ บ้านตระกูลหลิน หลินอี้เสวียนจามออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“อี้เสวียน นายเป็หวัดเหรอ” ป้ารองเปิดประตูเข้ามา เห็นเขายังคงจามไม่หยุด จึงถามด้วยความเป็ห่วง
“อาจจะมีคนกำลังนินทาผมอยู่มั้งครับ ป้ารองมีอะไรหรือเปล่าครับ” หลินอี้เสวียนขยี้จมูก
“มีเื่สำคัญจะมาบอก”