เมื่อสองล้อคู่ใจพาอั๋นมาถึงหน้าบ้านไม้สองชั้นที่คุ้นเคยเขาก็เห็นเพื่อนซี้กำลังสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมปิ่นโตเถาใหญ่อยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่ชานบ้าน
กลิ่นหอมฉุนของแกงส้มชะอมไข่และกลิ่นปลาทอดที่เพิ่งขึ้นจากกระทะใหม่ๆลอยมาแตะจมูก บ่งบอกว่าภารกิจการนำอาหารมื้อเย็นไปส่งให้คนที่กระท่อมปลายนาเหมือนเช่นทุกวันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เสียงโซ่จักรยานที่ดังเอี๊ยดอ๊าด และเสียงเบรกเสียดแก้วหูที่ดังขึ้นหน้าบ้านทำให้เดียวที่กำลังบรรจงตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ชั้นปิ่นโตต้องชะงักมือ
ช้อนในมือของเขาค้างอยู่กลางอากาศก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างระอาใจ เขาค่อยๆ วางช้อนลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนด้วยแววตาที่ฉายแววตำหนิเล็กน้อย
เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะลงจากจักรยานไม่ได้สนใจสายตาของเพื่อนนัก เขายืดอกจัดปกเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตของตัวเองให้เข้าที่ด้วยท่าทีที่คิดว่ามันเท่และดูดีที่สุดในสามโลก...
“ไอ้เดียว...” ร่างโปร่งที่เพิ่งลงรถเอ่ยเรียกเพื่อนสนิทที่หันมามองด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย
“พี่เด่นแต่งตัวเสร็จรึยังวะ?”
คำถามนั้นยิ่งทำให้คนฟังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจเขาเหลือบมองการแต่งตัวของอั๋นที่ดูจะหล่อเป็พิเศษกว่าทุกวันั้แ่ผมที่แข็งเป็ทรงด้วยเจลราคาถูก ไปจนถึงเสื้อเชิ้ตตัวเก่งแล้วเอ่ยถามกลับเสียงเรียบ
“แต่งตัวทำไม?” น้ำเสียงนั้นฟังดูงุนงงอย่างเห็นได้ชัด
“อะไรของมึง?” อั๋นเลิกคิ้วมองเพื่อนด้วยความแปลกใจไม่แพ้กัน
“ก็พี่มึงไม่ได้บอกมึงเลยเหรอว่าวันนี้จะไปเที่ยวในเมือง?”
พอสิ้นเสียงของอั๋นเท่านั้นแหละ...บรรยากาศรอบตัวเดียวก็พลันเปลี่ยนไป แววตาที่เคยฉายความงุนงงเมื่อครู่ค่อยๆหม่นแสงลง ความคาดหวังถึงการดวลเกมล้างแค้นในค่ำคืนนี้พังทลายลงในพริบตา
“มึงว่าอะไรนะ!”
เสียงของเด็กหนุ่มเข้มขึ้นมือที่เคยบรรจงจัดปิ่นโตกลับกระแทกฝาชั้นสุดท้ายลงไปเสียงดัง ‘ปัง!’ จนอั๋นสะดุ้ง
“มึงจะทิ้งกู!เพื่อไปเที่ยวในเมืองกับพี่กูเนี่ยนะไอ้เพื่อนชั่ว!” เขาลากเสียงยาวอย่างตัดพ้อ
“กูอุตส่าห์วอร์มนิ้วซ้อมมือมาอย่างดีกะว่าวันนี้แหละ...จะโค่นมึงให้จมตีน แต่ดันจะมาชิ่งหนีกูไปซะงั้น!”
คนที่เพิ่งมาถึงหัวเราะแหะๆ กับท่าทีนั้นเขารู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อยจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วยกแขนขึ้นโอบไหล่เพื่อนรักอย่างเอาใจ
“มึงจะบ่นทำส้นตีนอะไรไอ้เดียวมึงก็ไปด้วยกันกับพวกกูดิ นานๆทีเราจะได้เข้าไปเที่ยวในเมืองด้วยกันสักครั้งนะเว้ยสนุกกว่านั่งเล่นเกมจนรากงอกอยู่ที่บ้านอีก”
เดียวรีบปัดมืออีกฝ่ายออกจากไหล่อย่างไม่ใยดีแล้วหันกลับไปหิ้วปิ่นโตขึ้นมา
“ไม่เอาอะ ี้เี” เขาตอบเสียงห้วน
“แล้วถ้ากูไปด้วย ใครจะอยู่เฝ้าบ้านให้วะพ่อกับแม่ก็ไม่อยู่ ไอ้เด่นก็ไปกับมึงอีกคน” เขาให้เหตุผลอย่างผู้ใหญ่เกินตัวก่อนจะหันมาสบตาเพื่อนตรงๆ
“มึงนั่นแหละไปเหอะ...ไปสนุกให้เต็มที่เลยไม่ต้องห่วงกู”แม้จะเป็คำอนุญาตแต่ปลายเสียงนั้นกลับเจือความประชดประชันอย่างชัดเจน
เขาจัดการล็อกปิ่นโตจนเข้าที่เสียงดัง ‘คลิก’เป็การจบบทสนทนา ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเพื่อนอีกครั้งคราวนี้แววตาของเขาเปลี่ยนเป็หยอกล้อแกมเตือน...
“แต่...มึงก็ระวังตัวหน่อยก็แล้วกันอย่าเผลอไปเมาแอ๋จนเรื้อนแดก จนต้องลำบากพี่ชายกูแบกมึงกลับ” เด็กหนุ่มหรี่ตามองอย่างรู้ทัน
“แล้วอีกอย่างนะ...ไอ้นิสัยของมึงน่ะพอเหล้าเข้าปากแล้วสายตามันชอบสอดส่ายไปทั่ว อย่าเผลอไปมองหน้าสาวๆ ที่ไหนอีกล่ะระวังจะเจอบาทาสวนกลับมาโดยไม่รู้ตัว เดี๋ยวจะพาเอาพี่กูซวยไปด้วยอีกคน”
เดียวยิ้มเยาะขณะพูดกระทบกระเทียบวีรกรรมเก่าๆของเพื่อนรัก อั๋นเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว เขาได้แต่ก้มหน้าใช้ปลายเท้าเขี่ยก้อนกรวดบนพื้นแก้เก้อ
เพราะทุกอย่างที่อีกฝ่ายพูดมามันคือความจริงล้วนๆเวลาที่แอลกอฮอล์เข้าปาก นิสัยขี้เล่นบวกกับความใจกล้าหน้าด้านที่ซ่อนอยู่ลึกๆมันมักจะโผล่ออกมาอาละวาดเสมอ
“โห่! อะไรของมึงวะ ป๊อดนี่หว่า!”อั๋นแกล้งทำเสียงผิดหวังเพื่อกลบเกลื่อน
“เออๆ ไม่ไปก็ไม่ไป งั้นเดี๋ยวกูซื้อขนมอร่อยๆในเมืองมาฝากแล้วกัน”
“มึงจะซื้อขนมมาฝากกู?”
ร่างที่ะโเลิกคิ้วมองอย่างไม่เชื่อถือเขายกมือขึ้นกอดอก จ้องหน้าเพื่อนซี้ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“มึงลองล้วงกระเป๋าสตางค์ของมึงดูก่อนดีไหมว่าวันนี้แม่มึงให้เงินติดตัวมากี่บาท กูพนันได้เลยว่า ไปครั้งนี้พี่ชายกูคงต้องควักกระเป๋าเลี้ยงมึงอย่างแน่นอน เชื่อกูดิ”
คำพูดนั้นราวกับมีดที่กรีดลงกลางใจดำของคนฟังจนเขาหน้าจืดเจื่อนลงเพราะมันเป็เื่จริงที่เขาจะไปเที่ยวในเมืองทั้งทีแต่แม่ดันให้เงินติดตัวมาแค่สองร้อยบาทถ้วน!
“เพื่อนกูนี่นะ...ปากคอเราะร้ายชะมัดเลยว่ะ”เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ
“มึงกับพี่มึงนี่มันปากดีเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริงๆ”
ยังไม่ทันจะขาดคำดี เสียงฝีเท้าที่ก้าวลงบันไดไม้มาจากชั้นบนก็ดังขึ้น
ร่างสูงใหญ่ของเด่นที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ปรากฏกายขึ้นพอดีวันนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีเข้มพอดีตัวที่ขับเน้นให้เห็นมัดกล้ามเนื้อเป็ลอนสวยสวมทับด้วยกางเกงยีนส์สีซีดที่ดูขาดๆ เซอร์ๆ
ผมเผ้าที่ปกติจะปล่อยตามธรรมชาติก็ถูกเซ็ตมาอย่างดีดูหล่อเหลาคมเข้มจนอั๋นเผลอจ้องมองค้างไปชั่วขณะ
“แอบนินทาอะไรกูอยู่ไอ้อั๋นได้ยินไปถึงข้างบน” คนที่เพิ่งเดินลงมาเอ่ยทักทายขึ้นก่อนเขาเดินตรงเข้ามาพลางสวมเข็มขัดหนังเส้นเท่มองมายังเด็กหนุ่มรุ่นน้องด้วยแววตาหยอกล้อ
“เอ่อ...เปล่าๆ ครับพี่ผมก็พูดไปเรื่อยเปื่อยตามประสาแหละครับ” คนที่โดนจับได้รีบปฏิเสธเสียงอ่อยก่อนจะรีบเปลี่ยนเื่ทันที
“ว่าแต่...ถ้าพี่จะแต่งตัวหล่อเต็มยศซะขนาดนี้แล้วแบบนี้สาวๆ ที่ไหนจะหันมามองผม…” อั๋นแกล้งทำเสียงน้อยอกน้อยใจ
ทว่าหลังจากสิ้นคำพูดนั้นเดียวที่นั่งมองดูอยู่ข้างๆ ถึงกับหลุดขำพรืดออกมาเสียงดังลั่น
“สาวเหรอ?” เดียวพูดกลั้วหัวเราะพลางส่ายหน้าไปมาอย่างขบขัน
“กูบอกมึงได้เลยว่ามึงน่ะไม่ต้องกลัวว่าพี่ชายกูจะไปแย่งสาวๆ ของมึงหรอก! เพราะสำหรับพี่กูแล้วผู้หญิงน่ะ...”
ฉับพลัน!รอยยิ้มขบขันบนใบหน้าของเด่นก็เลือนหายไปในพริบตาเขาหันขวับไปจ้องเขม็งยังน้องชายตัวดีด้วยสายตาที่ดุดันและเย็นเยียบเป็เชิงห้ามปราม
บรรยากาศที่เคยครื้นเครงพลันเย็นเยือกและตึงเครียดขึ้นมาทันที
คนที่กำลังจะอ้าปากแฉความลับถึงกับรีบเม้มปากฉับสนิทใบหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับมีสวิตช์ปิดเปิดอยู่ที่สายตาคมกริบคู่นั้น
อั๋นที่เห็นปฏิกิริยาแปลกๆของสองพี่น้องก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ แต่ด้วยความซื่อเขาก็พยายามจะตีความเหตุการณ์นั้นไปในทางที่ตัวเองเข้าใจ
“เอ้า! เหรอครับพี่! อ๋อ ผมเข้าใจแล้ว!” เสียงตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่ดังขึ้นเหมือนเพิ่งจะบรรลุสัจธรรม
“ที่แท้...พี่เด่นก็มีแฟนแล้วนี่เอง!โห่...มีแฟนแล้วก็ไม่ยอมบอกกัน ผมจะได้สบายใจหน่อย นึกว่าจะต้องไปแข่งแย่งสาวๆในเมืองกับพี่ซะแล้ว” เด็กหนุ่มพูดออกมาอย่างโล่งอกโล่งใจ
“แต่จะว่าไปนะพี่ ถ้าพี่มีแฟนแล้วจริงๆห้ามพาแฟนไปนั่งทะเลาะตบตีกันที่ร้านเหล้าที่ผมจะพาไปสมัครงานเด็ดขาดนะไม่งั้นเจ๊เ้าของร้านแกได้ไล่ตะเพิดออกมาทั้งคู่แน่ๆ...”
ขณะที่เขากำลังจะพ่นคำแนะนำที่ตัวเองคิดว่าหวังดีต่อไปอีกยาวเหยียดร่างสูงก็รีบยกมือขึ้นห้ามทันที
“พอเลยไอ้อั๋น...มึงไม่ต้องมาเสือกเื่ส่วนตัวของกู!”เขาพูดเสียงเข้มจัด
“กูจัดการชีวิตของกูเองได้!” พูดจบร่างกำยำในชุดสุดเท่ก็หันไปหาน้องชายบนแคร่ไม้ที่นั่งกลั้นขำอยู่คนเดียว
“ไอ้เดียวมึงจะไปส่งข้าวให้พ่อกับแม่ก็รีบไปรีบกลับล่ะ อย่ามัวแต่เถลไถลจนกลับค่ำมืดเข้าใจที่กูพูดไหม? แล้วก็...บอกแม่กับพ่อด้วยนะว่าวันเสาร์เย็นๆกูถึงจะกลับ” คนพี่หันไปสั่งเสียกับน้องชายด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดก่อนจะหันมาพยักพเยิดหน้าให้ร่างโปร่งด้านข้าง
“ส่วนมึงน่ะ...ไปได้แล้ว”เขาหยิบพวงกุญแจมอเตอร์ไซค์ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาควงเล่นแล้วก็เดินนำอีกฝ่ายออกไปที่ข้างบ้านอย่างรวดเร็ว