ซอว์เยอร์ โคลแมน จาร์วิสจ้องมองโทรศัพท์ที่ยังถืออยู่ในมืออย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเองมีความรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต่ก็พยายามสะกดกั้นหยาดน้ำตาไว้ทางเื้ัลูกแฝดแคธี่กับโจซี่ต่างส่งเสียงกรีดร้องดึงหูตุ๊กตากระต่ายกันอยู่เป็พัลวันลูกสาวทั้งสองต่างหัวรั้นเหมือนเธอไม่มีผิด ซอว์เยอร์รู้ดีว่าในที่สุด หูกระต่ายก็จะต้องหลุดต่างคนต่างได้กันไปคนละข้าง จนเมื่อลูกหลับแล้วนั่นแหละเธอจึงจะนั่งซ่อมดูเหมือนแฝดทั้งสองจะไม่สนใจเลยว่า ต่างก็มีตุ๊กตากระต่ายกันอยู่แล้วคนละตัวเพราะถึงอย่างไรเธอก็ต้องเย็บหูกระต่ายทั้งสองตัวมาจนนับครั้งไม่ถ้วน
ช่างเป็เด็กแฝดคู่ร้ายกาจที่สุดในโลกแต่เธอก็ถือว่า่เวลาที่อยู่กับลูกทั้งสองคือ่เวลาอันมีค่าที่สุดในชีวิตยิ่งกว่านั้นเธอก็มีความเชื่อว่าหน้าตาของลูกสาวทั้งสองเหมือนอดัมอย่างที่สุดแม้จะได้มรดกเรือนผมสีบลอนด์กับดวงตาคู่สีฟ้าของเธอไว้ก็ตาม
“แดมน์...” เธอสบถออกมาดังๆ ขณะก้าวข้ามเครื่องกีดขวางที่ล้วนเป็เครื่องเล่นของลูกสาวตัวน้อยทั้งสองเมื่อสะดุดตุ๊กตาตัวใหญ่เข้าก็เตะกระเด็นไป ลูกแฝดต่างเงียบเสียงลงทันทีต่างจ้องมองตุ๊กตาที่ลอยคว้างขึ้นด้วยดวงตาเบิกโพลง
“อา...ด๊าม...” ซอว์เยอร์ะโเรียกสามีสุดเสียง
“จะปลุกผีหรือไง” อดัมะโถามกลับมา“ก็ดีแล้วละที่แถวนี้ไม่มีคนอยู่นอกจากเราว่ามาสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
ซอว์เยอร์ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะกลมเบื้องหน้าโต๊ะเขียนแบบของเธอที่ตั้งอยู่เคียงข้างโต๊ะตัวของอดัมหลายต่อหลายครั้งที่เธอเคยนึกขํากับการที่เขากับเธอนั่งทํางานอยู่เคียงข้างกันเพราะอดัมนั้นเป็นักเขียนการ์ตูนล้อการเมืองรายได้มากพอที่จะทําให้ครอบครัวมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและทําเธอสามารถนั่งเขียนแบบเครื่องบินที่ใจรักได้แต่บัดนี้เธอไม่รู้สึกนึกขำอีกต่อไป
เธอเล่าเื่การสนทนาทางโทรศัพท์กับโคลให้เขาฟัง
“คุณเชื่อไหมอดัมว่าเขากล้าพูดกับฉันถึงขนาดนั้น” ซอว์เยอร์ร้องอย่างโกรธแค้น
อดัมเป็นักไกล่เกลี่ยผู้มีความสามารถคนหนึ่ง
“บางทีคุณอาจจะโทรไปถึงเขาตอนที่โคลกําลังอารมณ์ไม่ดีละมั้งคุณก็รู้ว่าซูมิท้องแก่เต็มที เขาอาจจะวิตกกังวลเื่เมียก็ได้อีกอย่างหนึ่งภาระที่เขาแบกอยู่เวลานี้มันก็หนักอึ้งพอดูทีเดียวนะต้องรับผิดชอบธุรกิจที่ใหญ่โตแล้วก็ยังต้องทําให้มันก้าวหน้าด้วยคุณควรจะโอนอ่อนผ่อนปรนให้เขาบ้างนะ โทรกลับไปหาเขาใหม่ก็ได้นี่”
“ไม่มีทาง” ซอว์เยอร์ตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
“ไม่แน่นะ บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้” อดัมขมวดคิ้วย่น นึกถึงตอนที่โคลกับไรเล่ย์ยังเป็เด็กและเขาจะต้องทําหน้าที่เป็กรรมการคอยห้ามปรามเด็กชายทั้งสองมิให้ชกต่อยกันราวกับเป็พี่ชายคนโต
“เอายังงี้ไหมล่ะ ผมจะเป็คนโทรไปหาเขาเองคุณน่ะใจร้อนมากไปหน่อยนะ ซอว์เยอร์และโคลเองก็ไม่ได้ต่างกว่าคุณสักเท่าไหร่นักหรอกผมแน่ใจว่าเื่นี้...จีซัส...อันที่จริงคุณก็ขอเงินเขาเพียงแค่สองสามร้อยล้านเหรียญแต่ไอ้คําว่า...เพียงแค่...น่ะมันเป็ความคิดของคุณต่างหากเล่าถ้าเป็ผมจะให้ตอบรับง่าย ๆ ก็เห็นจะยากอยู่เหมือนกันนะผมว่าเขาก็้าเวลาไตร่ตรองเกี่ยวกับเื่นี้บ้างละอย่างน้อยเขาก็คงอยากปรึกษาหารือกับทนายความของเขาก่อน”
“ไม่...ไม่...ไม่มีทาง...” ซอว์เยอร์ตอบด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว “เขาตอบกลับมาทันทีเลยว่าเขา้าแบ่งส่วนกําไรเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์กับดอกเบี้ยอีกสิบสองเปอร์เซ็นต์ฟังแล้วมันเหมือนกับขอเวลาไปปรึกษาทนายความก่อนไหมล่ะ...
“โคลน่ะเป็ที่ปรึกษาทางด้านการเงินอยู่แล้วเขาน่ะเก่งทุกอย่าง ไม่ว่าเขาพูดอะไรมันจะต้องเป็ยังงั้น...อีกอย่างหนึ่งนะอดัมเมื่อปีกลายตอนที่ครอบครัวฉัน้าเงินไปเสียภาษีคุณต่างหากที่เป็คนแรกที่เสนอเงินก้อนนั้นมาให้คุณยายบิลลี่ยังไม่ทันเอ่ยปากเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดให้ฉันฟังหน่อยเลยว่าถ้าเป็คุณก็เห็นจะต้องขอคิดเกี่ยวกับเงินจํานวนนี้ก่อน”
อดัมยกมือขึ้นเกาศีรษะที่ตัดผมไว้สั้นเกรียนปอยผมที่หยิกหยักศกขดตัวเป็ลอนสั้นเหมือนหยักสกรูเขาเกลียดการเป็ปากเสียงกับซอว์เยอร์อย่างที่สุด เพราะไม่เคยเอาชนะเธอได้เลยเธอจะต้องเถียงจนกว่าเขาจะอ่อนใจ หมดแรงไปเอง แต่ถึงกระนั้นสำหรับครั้งนี้เขาก็ยังใช้ความพยายาม
“ผมรู้ว่าสิ่งที่กําลังจะพูดต่อไปนี้มันฟังดูคล้ายกับผมกําลังทําหน้าที่เป็ทนายแก้ต่างให้ปีศาจอยู่แต่ถามจริง ๆ เถอะว่าพวกคุณที่เป็โคลแมนทั้งหลายเคยคิดกันบ้างหรือเปล่าว่าโคลเขาไม่ได้เป็นายธนาคารส่วนตัวของพวกคุณมันเขียนไว้เป็ลายลักษณ์อักษรตรงไหนล่ะว่าถ้าเมื่อไหร่พวกคุณเกิดความเดือดร้อนเกี่ยวกับเื่การเงินขึ้นมาละก้อเขามีหน้าที่ต้องให้ความช่วยเหลือ”
ซอว์เยอร์สะอึกไปทันทีที่จริงเธอกับเขาเคยโต้แย้งเื่นี้กันมาหลายครั้งหลายหนและเธอจำเป็ต้องเงียบเสียงลง เพราะเหตุผลที่อดัมยกขึ้นมาอ้างนั้นเป็สิ่งเดียวถูกต้องจนเถียงไม่ออก
“ฟังนะ” เธอพูดอย่างขุ่นเคือง“ประเด็นสําคัญมันอยู่ตรงที่ว่าฉันไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าเขาจะทําอย่างที่ทำกับฉันวันนี้เขาตอบฉันอย่างคนไร้สตินะอดัมทั้งอิทธิพลและเงินนั่นแหละที่ทำให้เขากลายเป็คนไร้ความคิดไปได้ถึงเพียงนี้”
“แต่คุณก็เต็มใจที่จะยื่นมือไปแตะทั้งอิทธิพลและการเงินของเขาโดยไม่คิดทบทวนให้ดีอยู่แล้วนี่” อดัมยิ้มเยาะในที่สุดเขาก็เอาชนะเธอจนได้
“ถ้าคุณพูดแบบนี้ละก้อบางทีคุณอาจจะเป็ฝ่ายถูกละมั้ง” ซอว์เยอร์พูดอย่างไม่พอใจ “แต่อย่างน้อยเขาก็ควรจะพูดจากับฉันอย่างยุติธรรมหน่อยสิเราทุกคนต่างก็ทําเงินด้วยกันทั้งนั้นตอนที่เราช่วยกันหาเงินเป็ทุนให้คุณตามอสส์สร้างเครื่องบินลําแรกขึ้นคุณยังไม่อยู่ที่นี่เลยฉันน่ะจำได้ติดตาเลยนะว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันเป็ยังไงมันยิ่งกว่าฝันร้ายอีกนะอดัมมิสเตอร์ฮาเซกาว่าเป็คนช่วยให้เรารอดพ้นจากสถานการณ์นั่นมาได้”
อดัมชูมือขึ้นเหนือศีรษะ
“เอาละ ผมยอมแพ้”
“นี่...เราไม่ได้ขอความช่วยเหลือเขาเลยนะ”ซอว์เยอร์พูดเสียงเกรี้ยว “เขาเป็คนเสนอให้เราเอง”
“นี่ ผมขอถามหน่อยเถอะว่าเคยมีใครคิดสงสัยหรือไถ่ถามบ้างหรือเปล่าว่าพ่อเฒ่าชาวญี่ปุ่นคนนั้นประสบความสําเร็จในชีวิตได้เพราะอะไร...เขาทําอะไรที่ครอบครัวของคุณไม่ได้ทํา...ผมคิดว่าธัดเองเคยพูดถึงเขาอยู่ครั้งหนึ่งพูดออกมาตรง ๆ เลยว่ามิสเตอร์ฮาเซกาว่าไม่ได้เกิดมาพร้อมกับคาบช้อนเงินช้อนทองออกมาด้วยเขาสร้างตัวขึ้นมาจากความไม่มีอะไรเลย แต่พอถึงตอนตายเขาเป็มหาเศรษฐีอันดับสามของโลก”
“แล้วเื่นี้มันมาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ...มานี่มา...โจซี่มัมมี่ จะซ่อมตุ๊กตาให้” เธอหยิบตุ๊กตาแอนดี้ ดอลล์ขึ้นมาดูหน้าตาที่ฉีกขาด ผมที่ห้อยรุงรังแล้วก็ถอนหายใจ “เอ๊ะคราวนี้เป็หน้าที่ของคุณที่จะต้องซ่อมตุ๊กตาตัวนี้ไม่ใช่หรืออดัม”
“เปล่าเลยคราวนี้เป็หน้าที่ของคุณ...อ้อ...แล้วที่ผมพูดค้างไว้เมื่อกี้นี้น่ะมันข้องเกี่ยวกับทุกอย่างที่เรากําลังพูดกันอยู่ด้วย”
ขณะที่อดัมกำลังพูดซอว์เยอร์ก็เอื้อมไปหยิบกล่องเครื่องเย็บที่จะต้องวางไว้ใกล้โต๊ะเขียนแบบเสมอบางครั้งภาพที่เห็นมันก็สร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้นในหัวใจและทําให้น้ำเสียงของอดัมอ่อนโยนลงเมื่อพูดต่อ
“เอาละ..คราวนี้ผมช่วยซ่อมให้ก็ได้”
“คุณอาจจะพูดถูกก็ได้นะ บางทีฉันอาจจะรุนแรงกับเขามากเกินไปหน่อย”ซอว์เยอร์กัดด้ายให้ขาดออก “เอาละฉันจะโทรศัพท์ไปขอโทษเขาเองก็ได้ นี่เป็วิธีการของซอว์เยอร์อยู่แล้วแล้วคุณคิดว่าสักกี่เปอร์เซ็นต์มันถึงจะยุติธรรมล่ะ”
“โอ...อย่า...อย่าเอาผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเื่นี้หน่อยเลยคุณจัดการเจรจากับโคลแล้วก็ทางครอบครัวคุณเองก็แล้วกัน” เขาเหลือบตามองบลูพริ้นท์ของซอว์เยอร์ซึ่งไม่ว่าจะมองครั้งใดก็ไม่อาจทําความเข้าใจกับมันได้