เผลอเดี๋ยวเดียวอากาศก็เริ่มเย็นลงเข้าสู่ช่วงต้นฤดูหนาวแล้ว นางซูให้ช่างฝีมือทำที่นอนและผ้าห่มหนานุ่มถึงแปดผืนแต่ละคนจะได้ที่นอนสองผืนและผ้าห่มหนึ่งผืนแม้แต่หยางหลิ่วก็ได้รับส่วนแบ่งนี้ด้วยเช่นกัน
เมื่อฤดูหนาวปีที่ผ่านมาสกุลเย่ย้ายมายังหมู่บ้านเถียนซินได้ไม่นาน ทุกสิ่งทุกอย่างยังขาดแคลนแม่ลูกสามคนต้องทนความหนาบเหน็บแสนสาหัส
ความหิวโหยอาจบรรเทาได้ด้วยการนอนหลับแต่ความหนาวเหน็บกลับทำให้หลับไม่ลงตลอดทั้งคืน ในคืนที่หิมะตกอากาศหนาวเย็นเสียดลึกถึงกระดูก พวกเขาต้องกอดกันหาไออุ่นจากร่างกายช่างเป็นรสชาติที่ยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต
ปีนี้สภาพความเป็นอยู่ดีขึ้นแม้ยากลำบาก และยังมีเงินเก็บไม่มากแต่นางซูก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวในเรื่องอาหารการกินและเครื่องนุ่งห่มการใช้ชีวิตให้ดีเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ไม่เช่นนั้นการประหยัดเงินทองอย่างเข้มงวดจะมีความหมายอันใดเล่า
ทุกคนต้องอิ่มหนำและร่างกายอบอุ่นจึงจะมีแรงกายแรงใจทำงานมิใช่หรือ!
เมื่อหิมะแรกโปรยปรายเนื้อตุ๋นหม้อดินก็ได้รับความนิยมสูงสุดห้างร้านไท่หรานระบุว่าต้องการเพิ่มปริมาณจำนวนสั่งซื้อเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนส่งผลให้พืชผักสีเขียวหายาก อีกสิบกว่าวันข้างหน้าบนโต๊ะอาหารก็จะเหลือแต่ผักกาดขาว หัวไชเท้า และมันฝรั่ง ซึ่งเป็นพืชผักที่เก็บรักษาได้นาน
ไก่เป็ด และเนื้อหมูสดใหม่มีอยู่เสมอจึงมิใช่ของหายาก ทว่าผักดองและเนื้อตากแห้งหากทานหลายมื้อเข้าก็ย่อมเบื่อหน่ายมิหนำซ้ำของเหล่านี้จะอร่อยสู้เนื้อตุ๋นหม้อดินได้อย่างไร
เย่ชิงชิงเห็นว่าจำเป็นต้องเตรียมพร้อมแต่เนิ่นๆเนื้อตุ๋นหม้อดินค่อยๆ แพร่ไปตามเมืองอื่นๆปีหน้าก็ยังไม่อาจทราบแน่ชัดว่าจะต้องการปริมาณมากเพียงใดแต่ด้วยกำลังคนและอุปกรณ์ในปัจจุบัน การเพิ่มปริมาณขึ้นอีกคงเป็นเรื่องยากลำบาก
“หากถึงตอนนั้นมีคำสั่งซื้อจำนวนมากกะทันหัน เราคงต้องเช่าห้องว่างในเมืองค่าเช่าก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือการแยกกันทำงานสองสถานที่ย่อมไม่สะดวก” เมื่อถึงตอนนั้นผู้ใดจะดูแลสถานที่อีกแห่งเล่า?
นางซูเป็นคนหัวไวคิดเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจความหมายของนาง
พวกนางมิได้เป็นคนใจคอคับแคบเมื่อเห็นเงินทองอยู่เบื้องหน้าแล้วจะไม่คว้าโอกาสไว้ได้อย่างไร?ดังนั้นสามแม่ลูกจึงพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมลุยงานใหญ่ขยายลานบ้านและเพิ่มเตาปรุงอาหาร!
ที่ดินว่างเปล่าข้างบ้านน้อยมีรั้วไม้ไผ่กั้นเป็นของสองพี่น้องช่างเหล็กในหมู่บ้านพวกเขาเรียนรู้ฝีมือการตีเหล็กมาตั้งแต่เยาว์วัยแม้จะมีที่ดินเพาะปลูกพืชผลเพื่อยังชีพเล็กน้อย แต่โดยหลักแล้วพวกเขาก็ยังหาเลี้ยงชีพด้วยการตีเหล็ก
นางซูไปสอบถามว่าสามารถซื้อขายได้หรือไม่พวกเขามิได้หวังพึ่งพาสิ่งเพาะปลูกในที่ดินผืนนั้นเลย พี่ใหญ่นามว่าเถี่ยจู้จึงตอบทันทีว่าสามารถขายได้ แต่ต้องปรึกษาน้องชายเถี่ยตั้นเสียก่อน
วันต่อมาทั้งคู่ก็ตอบกลับนางซูว่าราคาตายตัวอยู่ที่สามสิบตำลึง
ในที่นี้ต้องกล่าวถึงราคาที่ดินหมู่บ้านเถียนซินไม่เหมือนในเมือง ที่ดินขนาดห้าสิบถึงหกสิบตารางเมตรราคาสูงสุดก็ไม่เกินยี่สิบตำลึง
บ้านน้อยมีรั้วไม้ไผ่กั้นของนางซูทั้งบ้านและที่ดินรวมกันแค่ห้าสิบตำลึงแน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ดินไร้เจ้าของจึงราคาต่ำแต่สองพี่น้องเถี่ยจู้เรียกราคาถึงสามสิบตำลึงนั้นถือว่าแพงไปจริงๆ
เถี่ยตั้นผู้นี้ไม่ซื่อสัตย์เหมือนพี่ชายเขามีเล่ห์เหลี่ยมมาตั้งแต่เด็กเขารู้ว่าช่วงหลังมานี้ถุงเงินของนางซูพองโตขึ้นมากทั้งยังเห็นว่าที่ดินของเขามีประโยชน์อย่างยิ่ง จึงกล้าเรียกราคาแพงหูฉี่เถี่ยจู้โดยปกติแล้วก็ไม่มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ทุกอย่างมักจะให้น้องชายเป็นผู้ตัดสินใจเขาจึงไม่กล่าวอะไรมาก
นางซูรู้สึกอับจนหนทางเมื่อต่อรองราคากับเถี่ยตั้น อีกฝ่ายก็ปฏิเสธด้วยประโยคเดียวว่า‘ไม่ได้สามสิบตำลึงก็ไม่ขาย’
การซื้อขายใดๆล้วนต้องอาศัยความพึงพอใจจากทั้งสองฝ่าย หากอีกฝ่ายฉวยโอกาสขึ้นราคาใครก็ช่วยไม่ได้ แต่เมื่อทหารมาก็ย่อมมีแม่ทัพไปรับ เมื่อน้ำมาก็ย่อมมีเขื่อนกั้นเย่ชิงชิงจึงให้เย่จื้อเฟิงแสร้งทำเป็นไปสอบถามชาวนาคนอื่นเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าพวกเขาใช่ว่าจะไม่มีทางเลือกอื่นอีก
เดิมทีก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกับบ้านน้อยมีรั้วไม้ไผ่กั้นแห่งนี้เพียงแค่อยากสะดวกสบายเท่านั้น ใครจะคาดคิดว่าจะถูกมองว่าเป็นคนโง่ให้ถูกหลอก
แน่นอนว่าถัดมาอีกไม่กี่วันเถี่ยจู้ก็มาหาเอง กล่าวว่าพวกเขาลดราคาลงได้บ้าง เหลือยี่สิบแปดตำลึง
นางซูถอนหายใจอย่างจนใจแล้วกล่าวว่า"สหาย พวกเราคนกันเอง ไม่พูดอ้อมค้อมที่ดินของพวกเจ้าตามราคาปกติก็ขายได้เพียงยี่สิบสามตำลึงแม้พวกเราจะต้องการที่ดินตรงนั้นจริง แต่การขึ้นราคามากขนาดนี้มันก็เกินไป"
พวกเขาเป็นคนท้องถิ่นที่เติบโตมาในพื้นที่จะไม่รู้ราคาข้าวของได้อย่างไร เถี่ยจู้หน้าแดงเล็กน้อย เขาพูดอึกอัก"น้องชายของข้าบอกว่าต้องยี่สิบแปดตำลึง"
"เอาอย่างนี้แล้วกัน ยี่สิบห้าตำลึง" นางซูรู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะหาเงินจากพวกนางและคงไม่ยอมให้ราคาตามปกติ
เรื่องสำคัญย่อมต้องรีบจัดการเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน จึงจำต้องยอมผ่อนปรนและเสียเงินเพิ่มอีกสองตำลึง
"เจ้ากลับไปถามน้องชายดูเถิด พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันหากยี่สิบห้าตำลึงไม่ได้ ก็ถือว่าพวกเราไม่เคยสอบถามก็แล้วกัน" นางซูกล่าวอย่างเยือกเย็น
การเป็นมิตรต่อกันคือวิถีแห่งการอยู่ร่วมกันพวกเขาทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้อย่างโจ่งแจ้ง ผู้ใดเล่าจะไม่หลีกเลี่ยงไปให้ไกล
เถี่ยตั้นเองก็รู้ว่าควรพอเมื่อถึงจุดที่เหมาะสมเขายิ้มเห็นด้วยและดำเนินการตามขั้นตอนกับนางซูอย่างซื่อสัตย์เขาได้เงินเพิ่มถึงสองตำลึง จึงยิ้มแก้มปริ!
เมื่อนางซูซื้อที่ดินสำเร็จก็เริ่มวางแผนว่าจะทำอย่างไรดี เย่ชิงชิงมีแผนอยู่ก่อนแล้วเพียงแต่ว่าตอนนี้พวกเขายังไม่มีเงินมากพอที่จะสร้างบ้านใหม่จึงทำได้แค่สร้างกำแพงล้อมรอบก่อน
รั้วกั้นของบ้านน้อยนั้นมีเสมือนไม่มีเพราะมีไว้เพียงเพื่อป้องกันสัตว์ป่าเข้ามาเหยียบย่ำในเวลากลางคืนแต่ก็มิอาจบดบังสายตาที่สอดส่องเข้ามาได้ ทำให้ขาดความเป็นส่วนตัว