ผมขับรถเคลื่อนมาจอดที่หน้าอาคารคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ ตามที่ขมิ้นบอก
ทันใดนั้น ขมิ้นเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ “ไปก่อนนะ มะขิง”
เธอหันมายิ้มให้ผมเล็กน้อย ก่อนก้าวลงจากรถไป เมื่อประตูปิดลง มะขิงเอ่ยกับผมเสียงเรียบท่าทางเขินอาย
“พี่คะ…ไปส่งหนูที่คาเฟ่อเมซอลหน่อยค่ะ เดี๋ยวหนูบอกทาง”
ไม่กี่นาทีต่อมา รถก็เคลื่อนมาถึงจุดหมาย มะขิงเปิดประตูลงไปทันที ผมมองดูเหมือนว่าเพื่อนของเธอกำลังรออยู่ด้านใน
ติ๊ง…
[รับส่งสำเร็จ]
[ผู้โดยสารสองคน คุณได้รับค่าตอบแทน 4,000 บาท]
ผมยิ้มเบา ๆ แล้วพูดกับตัวเอง “ต้องหาวันว่าง ๆ ไปใช้เงินชะแล้ว”
สายตาเหลือบมองยอดเงินในบัญชีที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
...
ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ผมขับรถกลับมาที่บ้าน ลงจากรถด้วยความตั้งใจว่าจะไปหาอะไรกินที่ครัวสักหน่อย
ผมเดินวนไปวนมาอยู่สักพัก แต่กลับไม่เห็นแม่บ้านอยู่สักคน ขณะนั้นเอง เสียงเรียบ ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณกำลังหาอะไรอยู่เหรอคะ”
ผมหันไปก็พบว่าเป็คุณเอม ผมโค้งตัวเล็กน้อย “ผมกำลังมองหาแม่บ้านครับ”
“หาพวกเธอทำไมเหรอ” คุณเอมถาม
“อืม…ว่าจะให้หาอะไรให้ทานนิดหน่อยครับ” ผมตอบ
“พวกเขาไม่ได้บอกไว้เหรอว่าจะไม่อยู่” เธอพูดขณะเดินไปเปิดตู้เย็น แล้วมองหาอยู่สักพัก ก่อนเอื้อมมือไปหยิบของออกมา “มีแซนวิช ทานลองท้องไปก่อนได้ไหม”
“ได้ครับ” ผมตอบรับ หลังจากนั้น เธอเดินไปที่หน้าเตาอบ หยิบกรรไกรมาตัดซองแซนวิช ก่อนจะนำเข้าเตาอบไป
ผมเดินเข้าไปใกล้เล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ “คุณเอมครับ เดี๋ยวผมจัดการเองครับ ไม่เป็ไร”
เธอตอบโดยไม่หันมามอง “ไปนั่งรอที่โต๊ะเดี๋ยวฉันเอาไปให้”
ผมได้ยินแบบนั้นก็ไม่อยากขัดใจ จึงยืนมองเธอสักพัก ก่อนจะเดินไปนั่งรอที่โต๊ะอาหาร ไม่ไกลนัก
สายตาผมยังคงจับจ้องเธออยู่ตลอด เหมือนว่าเธอจะกำลังจะแต่งตัวออกจากบ้าน แต่ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
เธอสวมเสื้อยืดเปิดไหล่สีขาว กับกางเกงสแล็ดขากระบอกใหญ่สีน้ำตาลอ่อน เอวบางรับกับส่วนโค้งของสัดส่วน ทำให้รูปร่างของเธอดูน่าหลงใหล
รอไม่นาน เธอหันกลับมาพร้อมจานแซนวิช ควันลอยขึ้นเล็กน้อย
“กินเสร็จแล้วก็ไปเตรียมรถไว้รอเลยนะ…เอารถเบนซ์ก็ได้ แล้วรู้จัก โรงแรมโมโนเลคไหม”
“อ่า...เดี๋ยวผมเปิดแผ่นที่นำได้ครับ” ผมตอบด้วยรอยยิ้มเล็กๆ พลางมองจานแซนวิชตรงหน้า รู้สึกได้ถึงความเอาใจใส่ของเธอ แม้จะเป็เื่ที่เธอไม่ต้องทำมันก็ได้
...
ผมขับรถเบนซ์ E350 ราคาหลายล้าน แล่นไปตามถนนที่เปียกชื้น ฝนยังคงตกไม่หยุด สายตาคอยเหลือบมองเส้นนำทางโปร่งใสที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าเป็ระยะ ๆ บางครั้งก็เหลือบมองกระจกหลัง
ตอนนี้คุณเอมสวมเสื้อสูทสีน้ำตาลอ่อนทับเสื้อยืดเปิดไหล่ของเธอแล้ว มันดูเข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบและสง่างาม เธอเป็ผู้หญิงวัย 43 ที่สวยและเรียบร้อยที่สุดที่ผมเคยเจอมา
…
หลังจากขับรถอยู่นาน ในที่สุดผมก็มาถึงโรงแรมโมโนเลค ผมเลี้ยวรถเข้าไปยังประตูทางเข้าที่มีหลังคากันฝนพรำ
ผมรีบก้าวลงจากรถ ตั้งใจจะอ้อมไปเปิดประตูให้เธอ แต่ทว่า...เธอกลับเปิดประตูลงมาเองก่อนเสียแล้ว
“คุณเอารถไปจอดที่ลานจอด แล้วมาที่นี่นะ…ฉันจะรอ” เธอหันมาบอกเสียงเรียบ
ขณะนั้นผมยังงง ๆ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ได้เพียงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะกลับขึ้นรถ ขับตรงไปยังลานจอดตามที่เธอบอกไว้
ติ้ง...
[รับส่งสำเร็จ]
[ผู้โดยสารหนึ่งคน คุณได้รับค่าตอบแทน 2,000 บาท]
ผมหลุดยิ้มออกมาเบา ๆ “โอ้…หายเหนื่อยเลยแฮะ ถึงแม้ว่าจะไม่เหนื่อยเลยสักนิดก็ตาม”
เมื่อจอดรถเสร็จ ผมรีบวิ่งฝ่าฝนไปจนถึงที่ที่คุณเอมยืนรออยู่
เธอหันมามองผม ก่อนส่ายศีรษะเบา ๆ แล้วยกยิ้มบาง “ร่มในรถก็มี คุณวิ่งฝ่าฝนมาทำไม”
เหมือนเธอจะหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อยด้วยซ้ำ
“เอาเถอะ” เธอพูดสั้น ๆ แล้วเดินนำผมเข้าไปในโรงแรม
พนักงานที่เห็นต่างแสดงท่าทีนอบน้อม บ้างก็ยกมือไหว้ บ้างก็กล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
คุณเอมพาผมตรงไปยังโซนอาหาร เลือกโต๊ะติดกระจกที่สามารถมองเห็นสายฝนโปรยปรายอยู่ด้านนอกได้อย่างชัดเจน ก่อนหันมาบอกกับผมด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย “คุณอยากกินอะไรก็สั่งเลยนะ เดี๋ยวฉันจ่ายให้”
ผมพยักหน้ารับคำคุณเอม พลางคิดในใจ เธอคงเป็คนแบบนี้จริง ๆ ดูใจดี สุภาพเรียบร้อยจนผมแปลกใจ
ผมเดินไปที่ร้านอาหาร มุมหนึ่ง มองบอร์ดรายการสักพักก็รู้สึกน้ำลายสอขึ้นมา
“กินกะเพราหมูกรอบดีกว่า” ผมพึมพำในใจ แค่คิดถึงรสเผ็ดร้อนกับความกรอบก็อดไม่ได้แล้ว
“เอากะเพราหมูกรอบครับ” ผมหันไปบอกพนักงาน
“โอเคค่ะ 60 บาทนะคะ” เธอตอบกลับอย่างสุภาพ
ผมชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเกาหัวพลางพูดออกไปแบบเก้อ ๆ “เออ...คือ ผมมากับคุณเอมน่ะครับ คุณเอมบอกว่าจะจ่ายให้”
“เอ้าน้อง! มากับคุณเอมเหรอ พี่ไม่ทันสังเกต โอเค ๆ” พนักงานพูดแล้วเงยหน้ามองไปรอบๆ
ไม่นานเธอก็เห็นคุณเอมยืนอยู่หน้าร้านอาหารใกล้ ๆ เธอโบกมือให้พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ
“โทษทีนะ พี่ไม่รู้ ปกติจะเป็พี่คมศักดิ์นี่นา… น้องมาใหม่เหรอ” พนักงานหันกลับมาถามผม
ผมยิ้มตอบเล็กน้อย “ครับ มาทำแทนชั่วคราว พี่คมศักดิ์พาคุณสาระไปต่างจังหวัด”
“อ๋อ… เข้าใจแล้ว ๆ งั้นรอสักครู่นะ เดี๋ยวพี่ทำให้” เธอพูดพลางหันกลับไปเตรียมอาหารทันที
เมื่อผมได้อาหารมา ก็ถือจานเดินตรงไปทางที่คุณเอมนั่งอยู่ เหมือนว่าเธอจะได้อาหารก่อนผมแล้ว
บนโต๊ะของเธอมีจานแซลมอนย่างจัดเรียงสวยงาม คู่กับหน่อไม้ฝรั่งเขียวสด และข้าวสวยหนึ่งก้อนเล็ก การที่เธอดูแลตัวเองด้วยอาหารดีต่อสุขภาพแบบนี้ ผมไม่แปลกใจเลยที่เธอยังสวยแม้จะอายุ 43
พอมองกลับมาที่จานกะเพราหมูกรอบตรงหน้าตัวเอง ภาพมันก็ตัดกันอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคืออาหารเรียบหรูสุขภาพดี ส่วนอีกฝั่งคือเมนูธรรมดาที่มีแต่ไขมัน
ผมเดินไปที่โต๊ะข้าง ๆ เธอ แต่ขณะกำลังจะนั่งลง เธอก็เอ่ยขึ้นว่า “มานั่งกินกับฉันก็ได้ ฉันไม่อยากนั่งกินคนเดียว” พร้อมกับยิ้มเล็ก ๆ เพื่อไม่ให้ผมรู้สึกเกร็งเกินไป
ผมเดินไปพลางคิดว่าเธอดูเป็คนเข้าถึงง่ายและไม่ถือตัว ผมวางจานลงแล้วนั่งลง เธอยิ้มอีกครั้ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “คุณกินของแบบนี้ยังหุ่นดีได้ยังไง” พร้อมสีหน้าสงสัย
ผมลังเลว่าจะตอบยังไง เพราะร่างกายนี้ได้มาจากระบบ… “เอ่อ… ผมไม่ได้กินแบบนี้บ่อยครับ วันนี้แค่รู้สึกอยากกินเฉย ๆ”
“อ่อ..” เธอพยักหน้าเบาๆแล้วเสริมต่อ “คุณคุยกับฉันได้นะ” เธอพูดเสียงเรียบ พร้อมใช้มีดหั่นแซลม่อนย่าง
“คุณเอม…มาทำอะไรที่นี่เหรอครับ” ผมถามพลางตักข้าวเข้าปาก
เธอเคี้ยวสักพักก่อนตอบว่า “วันนี้มีประชุมน่ะ อาจจะใช้เวลาสักชั่วโมงหรือสองชั่วโมง”
“ครับ” ผมตอบสั้น ๆ
เธอเงยหน้ามองผม “คุณได้ออกกำลังกายบ้างไหม”
“ผมออกบ้างครับ บ้างก็วิ่ง บ้างก็ไปฟิตเนส” ผมโกหกเธอไป
“ถึงว่าล่ะ..ถึงได้ดูหุ่นดี” เธอตอบกลับพลางเคี้ยวอาหาร ดูเหมือนว่าเธอจะชอบคุยเื่เกี่ยวกับสุขภาพ ผมเลยลองถามกลับ “แล้วคุณเอมล่ะครับ ได้ออกกำลังกายไหมครับ”
“คุณคิดว่าไง” เธอพูดแต่ไม่ได้เงยหน้ามองผม มือหั่นแซลมอล
ผมหัวเราะเล็กน้อย “ดูแล้ว...น่าจะออกกำลังกายบ่อยเลยใช่ไหมครับ”
“อือ...ใช่ ทำไมคิดแบบนั้นเหรอ” เธอเงยหน้ามอง
“คือ..ว่า หุ่นคุณเอมดีมาก...เลยคิดว่าคงน่าจะออกกำลังกายเป็ประจำ”
เธอยิ้มแต่ไม่ตอบกลับ เคี้ยวอาหารแล้วกลืน “หลังจากประชุมเสร็จฉันจะไปฟิตเนส คุณก็ไปด้วยกันสิ”