ไลฟ์สด ปลดพลังเวทย์

    การรักษาได้ผล

    ฉันสูดลมหายใจและบอกกับเขาว่า “ฉันต้องอยู่เพื่อดูผลของการรักษาตลอดเวลา”            เขายักไหล่และถอดชุดคลุมออกต่อหน้าฉัน เผยให้เห็นมัดกล้ามของเขา ฉันหันหลังรีบหลบสายตาทันทีก่อนที่เสื้อคลุมนั้นจะหลุดออกหมดจนกองไปอยู่ที่ปลายเท้า            แต่ภาพที่เห็น หุ่นของเขานั้นช่างสวยงามราวกับนักกล้ามเลยทีเดียว ไม่ๆ ฉันจะคิดอะไรแบบนั้นไม่ได้ มันไม่เป็นกุลสตรีเอาเสียเลย ฉันส่ายหัวเพื่อลบความคิดนั้นออกไป            เขาลงไปแช่ในอ่างสมุนไพร ฉันเหลือบไปเห็นสีหน้าของเขาเจ็บปวดแต่เขาก็ไม่ปริปากออกมา            “มันจะเจ็บปวดขึ้นเรื่อยๆ คุณต้องอดทนไว้ จากนั้นมันจะค่อยๆทุเลาลง” ฉันบอก            เขาแช่อยู่ในอ่างสมุนไพรไปสักระยะและกลั้นความเจ็บปวดนั้นไว้จนถึงจุดที่เขาเองก็ทนไม่ไหวจึงร้องออกมา            “โอ๊ย!ทรมานเหลือเกิน” เขาร้องออกมาสิ้นเสียง บอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่ก็เปิดประตูเข้ามาทันที หนึ่งในนั้นชักปืนออกมาขู่ฉัน “เธอทำอะไรกับเจ้านายของเรา”            “หยุด!” ภานุเดชคำรามลั่น สีหน้าเขายังคงเจ็บปวด            “แต่...เจ้านายครับ”            “ออกไป” เขาสั่ง บอดี้การ์ดของเขาจึงยอมออกไปจากห้องน้ำ            ฉันยืนตัวสั่นและทำอะไรไม่ถูก พวกผู้มีอิทธิพลนี่ช่างน่ากลัวเสียจริง ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก            “ถ้าผมต้องเจ็บปวดทรมานขนาดนี้แล้วมันไม่หายละก็....ผมจะจับคุณฝังทั้งเป็น” เสียงเหี้ยมของเขาดังเข้ามาในหูของฉัน ทำให้ฉันถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อก            ฉันคิดถูกใช่ไหมที่มาช่วยเขา โธ่เอ๊ย!เพราะเงินตัวเดียวแท้ๆ            เขาแช่ตัวอยู่นานเกือบสองชั่วโมง เมื่อถึงเวลาฉันจึงบอกให้เขาขึ้นจากอ่างอาบน้ำ จู่ๆเขาก็ลุกขึ้นพรวดพราดต่อหน้าฉันในสภาพที่ไร้อาภรณ์ ฉันอึ้งอยู่แว่บนึง เมื่อตั้งสติได้ฉันก็รีบหันหลังในทันที            “ฉ..ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น” แต่จริงๆแล้วฉันเห็นเต็มสองลูกกะตา            เสียงของเขาเดินก้าวเข้ามาใกล้ๆ “คุณเห็นหมดแล้ว” เสียงแผ่วๆของเขาแว่วอยู่ที่ข้างหูของฉัน ลมหายใจของเขาปะทะที่ต้นคอของฉัน ทำให้ฉันขนลุก            “กลิ่นตัวคุณหอมมาก น่าแปลก” เขาพูด            ฉันรีบเบี่ยงตัวออกมาและเปลี่ยนเรื่อง “อาการบาดเจ็บของคุณดีขึ้นแล้วใช่ไหม” ฉันหันกลับไป โชคดีที่เขาสวมเสื้อคลุมแล้ว            เขาขยับมือขึ้นลงและกำหมัดเข้าออก “ทุกครั้งที่ผมขยับแขน ผมจะรู้สึกเจ็บ แต่ตอนนี้มันดีขึ้นมากเลย ผมรู้สึกแข็งแรงดี”            ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก ยาได้ผล ฉันก็จะได้กลับเสียที“ดีแล้ว ถ้าได้แช่ยาสมุนไพรอีกสักรอบก็คงจะหายสนิท เอาล่ะ ค่ารักษาของฉันล่ะ” ฉันบอก            “ร้อนเงินหรือยังไงครับ” เขาพูดออกมา            “นี่คุณ ฉันทวงตามข้อตกลง”            เขายักไหล่อีกครั้ง และเดินออกไปจากห้องน้ำ ฉันเดินตามหลังมา            “เจ้านายดูแข็งแรงขึ้นนะครับ” ลูกน้องของเขาบอก            ภานุเดชนั่งลงบนโซฟาใหญ่ เขาหยิบสมุดเช็คและเขียนลงไป จากนั้นเขาก็ฉีกส่งมาให้ฉัน            หนึ่งล้านบาท ฉันตาโต “นี่คุณมันมากเกินไป” ฉันบอก ถึงฉันจะเห็นแก่เงินแต่ก็มีคุณธรรม ฉันไม่คิดเอาเปรียบใคร            “ฮ่าๆๆ เงินแค่นี้ ขนหน้าแข้งผมไม่ร่วงหรอก” เขาบอก            ฉันยืนมองตัวเลขนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา “ถ้าคุณให้ ฉันก็ไม่ขัดข้อง ถ้าหมดธุระแล้ว ฉันขอตัว” ฉันกล่าวลาและกำลังจะเดินออกไป            “เดี๋ยวก่อน ใครบอกว่าให้คุณไปได้”            ฉันไม่เข้าใจ “คุณหมายความว่าอย่างไร”            “อาการบาดเจ็บของผมยังไม่หายขาด คุณต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะเสร็จงาน” เขาเอนตัวลงไปที่โซฟาอย่างสบายอารมณ์            “คุณเพิ่งได้รับการรักษา ร่างกายของคุณยังดูดซึมยาได้ไม่เต็มที่ คุณต้องรักษาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า แล้วฉันจะมาเมื่อถึงเวลา” ฉันบอกเขา            เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ยาของคุณไม่เพียงรักษาอาการบาดเจ็บเท่านั้น มันยังช่วยเพิ่มพลังอีก ผมรู้สึกได้ คุณต้องอยู่ที่นี่ก่อน”            ฉันรู้สึกอัดอั้นในใจ ฉันไม่คิดว่าเขาจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ ฉันต้องคิดหาแผนการที่จะหนีออกไป            ฉันกำลังคิดแผนการ “นี่คุณ คุณรู้มั้ยว่าทำไมฉันถึงไปเจอคุณที่สวนสาธารณะ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกนะ”            เขาหยัดตัวขึ้นมานั่งตัวตรง และมองมาที่ฉัน            “มีคนสั่งให้ฉันมาช่วยเหลือคุณ เขาเป็นคนที่อยู่ในหน่วยงานระดับสูง เขาต้องการให้ฉันรักษาคุณให้หายดี เขามองเห็นความสามารถในตัวคุณและอยากร่วมงานด้วย” ฉันเว้นวรรคเพื่อคิดบทต่อไป            “คนที่ส่งฉันมาเขาไม่ใช่คนธรรมดา เขาสามารถจัดการใครก็ได้ในโลกนี้ ถ้าคุณไม่ปล่อยฉันไป เขาจะมาจัดการคุณ”            เขาโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “นี่คุณกำลังข่มขู่ผมหรือ”            “คุณรู้จักชื่อหน่วยสืบสวนพิเศษไหม คนระดับสูงในนั้นคือเจ้านายของฉัน และฉันต้องกลับไปทำงานให้เขา” ฉันโม้ไปเรื่อยเพียงเพราะต้องการให้เขาปล่อยฉันไป            เขาจ้องเขามาในตาฉัน เหมือนกับว่ากำลังจับโกหก แต่ฉันก็ไม่ยอมหลบสายตา            “หรือคุณคิดว่าคุณมีอำนาจมากพอที่จะขัดแย้งกับเขา” ฉันขู่เพิ่ม            “โอเค ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณพูดจริงแค่ไหน แต่ดูจากสิ่งที่คุณทำให้ผมวันนี้แล้ว ผมคิดว่าคุณคงไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่” เขาพูด“คุณเป็นหมอผีหรือ” เขาถามต่อ“เปล่า ฉันเป็นมากกว่านั้น” นั่นไงฉันได้ทีขู่เขาไปอีก “เอาเป็นว่าฉันช่วยคุณได้ก็แล้วกัน” ฉันรับตัดบท            จู่ๆหางตาฉันก็เหลือบไปเห็นวิญญาณของหญิงชราคนหนึ่งในห้องนั้น ฉันขนลุกซู่ทันที แม้ว่าฉันจะเจอผีจนเคยชินไปแล้ว แต่ถึงยังไงมันก็อดที่จะขนลุกไม่ได้            วิญญาณหญิงชราคนนั้นสื่อสารกับฉันว่า เธอไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ เธอตายมานานเกือบร้อยปีแล้ว ขอให้ฉันช่วยเธอด้วย            ฉันได้ทีขู่เขาต่อ “คุณภานุเดช ที่บ้านของคุณมีผี”            เขามีสีหน้าตกใจทันที่ที่ฉันบอก  “คุณพูดจริงหรือ”            “ใช่” ฉันตอบสั้นๆ            “แล้ว ผีตนนั้นต้องการอะไร”            “ขอฉันสื่อสารก่อน” ฉันทำเป็นยืนพนมมือแล้วท่องคาถาไปเรื่อยเปื่อย จริงๆฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าวิญญาณตนนั้นต้องการอะไร แต่ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอจึงไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้สักที            “เอาล่ะ ฉันรู้แล้ว ว่าวิญญาณต้องการอะไร”            “ต้องการอะไร เขาถาม”            “วิญญาณตนนั้นต้องการออกไปจากที่นี่ แต่ไม่สามารถออกไปได้ ต้องมีคนนำทาง”            “ใครที่สามารถทำได้ หรือต้องนิมนต์พระมาเชิญวิญญาณออกไป” เขาถามไม่หยุด            “ไม่ต้อง ฉันจะพาออกไปเอง” ฉันบอก “ให้ฉันไปได้หรือยังคุณภานุเดช” ฉันทำเสียงเย็นยะเยือกใส่เขา            เขาสั่งบอดี้การ์ดว่า “ไปส่งเธอให้ถึงบ้าน และดูแลเธอให้ดี ถ้าเธอต้องการอะไรก็ให้ทำตามที่เธอขอได้เลย”            “ครับเจ้านาย”            “ไปกันได้แล้ว” ฉันพูด            “ครับคุณไพลิน” บอดี้การ์ดของเขาพูดกับฉันฉันจึงหันไปหาและพูดว่า “ฉันไม่ได้บอกพวกคุณ ฉันบอกวิญญาณที่อยู่ข้างๆคุณ” พวกบอดี้การ์ดร่างใหญ่พากันแตกฮือ ฉันอดขำไม่ได้ เหล่าชายฉกรรจ์ มาดเข้ม กลับกลัวผีซะอย่างนั้นนายภานุเดชยกมือขึ้นมาพนมท่องนโมตัสสะเสียตั้งหลายจบฉันเดินออกมา โดยที่มีวิญญาณหญิงชราตนนั้นตามมาด้วย ฉันกลายเป็นคนส่งวิญญาณไปเสียแล้ว