“มีอะไรเหรอ”ปวัตน์เงยหน้าขึ้นถามเมื่อพิทยาเข้ามาพบในห้องวันนี้เขาต้องเข้าบริษัทแต่เช้าเพราะมีประชุมสำคัญหลายเื่ที่ต้องสรุปดังนั้นเลยเอารถไปคืนธัญรดาด้วยตัวเองไม่ได้จึงต้องให้สนชัยทำแทน ทั้งที่ในใจลึกๆแล้วเขาอยากไปเองเสียมากกว่า พอคิดถึงหญิงสาวก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาทันทีเนื่องจากเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้อยากเจอหน้าเธอนักอยากพบอยากทำความรู้จักให้มากขึ้นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจดีว่าเธอเป็ผู้หญิงของนพกร
ชายหนุ่มเฝ้าคิดว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรดึงดูดใจเขานักเธอสวย...ใช่สวยมาก แต่เขาก็เคยเจอคนสวยๆ มามากมายนับไม่ถ้วนนี่นา ทว่าก็ยังไม่เห็นมีใครทำให้เขาใจเต้นแรงได้เท่าเธอมาก่อนจะว่าเป็เพราะนิสัยใจคอก็คงไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งจะรู้จักเธอและได้คุยกันเพียงผิวเผินแค่นั้นเอง
ปวัตน์หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้เขารู้แต่เพียงว่าเธอถูกใจเขาเข้าอย่างจังทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็ตัวเธอล้วนดึงดูดความสนใจจากเขาได้ชะงักยิ่งนักชายหนุ่มตกอยู่ในภวังค์ความคิดก่อนจะได้สติเมื่อพิทยาเรียกเสียงดังขึ้น
“ฮะ...ว่าไงนะ”
“ผมเรียกเ้านายอยู่หลายครั้งแต่เ้านายไม่ตอบ”
“คือ...ฉันคิดอะไรเพลินไปหน่อยนะว่าแต่นายมีเื่อะไรจะพูดอย่างนั้นเหรอ”
“เมื่อครู่นี้คุณเพลินจิตโทรมาบอกผมว่าคุณนพจะรับเลขาส่วนตัวเข้าทำงานด้วยครับซึ่งผมตรวจสอบไปที่ฝ่ายบุคคลแล้วไม่พบข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น แสดงว่าคุณนพรับเธอเข้ามาโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากฝ่ายบุคคลก่อน”พิทยารายงานตามความเป็จริง
ปวัตน์ฟังแล้วก็หน้าเครียดขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่สบายใจความจริงเื่นี้ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรนักที่ญาติผู้น้องจะรับใครเข้ามาทำงานแต่เพราะ่นี้มีสายลับจากพวกศัตรูทางธุรกิจแฝงเข้ามาขโมยข้อมูลสำคัญอยู่บ่อยๆชายหนุ่มจึงเข้มงวดในเื่การรับพนักงานใหม่มาก ซึ่งหากไม่มีความจำเป็จริงๆเขาจะไม่รับเลยหรือหากรับก็จะต้องถูกสอบประวัติให้แน่ใจซะก่อน ดังนั้นเขาจึงอดระแวงไม่ได้กลัวว่าศัตรูจะส่งคนเข้ามาตีสนิทนพกรเพื่อหาโอกาสเข้ามาทำงานที่นี่ก็เป็ได้
“เธองั้นเหรอ?”เขาทวนคำพลางนึกสังหรณ์ใจบางอย่างขึ้นมา
“ครับเธอเป็ผู้หญิง คุณเพลินจิตบอกว่าคุณนพดูจะชอบเธอคนนี้มาก เพราะสั่งให้คุณเพลินจิตจัดโต๊ะทำงานไว้ในห้องของคุณนพและยังสั่งให้คุณเพลินจิตดูแลอย่างดีอีกด้วย”
ปวัตน์อดนึกไปถึงใครคนหนึ่งไม่ได้ก่อนจะสั่งให้พิทยาโทรตามนพกรมาพบเขาที่ห้องเดี๋ยวนี้ ซึ่งห้านาทีหลังจากที่สั่งญาติผู้น้องก็มานั่งกระดิกเท้าด้วยสีหน้าสุขอุราอยู่หน้าโต๊ะทำงานของญาติผู้พี่แล้ว
“พี่ปวัตน์เรียกผมมาพบทำไมเหรอครับหรือว่าจะถามเื่งานอีก” นพกรถามอย่างเซ็งๆเพราะอีกฝ่ายจ้ำจี้จ้ำไชเื่งานกับเขามากเหลือเกิน ราวกับเขาเป็เด็กน้อยที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรต้องคอยทำตามที่บอกอยู่ตลอด
“พี่ได้ข่าวว่านายรับเลขาส่วนตัวเพิ่มงั้นเหรอ”ชายหนุ่มถามตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อมให้มากความนพกรตาลุกวาวด้วยความไม่พอใจก่อนจะถามเสียงห้วน
“พี่รู้ได้ไงใครมันคาบข่าวมาบอกอีกล่ะ”
“มันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะมาบอกแค่ตอบมาว่าจริงไหมเท่านั้นพอ” ปวัตน์เอ่ยเสียงเรียบสีหน้าดูนิ่งสงบไม่แสดงออกถึงความรู้สึกใดๆนพกรจึงใจเย็นลงและยอมตอบโดยดีทั้งที่ยังนึกขุ่นเคืองใจอยู่เพราะไม่ชอบให้ญาติผู้พี่มายุ่งเื่ของเขาทุกเื่
“จริง แต่พี่ไม่ต้องห่วงหรอกนะเพราะคุณรดาเธอจะเข้ามาช่วยงานผมโดยตรงไม่ยุ่งกับงานอื่นและผมจะเป็คนจ่ายเงินเดือนให้กับเธอเอง” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังเขายอมลงทุนที่จะจ่ายเงินเดือนให้ธัญรดาเอง เพราะคิดว่าคงจ่ายแค่เดือนเดียวหรือไม่ก็อาจไม่ต้องจ่ายเลยก็ได้หากความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอลึกซึ้งแแ่กันแล้ว
ปวัตน์มองตาน้องชายก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดเช่นไรนพกรคงคิดใช้วิธีนี้ใกล้ชิดผู้หญิงของตนเองมากขึ้นเป็แน่ชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจแต่ไม่รู้ว่าความไม่พอใจนั้นเกิดจากที่อีกฝ่ายใช้งานเป็เครื่องมือแสวงหาความสุขใส่ตัวเองหรือว่าไม่พอใจที่ผู้หญิงคนนั้นจะมาใกล้ชิดญาติผู้น้องมากขึ้นกันแน่
“คนนี้นายจริงจังมากเลยเหรอ”
“ไม่แน่ใจ”นพกรยักไหล่ “ผมรู้แต่ผมชอบเธอมากถ้าพี่ไม่มีอะไรจะถามแล้วผมขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะ”
“เชิญ” ปวัตน์บอกเสียงเรียบ ก่อนจะถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิดหลังจากที่ญาติผู้น้องออกจากห้องไปแล้วชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลงด้วยความว้าวุ่นใจแต่เพียงครู่ก็ต้องลืมตาขึ้นใหม่แล้วสบถออกมาเบาๆเมื่อภาพรอยยิ้มหวานของธัญรดาตามมาหลอกหลอน
ปวัตน์พยายามสลัดภาพเธอออกจากหัวแต่ก็ไม่สำเร็จเขาจึงร้องครางออกมาเสียงแ่ราวกับเ็ปและนึกตำหนิโชคชะตาที่ส่งเธอมาให้เขารู้จักช้าไปเพราะถ้าเขาพบเธอก่อนนพกรคงไม่ต้องมานั่งผิดหวังอยู่แบบนี้
บนชั้นสองของร้านทองตั้งสกลรัตน์ธัญรดากับอภิรักษ์กำลังนั่งทบทวนถึงแผนการกันอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดใดๆทั้งสิ้น
“จำเอาไว้นะรดาหลานแค่เข้าไปสืบหาตัวคนค้ายาเท่านั้น เพราะฉะนั้นห้ามพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตรายอย่างเด็ดขาด”
“แล้วถ้าตอนนั้นรดากำลังจะได้หลักฐานเด็ดล่ะคะอารักษ์”เธอแย้งอย่างไม่เห็นด้วยนักเพราะหากพบหลักฐานสำคัญแล้วปล่อยไปก็อาจจะหาไม่ได้อีกเลยก็ได้
“ทำตามที่น้าบอก”อภิรักษ์บอกเสียงเข้มอย่างดุดัน เล่นเอาหลานรักนิ่งอึ้งไปชั่วขณะและเกิดกลัวขึ้นมาดื้อๆเพราะน้าชายเธอไม่เคยทำสีหน้ากับสุ้มเสียงเช่นนี้ใส่เธอมาก่อน แต่หญิงสาวก็เข้าใจว่าเขาเป็ห่วงจึงจำใจพยักหน้ารับและให้สัญญาเสียงหนักแน่น
“ค่ะรดาสัญญาค่ะ”
“ดีมาก เราต้องจำไว้ว่าเราไม่ใช่สายลับมืออาชีพดังนั้นอาจทิ้งร่องรอยอะไรไว้ให้พวกมันจับได้ก็ได้และถ้าเป็อย่างนั้นแผนการทุกอย่างที่เราวางไว้ก็จะล้มเหลวและตัวรดาเองก็จะเป็อันตรายไปด้วยเพราะมันคงไม่ปล่อยเราไว้แน่”
“รดาทราบค่ะน้ารักษ์วางใจเถอะนะ รดาจะระวังตัวให้มากและจะไม่ใจร้อนบุ่มบ่ามทำตามอำเภอใจโดยที่น้าไม่ได้สั่งอย่างแน่นอน”
อภิรักษ์ตบศีรษะหลานสาวเบาๆด้วยความไว้ใจ แต่ในใจลึกๆ ก็อดกังวลและห่วงใยไม่ได้และด้วยความเป็ห่วงนี้เองเขาจึงส่งคนของเขาให้คอยตามประกบหญิงสาวเอาไว้หากมีเหตุฉุกเฉินอะไรจะได้ช่วยเหลือได้ทันการณ์
เื่เมื่อตอนบ่ายยังคงมารบกวนจิตใจของปวัตน์อยู่เขาจึงหงุดหงิดไปหมดจนใครหลายๆ คนเข้าหน้าแทบไม่ติด พิทยาก็เป็หนึ่งในนั้นเช่นกันชายหนุ่มรู้สึกเป็ห่วงเ้านายมากและคิดว่าการที่เ้านายอารมณ์เสียแบบนี้อาจเป็เพราะว่า่นี้เครียดเื่งานมากเกินไปเขาจึงตัดสินใจเข้าไปเสนอแนะวิธีคลายเครียดให้
“วันนี้เ้านายดูหงุดหงิดมากนะครับ”
ปวัตน์เงียบไม่ตอบเลขาหนุ่มจึงพูดต่อ
“ผมว่า่นี้เ้านายอาจเครียดกับงานมากเกินไปถ้ายังไงคืนนี้ไปผ่อนคลายสักหน่อยดีไหมครับ”
ผู้เป็นายมองสบตากับลูกน้องคนสนิทแล้วก็เข้าใจได้ในทันทีว่าวิธีผ่อนคลายความเครียดของพิทยานั้นคืออะไรตอนแรกปวัตน์จะปฏิเสธเพราะไม่มีอารมณ์แต่พอมาคิดดูอีกที อาจเป็ทางออกที่ดีสำหรับเขาก็เป็ได้บางทีการได้อยู่กับผู้หญิงสวยๆ สักคนอาจทำให้เขาลืมรอยยิ้มหวานๆ ของธัญรดาได้และถ้าโชคดีเขาอาจไม่คิดถึงเธออีกเลย ซึ่งหากเป็เช่นนั้นจริงก็แสดงว่าเขาไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรต่อเธอเลยอย่างที่คิด
บางทีเขาอาจหมกมุ่นเื่งานมากเกินไปจนทำให้ห่างเหินเื่ผู้หญิงไปนานจนพอมาได้พบผู้หญิงสวยถูกใจเข้าก็เลยเกิดอาการพร่ำเพ้อเช่นนี้ขึ้นหากได้ปลดปล่อยความ้าออกไปบ้างความรู้สึกของเขาอาจกลับมาเป็เหมือนเดิมชายหนุ่มคาดหวังอยู่ในใจก่อนจะตอบตกลงในที่สุด
“ก็ได้”
พิทยาดีใจที่เ้านายตกลงพอออกมาจากห้องทำงานแล้วชายหนุ่มก็กดโทรหาบรรดาสาวๆที่เคยมีความสัมพันธ์กับปวัตน์ทันทีและคนที่ถูกเลือกให้มาดูแลปรนนิบัติเ้านายของเขาในค่ำคืนนี้ที่คอนโดฯ ริมน้ำก็คือดาราสาวสวยนามว่ารินฤดี
การที่ธัญรดาขอเวลานพกรเตรียมตัวสองวันก่อนจะไปทำงานที่บริษัทด้วยนั้นเป็เพราะเธอ้าส่งบิดามารดาไปเที่ยวยุโรปให้เรียบร้อยเสียก่อน่สายของวันนี้หญิงสาวกับน้าชายฝาแฝดของเธอได้เดินทางไปส่งเกศทิพย์และพิชิตที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเดินทางไปที่อังกฤษเป็แห่งแรกสำหรับทริปทั่วยุโรปของพวกท่านทั้งสอง
“ดูแลตัวเองดีๆนะลูก ถ้าเกิดหนูเปลี่ยนใจอยากจะเที่ยวกับพ่อแม่ด้วยก็ตามไปได้ทุกเมื่อเลยนะส่วนงานที่ร้านก็ให้น้าเชษฐ์ดูแลแทนไปก่อนก็ได้” ผู้เป็มารดากอดลาบุตรสาวแน่นท่านนั้นอยากให้ลูกไปเที่ยวด้วยกันใจแทบขาดเพราะไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนด้วยกันทั้งครอบครัวนานแล้วยิ่งมีคนที่ไว้ใจได้มาเฝ้าร้านทองให้ก็ยิ่งเที่ยวได้อย่างสบายใจไม่ต้องห่วงอะไรอีก
“ค่ะแล้วอย่าลืมของฝากของหนูนะคะ”
“ไม่ลืมอยู่แล้วดูแลตัวเองดีๆ นะลูก ฝากหลานด้วยนะตารักษ์ ตาเชษฐ์ พี่กับน้องเกศไว้ใจพวกนายมากนะ เพราะฉะนั้นต้องดูแลรดาให้ดีอย่าให้มีอันตรายอะไรเกิดขึ้นกับหลานได้อย่างเด็ดขาด”
คำพูดของพี่เขยทำเอาอภิรักษ์และอภิเชษฐ์ต่างรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีทั้งสองสบตากับพี่เขยและพี่สาวก่อนจะพยักหน้ารับพลางเอ่ยคำสัญญาออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“ผมสัญญาครับว่าจะดูแลหลานเป็อย่างดีไม่ให้ได้รับอันตรายอย่างเด็ดขาด”
“ใช่ครับพวกเราจะดูแลหลานอย่างดีเลยพี่ชิตกับพี่เกศไม่ต้องห่วงนะ เที่ยวให้สบายใจเลย”
“ขอบใจมาก”พิชิตตบบ่าน้องภรรยาอย่างไว้ใจจากนั้นก็หันไปกอดลาบุตรสาวอีกครั้งก่อนจะจูงมือภรรยาสุดที่รักเดินจากไปเมื่อได้เวลาใกล้ขึ้นเครื่องแล้ว
ธัญรดาโบกมือให้ด้วยความรู้สึกผิดที่ต้องโกหกพวกท่านสามคนน้าหลานมองหน้ากันโดยอัตโนมัติแล้วถอนใจออกมาพร้อมๆ กันหลังจากส่งบิดามารดาขึ้นเครื่องเรียบร้อยแล้วหญิงสาวกับอภิเชษฐ์ก็เข้าไปดูแลร้านทองตามปกติ
ธัญรดาแยกตัวขึ้นชั้นสองไปนั่งตรวจบัญชีของร้านรวมถึงใบสัญญาต่างๆส่วนอภิเชษฐ์อยู่ช่วยลูกจ้างสองสาวดูแลหน้าร้าน หญิงสาวนั่งทำงานจนเสร็จเรียบร้อยก็บิดตัวยืดเส้นยืดสายเพื่อไล่ความเมื่อยขบออกจากตัว จากนั้นก็หันไปคว้าไอแพดขึ้นมาแล้วเดินไปนั่งเอนหลังที่โซฟาตัวยาวเปิดดูออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่งซื้อเสื้อผ้ามือสองจากร้านค้าออนไลน์ของเธอ
เมื่อตรวจเช็กเสร็จแล้วเธอก็เปิดเว็บไซต์อ่านข่าวไปเรื่อยๆทั้งข่าวการเมือง กีฬา แฟชั่น ความสวยความงามและข่าวซุบซิบดาราซึ่งหัวข้อข่าวประเภทหลังทำให้หญิงสาวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เมื่อได้อ่านหัวข้อข่าวซุบซิบของคอลัมน์หนึ่งเข้า
มีคนตาดีเห็นดาราสาวสวยแอบย่องขึ้นคอนโดฯริมน้ำแห่งหนึ่งเมื่อคืนนี้เอ...ไม่รู้ว่ามาหาเพื่อนหรือว่ามาหาหวานใจไฮโซหนุ่มนักธุรกิจส่งออกอนาคตไกลกันแน่นะ
หัวข้อข่าวไม่ทำให้เธออึ้งมากเท่ากับภาพสี่เหลี่ยมเล็กๆใต้รูปของดาราสาวที่ตกเป็ข่าว เพราะมันเป็ภาพของปวัตน์ ผู้ชายที่เธอรู้สึกถูกใจั้แ่แรกเห็นธัญรดากำไอแพดไว้แน่น ริมฝีปากอิ่มสวยเม้มสนิทก่อนมือบางจะโยนไอแพดลงบนโซฟาข้างตัวอย่างขุ่นเคืองใจแล้วพึมพำเสียงห้วนออกมา
“ผู้ชาย...มันก็เป็แบบนี้กันทุกคน”
พอพูดออกไปแล้วหญิงสาวก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ไปโกรธเคืองอะไรปวัตน์เลยเพราะไม่ได้เป็อะไรกับเขา ซึ่งพอคิดเช่นนี้แล้วจากความโกรธก็แปรเปลี่ยนเป็ความผิดหวังเสียใจเข้ามาแทนที่เมื่อรู้ว่าผู้ชายที่เธอพึงใจมีคนรักเสียแล้ว
เช้าวันถัดมา ธัญรดาแต่งตัวสวยเตรียมไปทำงานที่บริษัทของนพกรเป็วันแรกระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ อภิรักษ์ที่ตัดสินใจมาอยู่ที่บ้านด้วยจนกว่าภารกิจลับนี้จะเสร็จสิ้นก็อดเอ่ยเตือนอย่างเป็ห่วงไม่ได้
“ระวังตัวด้วยนะจะทำอะไรก็ดูให้รอบคอบเสียก่อน”
“รับทราบค่า...” หญิงสาวรับคำยิ้มๆ ด้วยความอ่อนใจนิดๆ เพราะน้าชายพูดเตือนย้ำหลายรอบแล้ว“รดาฟังน้ารักษ์พูดประโยคนี้จนจำฝังอยู่ในหัวแล้วล่ะค่ะ”
“ถ้าเป็แบบนั้นได้ก็ดีแล้วก็จำไว้ว่าถ้ามีใครเริ่มสงสัยพฤติกรรมของเราแล้วละก็ให้หยุดภารกิจทุกอย่างทันทีแล้วให้รีบออกมาจากที่นั่นซะอ้อ...และที่สำคัญห้ามเราทำอะไรโดยพลการเด็ดขาด เพราะหน้าที่ของเราคือหาข้อมูลเท่านั้น” นายตำรวจใหญ่ย้ำเตือนถึงเื่นี้อีกครั้ง โดยที่ยังปลงไม่ตกว่าเขาคิดผิดหรือถูกที่ให้หลานรักทำงานนี้เพราะหากธัญรดาเป็อะไรไปเขาคงสู้หน้าพี่สาวกับพี่เขยไม่ได้ไปตลอดชีวิต
“ค่ะ” หลานสาวรับคำเสียงหนักแน่นก่อนจะทานอาหารต่อจนหมด จากนั้นก็เอ่ยขอตัวไปทำงานอภิรักษ์ที่เดินตามออกมาส่งที่หน้าบ้านพอเห็นหลานรักเดินไปที่รถของตนเองก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“อ้าว...ไปเองเหรอนายนพกรไม่ได้มารับหรอกหรือ”
“เขาก็ตั้งใจจะมารับค่ะแต่รดาห้ามไว้รดาอยากขับรถไปเองมากกว่าสะดวกใจดี” หญิงสาวยักไหล่ตอบแล้วเปิดประตูรถขึ้นนั่งขับออกไปโดยมีสายตาห่วงใยของน้าชายมองตามไปจนลับสายตา
เมื่อมาถึงบริษัทสาธิตมนตรีธัญรดาก็เดินเข้าบริษัทไปด้วยท่าทางมาดมั่น พนักงานหลายคนหันมามองเธอด้วยความสนใจ แต่เธอก็ไม่ใส่ใจเพราะคนที่เธอควรสนใจนั้นขณะนี้กำลังเดินยิ้มแฉ่งเข้ามาหาเธอ หญิงสาวจึงยิ้มหวานตอบแล้วแสร้งถามอย่างแปลกใจ
“คุณนพมานั่งรอใครเหรอคะ”
“จะรอใครได้ล่ะครับนอกจากรอเลขาคนสวยของผม”นพกรตอบเสียงหวานพลางคว้ามือบางมากุมไว้อย่างถือโอกาส ซึ่งแน่นอนว่าธัญรดาไม่กล้ากระชากออกด้วยกลัวจะเสียแผน
“แหม...รดาไม่คิดเลยนะคะว่าเ้านายของรดาจะให้เกียรติลงมารอต้อนรับพนักงานแบบนี้”
“ต้องให้เกียรติสิครับเพราะคุณรดาไม่ใช่พนักงานธรรมดาเสียหน่อย”
“เอ่อ...รดาว่าเราขึ้นไปที่ห้องทำงานกันเลยดีกว่านะคะรดาไม่อยากตกเป็เป้าสายตาของพนักงานคนอื่นๆ น่ะค่ะ”เธอบอกพร้อมกับถือโอกาสดึงมือออกจากมือใหญ่อย่างนุ่มนวล ชายหนุ่มยอมปล่อยอย่างเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงดีก่อนจะผายมือเชื้อเชิญเธอให้เดินไปที่ลิฟต์ด้วยกันอย่างให้เกียรติ
“เชิญเลยครับ”
หนุ่มสาวเดินเคียงกันไปที่ลิฟต์ซึ่งเป็ลิฟต์ที่เปิดให้ใช้เฉพาะระดับผู้บริหารของบริษัทเท่านั้นดังนั้นพอคล้อยหลังคนทั้งสองไปแล้วพนักงานคนอื่นๆที่จับตามองอยู่ก็ต่างพากันซุบซิบนินทายกใหญ่ ซึ่งก็ต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่าพนักงานคนใหม่คือผู้หญิงคนใหม่ของนพกรอย่างแน่นอน
เมื่อขึ้นมาถึงแผนกที่นพกรรับผิดชอบงานอยู่ชายหนุ่มก็เอ่ยแนะนำธัญรดาให้บรรดาลูกน้องได้รู้จักในฐานะเลขาส่วนตัวของเขา จากนั้นก็พาเธอไปที่ห้องทำงานซึ่งมีเพลินจิตยืนรอต้อนรับอยู่
“นี่เพลินจิตเลขาอีกคนของผมครับ”
“สวัสดีค่ะคุณเพลินจิตฉันชื่อธัญรดาค่ะ เรียกรดาเฉยๆ ก็ได้”หญิงสาวเอ่ยแนะนำตัวอย่างเป็มิตร ซึ่งเพลินจิตก็ยิ้มให้อย่างเป็มิตรเช่นกัน
“สวัสดีค่ะคุณรดายินดีที่ได้ร่วมงานกันนะคะ”
“เช่นกันค่ะ”
หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จแล้วเพลินจิตก็ขอตัวออกจากห้องไปทำงานต่อธัญรดากวาดตามองไปรอบๆ ห้องทำงานอย่างสำรวจ จนเห็นในห้องมีโต๊ะทำงานตั้งอยู่สองตัวก็นึกเดาได้ในทันทีซึ่งนพกรก็ช่วยตอกย้ำความคิดว่าเธอคิดไม่ผิดจริงๆ
“นี่ครับโต๊ะทำงานของคุณรดาชอบไหมครับ ผมสั่งให้จัดให้เป็พิเศษเลยนะ” เขาถามอย่างเอาใจพลางเดินเข้ามาใกล้แล้วทำท่าจะแตะเอวเธอแต่หญิงสาวรู้ทันจึงแกล้งเดินออกห่างทำเหมือนเดินสำรวจโต๊ะทำงานอย่างสนใจนักหนา
“ขอบคุณนะคะรดาชอบมากเลย ว่าแต่ว่าทำไมคุณนพถึงจัดให้อยู่ในห้องนี้ล่ะคะ”
“ผมทำตามที่คุณรดา้าไงครับสองเราคนจะได้ใกล้ชิดกันตลอดเวลาไง”
หญิงสาวยิ้มแห้งๆก่อนจะนึกด่าตัวเองในใจที่พูดไปอย่างไม่คิด จนทำให้คำพูดของตนเองย้อนกลับมาสร้างความลำบากใจให้ตัวเองแบบนี้ธัญรดาเม้มปากแน่นด้วยความเซ็งจัดแต่แล้วก็ค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น เมื่อคิดได้ว่าได้เข้ามาทำงานในห้องนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะเธอจะได้ค้นอะไรได้สะดวกๆ หน่อย ยอมทนอึดอัดไปสักพักก็แล้วกัน
“รดาเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่วันแรกยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเลยถ้าไม่เป็การรบกวนคุณนพจนเกินไปนัก ช่วยพารดาเดินชมที่นี่หน่อยได้ไหมคะ”
“ได้สิครับไปตอนนี้เลยไหม”
หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วเดินนำออกจากห้องไปนพกรสั่งเพลินจิตเอาไว้ว่าจะไปไหนจากนั้นก็โอบเอวพาธัญรดาเดินออกไปชายหนุ่มพาเลขาคนใหม่เดินชมแผนกต่างๆ ของบริษัท ซึ่งระหว่างเดินชมนั้นหญิงสาวก็เก็บข้อมูลตามที่เขาบอกไปด้วยพร้อมทั้งมองสำรวจทุกอย่างโดยละเอียดเผื่อมีอะไรน่าสงสัยบ้าง
เป็เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่นพกรพาธัญรดาเดินชมภายในบริษัททั้งสองขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นทำงานของตนเอง พอก้าวออกจากลิฟต์ก็เจอปวัตน์กับพิทยาเข้าพอดีซึ่งทั้งสองคนลงมาคุยงานกับผู้จัดการแผนกการตลาดและกำลังจะออกไปพบลูกค้าข้างนอก
“อ้าว...พี่ปวัตน์ลงมาทำอะไรที่นี่ครับ” นพกรทักทายอย่างอารมณ์ดี
“ลงมาคุยงานกับคุณสินธรน่ะ” ปวัตน์ตอบเสียงเรียบก่อนจะละสายตาจากน้องชายไปมองหญิงสาวแสนสวยข้างกายนพกรซึ่งพอน้องชายเห็นแล้วก็นึกหวงขึ้นมาทันทีจึงตวัดแขนโอบไหล่ธัญรดาไว้อย่างแสดงความเป็เ้าของแล้วเอ่ยแนะนำเธอให้พี่ชายรู้จักซึ่งแม้หญิงสาวจะรู้สึกไม่พอใจเท่าไรนักทว่าก็ไม่อาจหักหน้าเขาด้วยการเบี่ยงตัวหนีได้
“นี่คุณรดาเลขาคนใหม่ของผมเองพี่น่าจะเคยเห็นเธอครั้งหนึ่งแล้วนะ”นพกรทวนความทรงจำให้ฟังโดยไม่รู้เลยว่าญาติผู้พี่กับธัญรดานั้นเคยพบกันอีกครั้ง และได้ช่วยเหลือกันเมื่อหลายวันก่อน
“เรารู้จักกันแล้วค่ะใช่ไหมคะคุณปวัตน์” หญิงสาวกล่าวด้วยรอยยิ้มหวานสดใสในใจนั้นเต้นแรงด้วยความดีใจที่ได้พบเขาอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วความดีใจก็ค่อยๆลดลงเมื่อปวัตน์ทำเพียงพยักหน้าตอบเท่านั้น ท่าทีเคร่งขรึมและแววตาที่ติดจะเ็ายามมองมาที่เธอดูช่างต่างจากคืนวันที่เขาช่วยพาเธอไปส่งบ้านโดยสิ้นเชิงคืนนั้นดวงตาของเขาอ่อนโยนและท่าทางก็เป็มิตรมากกว่านี้มากนัก
“เอ๊ะไปรู้จักกันได้ยังไงครับ” นพกรถามอย่างไม่พอใจนิดๆเพราะมีปมในใจต่อญาติผู้พี่มานานแล้ว เนื่องจากปวัตน์หน้าตาดีกว่าเขาแถมยังเป็เ้าของบริษัทอีกผู้หญิงที่เคยคบหากับเขาพอได้เจอปวัตน์ก็ตีตัวออกห่างเขาไปหาอีกฝ่ายทันที ดังนั้นชายหนุ่มจึงมักระแวงอยู่เสมอและไม่อยากให้พี่ชายพบเจอผู้หญิงของเขาสักเท่าไรนัก
“เมื่อหลายวันก่อนน่ะบังเอิญพี่ไปเจอคุณรดารถเสียอยู่ก็เลยช่วยพาไปส่งบ้านและเอารถไปเข้าอู่ให้เท่านั้น” ปวัตน์เป็คนตอบเองด้วยสุ้มเสียงแสนธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษจึงทำให้นพกรพอใจผิดกับธัญรดาที่รู้สึกผิดหวังอยู่ในใจลึกๆที่การพบกันในคืนนั้นเขาไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรเลยสักนิด ในขณะที่เธอกลับรู้สึกดีอย่างมากมาย
“จริงเหรอครับคุณรดา”
“ค่ะก็แค่บังเอิญเจอกันเท่านั้น” ด้วยความที่รู้สึกผิดหวังมากเธอจึงตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ไม่ไยดีเช่นกันก่อนจะหันไปบอกนพกรเสียงหวาน “คุณนพคะ รดาว่าเราควรกลับไปที่ห้องทำงานกันได้แล้วนะคะ”
“ไปสิครับผมขอตัวก่อนนะพี่ปวัตน์”
นพกรรีบตามใจทว่ายังไม่ทันได้เดินจากไปปวัตน์ก็เอ่ยเรียกเอาไว้ซะก่อน
“เดี๋ยวก่อนสินี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วไปทานข้าวด้วยกันสิจะได้เลี้ยงต้อนรับเลขาคนใหม่ของนายด้วยไง”
ความที่ยังขุ่นเคืองใจอยู่ทำให้ธัญรดาคิดจะปฏิเสธนพกรเองก็เช่นกันเพราะไม่อยากให้หญิงสาวพบปะพูดคุยกับปวัตน์มากนักด้วยกลัวเธอจะไปชอบญาติผู้พี่แทนแต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้พูดปฏิเสธออกไปคนเอ่ยชวนก็เดินนำลิ่วๆ ไปที่ลิฟต์เสียก่อนแล้วแถมพิทยายังมายืนผายมือเชื้อเชิญเหมือนเป็การกดดันให้ทำตามกลายๆ อีก ธัญรดาจึงจำต้องเดินตามเข้าไปในลิฟต์และเมื่อเธอไปนพกรก็ต้องจำใจตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งสี่คนมานั่งรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารใกล้ๆกับบริษัท ระหว่างที่นั่งรออาหารมาเสิร์ฟนั้นปวัตน์ที่นั่งคู่กับพิทยาก็เอ่ยถามเลขาคนใหม่ ซึ่งนั่งคู่กับนพกรอยู่ฝั่งตรงข้ามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ทำไมคุณถึงเลือกมาทำงานที่นี่ล่ะ”
“พอดีฉันอยากทำงานน่ะค่ะแล้วคุณนพก็ใจดีชวนให้มาทำงานด้วยกันที่นี่ฉันก็เลยตกลง แล้วอีกอย่าง...”ธัญรดาเว้นจังหวะการพูดเอาไว้แล้วหันไปมองหน้าคนข้างกายด้วยสายตาที่สื่อความหมายก่อนจะเอ่ยต่อ“มาทำงานด้วยกันแบบนี้จะได้รู้จักกันมากขึ้นด้วยค่ะ”
นพกรยิ้มแป้น ในขณะที่คนถามชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจแล้วเอ่ยเป็เชิงตำหนิออกมา
“ถ้าอยากรู้จักกันมากขึ้นจริงๆก็ไม่เห็นจะต้องเอาเื่งานมาบังหน้า มันจะทำให้งานเสียเปล่าๆ”
หญิงสาวฟังแล้วก็หน้าตึงอย่างไม่พอใจส่วนนพกรก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันจึงเอ่ยปกป้องคนของเขา
“พี่ไม่ต้องกลัวงานเสียหรอกคุณรดาแค่เข้ามาช่วยทำงานนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง”
คำตอบของนพกรไม่ได้ทำให้ธัญรดารู้สึกหงุดหงิดได้เท่ากับสายตาเยาะหยันของปวัตน์ที่มองมาถึงแม้เธอจะเข้ามาทำงานที่นี่ด้วยจุดประสงค์อื่นแต่ก็ไม่ชอบให้ใครมาดูถูกกันแบบนี้ทว่ายังไม่ทันได้พูดแก้ตัวใดๆ ออกมาอาหารที่สั่งไว้ก็มาเสิร์ชพอดี ทุกคนจึงลงมือทานกันอย่างแกนๆจนกระทั่งอาหารพร่องไปเล็กน้อยหญิงสาวก็ตัดสินใจวางช้อนลง แล้วกระซิบชวนนพกรกลับบริษัทซึ่งชายหนุ่มก็รีบตอบรับทันที
“ผมกับคุณรดาอิ่มแล้วขอตัวกลับบริษัทเลยก็แล้วกัน”
“ขอบคุณที่เลี้ยงต้อนรับนะคะ”
“เชิญ” ปวัตน์เอ่ยอนุญาตเสียงขรึมแล้วนั่งกอดอกมองคนทั้งสองเดินจากไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัวก่อนจะสั่งให้พิทยาเรียกบริกรมาเก็บเงินค่าอาหาร เนื่องจากเขาไม่มีอารมณ์จะกินต่อแล้วเหมือนกันซึ่งพอจ่ายเงินเสร็จชายหนุ่มก็เดินทางไปพบลูกค้าที่นัดเอาไว้ต่อทันที
ทางด้านธัญรดากับนพกรพอออกมาจากร้านอาหารแล้วแทนที่จะกลับเข้าบริษัทไปทำงานต่อชายหนุ่มกลับพาหญิงสาวไปดูหนังที่ห้างสรรพสินค้าแทน เธอนั้นไม่ได้อยากไปด้วยเลยเนื่องจากไม่อยากถูกเขาลวนลามอีกเพราะนพกรจะชอบเอามือมาแตะเอวนิดหรือโอบรอบไหล่หน่อยอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีโอกาส จนเธออยากจะหักนิ้วเขาเสียหลายรอบแต่ก็ต้องยั้งใจเอาไว้และทำได้แค่คอยเลี่ยงอย่างเนียนๆ ไปเท่านั้น
พอดูหนังเสร็จ เขาก็พาเธอไปเดินชอปปิ้งและทานอาหารเย็นกันต่อขากลับชายหนุ่มจะขับรถพาธัญรดาไปส่งที่บ้านเลยแล้วพรุ่งนี้เขาจะไปรับเธอมาทำงานด้วยกันแทนส่วนรถของเธอก็ให้ทิ้งไว้ที่บริษัททว่าหญิงสาวตอบปฏิเสธและอ้างว่ามีของสำคัญทิ้งไว้ในรถซึ่งเป็ของเพื่อนและเธอต้องเอาไปให้วันนี้ด้วยนั่นแหละเขาถึงได้จำใจพาเธอไปส่งที่บริษัท
ธัญรดายืนโบกมือส่งนพกรที่หน้าบริษัทพอรถของเขาลับสายตาไปแล้วหญิงสาวก็รีบเดินเข้าไปในบริษัท ขณะที่ยืนรอลิฟต์อยู่นั้นเธอก็ต้องสะดุ้งด้วยความใเมื่อมีเสียงถามดังขึ้นทางด้านหลัง
“ลืมของหรือครับ”
พอหันไปมองก็ถอนใจออกมาแรงๆแล้วตอบด้วยรอยยิ้มหวานตามแบบฉบับของเธอกับยามของบริษัท
“ค่ะฉันลืมโทรศัพท์เอาไว้ที่ห้องทำงานน่ะค่ะ อุ๊ย...ลิฟต์มาแล้วขอตัวก่อนนะคะ” กล่าวจบธัญรดาก็รีบก้าวเข้าไปในลิฟต์ ซึ่งพอประตูลิฟต์ปิดลงเท่านั้นเธอก็ถอนใจออกมาอีกครั้งแล้วบ่นพึมพำพร้อมกับจับหน้าอกด้านซ้ายของตนเองไว้“เฮ้อ...ใหมดเลย นึกว่าเป็อีตานพกรกลับมาซะอีก” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองตัวเลขที่แสดงการขึ้นแต่ละชั้นของลิฟต์ด้วยหัวใจที่เต้นแรงเนื่องจากเธอไม่ใช่สายลับมืออาชีพแถมยังเคยทำงานแบบนี้แค่ไม่กี่ครั้งเอง และส่วนใหญ่ก็มักจะมีตำรวจสายลับมืออาชีพคอยตามประกบมาด้วยเสมอแต่คราวนี้เธอต้องฉายเดี่ยวจึงอดกังวลและหวาดหวั่นไม่ได้
ติ๊ง...เสียงลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่เปิดออกเมื่อถึงชั้นที่กำหนดไว้หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วก้าวออกจากลิฟต์เดินตรงไปที่ห้องทำงานของนพกรเร็วไว
ปวัตน์ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อสายตาคมกริบเหลือบไปเห็นรถยนต์คุ้นตาคันหนึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถชั้นใต้ดินของบริษัทแม้จะเคยเห็นเพียงครั้งเดียวแถมยังเป็กลางคืนอีกแต่ชายหนุ่มก็มั่นใจว่าใครเป็เ้าของทำไมรถของเธอยังจอดอยู่ที่นี่ ก็เขาได้ข่าวว่าเธอกับนพกรไม่ได้กลับเข้าบริษัทอีกเลยหลังจากที่ออกมาทานข้าวกับเขาแล้วซึ่งเขาก็พอจะเดาได้ว่าทั้งสองคนไปทำอะไรกัน
เอ...หรือว่าเธอจะทิ้งรถไว้ที่นี่แล้วให้นายนพไปส่งที่บ้านแทนเพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาย้อนกลับมาที่บริษัทอีก ปวัตน์คิดว่าเป็เช่นนี้เลยไม่คิดจะสนใจอีกแต่เมื่อเห็นยามเดินผ่านมาพอดีก็อดถามไม่ได้
“เลขาคนใหม่ของนายนพทิ้งรถไว้ที่นี่เหรอ”
ยามวัยกลางคนทำหน้างงๆเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเมื่อนึกออกว่าใครคือเลขาคนใหม่ของนพกร
“ไม่ใช่ครับเธอยังไม่กลับครับ เธอว่าเธอลืมโทรศัพท์ไว้ที่ห้องทำงานก็เลยขึ้นไปเอา แต่เอ...นี่ก็ขึ้นไปสักพักได้แล้วนะครับทำไมยังไม่ลงมาอีกก็ไม่รู้”
ฟังแล้วก็ให้นึกสงสัยเช่นกันปวัตน์จึงตัดสินใจขึ้นไปดูส่วนพิทยาเขาสั่งให้รออยู่ที่รถไม่ต้องตามขึ้นไป