“…โอ๊ย ท่านแม่…” ลั่วต้าเซิงร้องโอดโอยทำให้นางสุดแสนจะเจ็บปวดใจ
“ลูกแม่เป็นความผิดแม่เอง! ตอนนั้นหากไม่ละโมบคงไม่เกิดเรื่องเช่นในตอนนี้แต่หากแม่ไม่ทำเช่นนั้น เราสองแม่ลูกก็คงอดตายเหมือนกัน!”
ลั่วต้าเซิงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบากดวงตาสะลึมสะลือและเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง “ท่านแม่…หรือไม่ท่านก็บอก…ไปเถอะบอกไป ข้า ไม่ ไม่อยากหนีแล้ว…”
ตัวเขาเองไม่อยากใช้ชีวิตที่ต้องระหกระเหินเร่ร่อนอีกต่อไปส่วนนางล่ะคิดอย่างไร
เวลาครึ่งก้านธูปไวดั่งกะพริบตาเมื่อยายเฒ่าลั่วแสดงท่าทีว่าจะให้ความร่วมมือลั่วต้าเซิงย่อมได้รับการรักษาจากหมอ
“ไม่ทราบว่าท่านอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับลั่วชีเหนียงใช่หรือไม่?” ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องถามดูก่อนเพื่อให้แน่ใจ
จ้าวจือชิงลดสายตาลง “หรือเจ้ายังมีความลับอื่นอีก?”
“ไม่ไม่ไม่…” ยายเฒ่าลั่วโบกมือปฏิเสธ “ไม่มี ไม่มีข้าก็แค่คนบ้านนอก จะมีความลับอันใดมากมาย”
ยายเฒ่าลั่วเห็นชายใส่หน้ากากเริ่มรำคาญจึงรีบเอ่ย “ลั่วชีเหนียงถูกข้าเก็บได้จากกองหิมะตอนที่เก็บเด็กคนนี้มา ก็เพราะเห็นว่าบนตัวนางมีสมบัติล้ำค่า จึงเกิดความโลภต่อมาข้าตั้งใจจะหยิบของและจากไป แต่คิดไม่ถึงว่ากลับถูกคนพบเข้า คนผู้นั้นข่มขู่ข้าว่าหากข้าไม่นำเด็กไปด้วยเขาจะแจ้งทางการ เมื่อเลี่ยงไม่ได้จึงจำต้องพานางกลับ”
หลังจากที่พาลั่วชีเหนียงกลับมาด้วยยายเฒ่าลั่วก็คิดว่าคนผู้นั้นอาจจะไปแล้ว ตอนที่จะนำนางกลับไปไว้ที่เดิม ก็พบคนที่แต่งตัวเหมือนหญิงชราอุ้มทารกอีกคนหนึ่งขึ้นจากกองหิมะก่อนจะเดินโซซัดโซเซจากไปส่วนเด็กทารกที่หญิงชราผู้นั้นอุ้มไว้ก็ใช้ผ้าห่อตัวแบบเดียวกันกับเด็กทารกในอ้อมกอดของยายเฒ่าลั่ว
ตอนนั้นนางไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังพบเจอกับอะไรจึงหวาดกลัว ด้วยเหตุนี้เลยนำตัวชีเหนียงไปทิ้งไว้ในวัด ใครจะรู้ว่าต่อมาคนผู้นั้นก็ปรากฏตัวอีกครั้งแล้วสั่งให้นางเลี้ยงดูลั่วชีเหนียงไว้ข้างกาย อีกทั้งยังจับตาดูนางตลอดเวลา จากนั้นคนผู้นั้นยังรับปากว่าจะมอบเงินให้นาง
ในตอนนั้นนางเห็นว่าจะได้เงินจึงกล่าวขึ้นมาเล่นๆ “หรือว่าชีเหนียงคือลูกของท่านเหตุใดท่านต้องตั้งชื่อให้นาง แต่ให้ข้าเลี้ยงดูอยู่ข้างกาย?”
สีหน้าของคนผู้นั้นเปลี่ยนไปทันทีเขาใช้มีดทาบลงที่ลำคอของนาง แล้วข่มขู่ว่าอย่าได้คาดเดาไปเรื่อย นับแต่นั้นมาคนผู้นี้ก็หายตัวไปโดยที่ทุกเดือนมักจะมีเงินมากองไว้อยู่ที่บ้านนางจึงใช้เงินอย่างสบายใจ
ต่อมาคนผู้นั้นก็ปรากฏตัวอีกครั้งสั่งให้จัดงานแต่งให้ลั่วชีเหนียง แน่นอนว่าเจ้าบ่าวของลั่วชีเหนียงคนผู้นั้นก็เลือกเอง
“เขากำชับข้าว่าห้ามให้ลั่วชีเหนียงรู้เรื่องชาติกำเนิดของตนแต่ครั้งที่แล้วชีเหนียงก็ได้ยินเข้า ข้าไม่มีทางเลือกจึงต้องบอกออกไปตอนนั้นข้ายังรู้สึกว่าตนเองนั้นฉลาดและคิดว่าคนผู้นั้นคงไม่ทราบ ตกกลางดึกคืนนั้นที่บ้านข้าอยู่ๆก็เกิดไฟไหม้ ข้าถึงได้รู้ว่าตนเองถูกจับตาดูมาตลอด เพื่อให้มีชีวิตรอดจึงต้องแกล้งใช้แผนซ้อนแผนและอาศัยช่วงไฟไหม้รีบพาลูกชายหนีมา”
ยายเฒ่าลั่วคิดว่าแผนของตนนั้นดีเพียงแต่หลังจากไฟไหม้กลับไม่เหลือศพทิ้งเอาไว้ พวกนั้นจึงรู้ว่านางหนีไปแล้ว แล้วจะปล่อยพวกนางไว้ได้อย่างไร
ยายเฒ่าลั่วเองไม่รู้ว่าคนพวกนั้นคือใครเพียงแต่พวกเขาคล้ายกับขุนนางใหญ่ที่มาจากเมืองหลวง ก่อนหน้านี้คนที่ติดต่อกับนางคือหญิงสาวที่แต่งกายหรูหราทุกครั้งที่ปรากฏตัวจะต้องมีผ้าคลุมสีดำปิดหน้าไว้ทุกครั้ง
“หากเจ้าไม่บอกความจริงข้าก็จะไม่เสียเวลากับเจ้า”
เมื่อได้ยินคำพูดข่มขู่โดยมีเจตนาฆ่าในใจยายเฒ่าลั่วก็อดสั่นเทาไม่ได้ นางคุกเข่าและเอาศีรษะโขกพื้น “ข้าน้อยไม่ได้หลอกลวงท่านข้าน้อยสารภาพทุกอย่างแล้วจริงๆ คนเหล่านั้นคือใคร ข้าไม่ทราบ ไม่ทราบจริงๆ!”
จ้าวจือชิงหัวเราะเย็นชาก่อนจะถีบนาง “หากเจ้าไม่ได้ซ่อนบางอย่างไว้เหตุใดเจ้าถึงยังโดนตามล่าอยู่?”
เมื่อสิ้นเสียงนี้ยายเฒ่าลั่วที่คุกเข่าก็แน่นิ่งไม่ขยับ นางมีของซ่อนไว้จริงๆครั้งที่แล้วที่ให้ลั่วชีเหนียงไป อันที่จริงคือของที่ได้จากตัวคนผู้นั้นส่วนสิ่งที่สามารถยืนยันตัวตนของลั่วชีเหนียงได้จริงๆ คือปิ่นหงส์หนึ่งชิ้น ปิ่นหงส์นี้มีเก้าหางหางทุกอันประดับด้วยไข่มุก นางเองก็รู้ว่าของสิ่งนี้สูงค่า จึงไม่กล้านำมาแลกเป็นเงินดังนั้นจึงได้เก็บมันเอาไว้
ยายเฒ่าลั่วต้องการมีชีวิตรอดจึงได้แต่สารภาพหมดเปลือก กระทั่งจุดที่ซ่อนก็บอกไปจนหมด
จ้าวจือชิงคิดไม่ถึงว่าในมือของยายเฒ่าลั่วจะมีของสำคัญเช่นนี้จากการบอกเล่าของนาง ลักษณะของสิ่งนั้น เขาพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ ถึงจะทำให้แผนการของเขาติดขัดเล็กน้อยแต่ก่อนอื่นเขาต้องกลับไปหาของที่ยายเฒ่าลั่วนำไปซ่อนไว้ก่อนแล้วค่อยคิดหาทางเอาสร้อยเส้นนั้นมาจากชีเหนียง
หากมีของย่อมง่ายต่อการสืบหา
จ้าวจือชิงจัดแจงลูกน้องให้พวกเขาดูสองแม่ลูกสกุลลั่วไว้ สองคนนี้จะตายตอนนี้ไม่ได้
…...
ทางด้านหลิงชางไห่เริ่มฟื้นตัวจากการสลบไสลเขาลูบศีรษะที่มีอาการปวด “โอ๊ยอย่าให้ข้ารู้เชียวนะว่าไอ้บ้าคนใดที่ทำร้ายข้าข้าจะต้องเอาเข็มทิ่มร่างให้พรุนแน่”
หลิงชางไห่ลุกขึ้นจากเตียงก็พบว่าด้านนอกมืดแล้วลั่วจิ่งซีกำลังยกอาหารค่ำเข้ามาพอดี เมื่อเห็นเขาฟื้นแล้วก็รีบวางของลง
“ท่านตา! ท่านตื่นได้สักทียังเจ็บอยู่หรือไม่?”
“อาซี! เจ้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? แล้วข้ามานี่ได้อย่างไร?”
ลั่วจิ่งซีบอกเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอย่างเรียบง่าย “ท่านตาท่านไม่อยู่ที่อำเภอเฉาแต่ถ่อมาที่ชิงหยางเนี่ยนะ อีกสองวันท่านแม่ก็จะมาแล้วหากเจอท่านอยู่ที่นี่ ท่านคิดไว้รึยังว่าจะตอบอย่างไร?”
“ชีเหนียงไม่อยู่ที่นี่หรือ?” เดิมทีคิดว่าถ้าเจอพวกลั่วจิ่งซีชีเหนียงก็น่าจะต้องอยู่กับพวกเขาด้วยแน่ หลายวันมานี้เขาไม่ได้กินดีๆ เลย หากชีเหนียงอยู่เขาก็จะได้กินอาหารดีๆสักมื้อ แต่ชีเหนียงกลับไม่อยู่นี่สิ
ลั่วจิ่งซีเดาความคิดของเขาออก “ท่านตา ฝีมือทำอาหารของท่านแม่นั้นไม่เลวก็จริงแต่พวกข้าพี่น้องก็ทำได้ไม่แย่นะ ท่านลองกินดูก่อนรอท่านแม่มาแล้วค่อยทำของอร่อยให้ท่านทาน”
ทั้งสองพูดคุยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้และทานข้าวไปพลางเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดสาเหตุการมาที่นี่
“เพราะจ้าวจือชิงให้คนพาข้ามา” หลิงชางไห่ไม่รู้จะอธิบายกับพวกเขาอย่างไรจึงอ้างถึงจ้าวจือชิง
ทำให้ตอนที่จ้าวจือชิงกลับมาก็เห็นลั่วจิ่งซียืนกอดอกรอเขาอยู่ที่ลานบ้าน
จ้าวจือชิงแสร้งทำเป็นไม่เห็นลั่วจิ่งซีก่อนจะทำเป็นหาวแล้วเดินเข้าห้อง แต่ไม่คิดว่าลั่วจิ่งซีกลับเดินตามหลังเขาเขาไปห้องน้ำก็ตาม ไม่ว่าเขาไปที่ใดก็ตามติดตลอด แต่กลับไม่พูดอะไรสักคำ สีหน้าก็คล้ายกับเวลาชีเหนียงโมโหยิ่งนัก
“เจ้าเด็กนี่ทำไมไม่เรียนรู้อะไรดีๆมาบ้าง!” จ้าวจือชิงโมโห วางกระแทกจอกน้ำชา มองดูใบหน้าดื้อรั้นของจิ่งซีเขาทั้งโมโห ทั้งขำ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าโดนหลิงชางไห่หักหลังเข้าแล้วส่วนเจ้าเด็กนี่ก็กำลังมาทวงคำตอบจากเขา
“เดี๋ยวนี้หัดไม่พูดไม่จาแล้วหรือท่านตาตัวดีของเจ้าคงไม่ได้บอกอะไรกับเจ้าสินะ ถึงร้อนใจขนาดนี้?”
เมื่อเห็นจิ่งซีถลึงตาใส่ก็รู้ว่าตนเองเดาถูกยังดีที่หลิงชางไห่ไม่บอกอะไรออกไปอีก จากนิสัยของเจ้าเด็กนี่คงได้วิ่งโร่บุกไปที่ไร่เป็นแน่
ทางด้านนี้จ้าวจือชิงนั้นกำลังรับมือกับลั่วจิ่งซีส่วนอีกด้านลั่วจิ่งเฉินก็ไปหาหลิงชางไห่
-----