หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จพ่อและแม่ซูต่างก็ออกไปทำงาน
ซินเยวี่ยช่วยซูลั่วอิงเก็บกวาดห้องครัวและห้องนั่งเล่น
เนื่องจากซูลั่วอิงได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีกิจวัตรประจำวันในบ้านจึงไม่ค่อยถนัดนักผิดกับซินเยวี่ยที่ทั้งทำอาหารและจัดห้องได้คล่องแคล่ว
เมื่อทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยซูลั่วอิงก็พูดว่า “เธอจะโทรศัพท์ไม่ใช่เหรอรีบโทรสิ โทรเสร็จแล้วเราค่อยออกไปเดินเล่นกัน”
ซินเยวี่ยตอบรับด้วยเสียงใส ก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือไปที่กระเป๋ากางเกง กระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ถูกพับเป็สี่เหลี่ยมเล็กๆเก็บไว้ข้างใน
ซินเยวี่ยค่อยๆล้วงกระดาษออกมาคลี่ออกอย่างระมัดระวัง เธอนั่งลงข้างโทรศัพท์แล้วอ่านหมายเลขให้ซูลั่วอิงกด
ซูลั่วอิงได้ยินเสียงของซินเยวี่ยสั่นเล็กน้อยจึงหัวเราะคิกคัก “ดูเธอสิ ตื่นเต้นขนาดนี้ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไม่เห็นเป็แบบนี้เลย”
ซินเยวี่ยยิ้มเขินอาย
โทรศัพท์ติดอย่างรวดเร็วซินเยวี่ยรับหูโทรศัพท์มาจากซูลั่วอิง เธอพบว่าฝ่ามือของเธอเริ่มชื้นเหงื่อ
ขณะนั้นเอง ในกองร้อยหนึ่งซึ่งสังกัดกองทัพผู้กองหานิหย่วนกำลังดูการฝึกของทหารร่วมกับครูฝึกโจวเจี้ยนเย่
ภายใต้แสงแดดสดใสหานิหย่วนยืนตัวตรงสง่าผ่าเผยในชุดสีเขียวมะกอกดวงตาคมกริบสำรวจทหารทุกคนอย่างละเอียดถี่ถ้วน คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย
แสงสีทองอาบไล้ร่างทำให้เขายิ่งดูองอาจน่าเกรงขาม ราวกับแม่ทัพผู้บัญชาการทหารนับล้าน
ชายที่สวมเครื่องแบบทหารนั้นดูดีเป็ทุนเดิมอยู่แล้วแต่เมื่อเครื่องแบบนี้อยู่บนร่างของหานิหย่วน กลับดูสง่างามเป็พิเศษ
เครื่องแบบทหารทำให้หานิหย่วนดูภูมิฐานสง่างามและหล่อเหลาเป็พิเศษ
ในเวลานั้นเอง ทหารนายหนึ่งวิ่งมาจากที่ไกลแล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าหานิหย่วน แล้วพูดด้วยความเคารพว่า“ผู้กองหานครับ มีโทรศัพท์ถึงท่าน”
ยังไม่ทันที่หานิหย่วนจะได้ตอบอะไรโจวเจี้ยนเย่ที่อยู่ข้างๆ ก็ตบไหล่เขาเบาๆ “ไปรับโทรศัพท์เถอะที่นี่มีฉันอยู่”
หานิหย่วนพยักหน้าให้โจวเจี้ยนเย่เล็กน้อยแล้วเดินไปรับโทรศัพท์
หานิหย่วนรีบไปถึงที่รับโทรศัพท์เขายกหูโทรศัพท์ขึ้นจากโต๊ะ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มมีเสน่ห์ว่า“สวัสดี ใครครับ?”
น้ำเสียงของหานิหย่วนไพเราะจับใจนั่นคือสิ่งที่ซินเยวี่ยมั่นใจ
เมื่อได้ยินเสียงอันแสนคุ้นเคยดังมาจากหูโทรศัพท์หัวใจของซินเยวี่ยก็สั่นระรัว น้ำตาแทบจะไหล เธอพยายามควบคุมตัวเองอย่างมากแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสงบที่สุดว่า “พี่ิหย่วน ฉันเองซินเยวี่ย”
เมื่อหานิหย่วนได้ยินเสียงที่ดังมาจากปลายสายเป็เสียงของคนที่เขาคิดถึงตลอดเวลา เขาก็คิดว่าตัวเองกำลังฝันไป“ซินเยวี่ย เธอจริงๆ เหรอ?”
ด้วยความดีใจอย่างท่วมท้นน้ำเสียงของหานิหย่วนจึงสั่นเล็กน้อย
ชายผู้ไม่เคยแสดงอารมณ์ดีใจหรือเสียใจกลับตกอยู่ในสภาวะอ่อนไหวอย่างที่สุด
“พี่ิหย่วน ที่กองทัพพี่สบายดีไหม?”เสียงหวานนุ่มละมุนละไมของซินเยวี่ยดังขึ้นอีกครั้งหานิหย่วนแน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน ซินเยวี่ยโทรศัพท์มาหาเขาจริงๆ
เขารีบตั้งสติแล้วตอบซินเยวี่ย“พี่สบายดี สบายดี ซินเยวี่ย พี่กำลังจะเขียนจดหมายถึงเธอพอดีแต่่นี้ภารกิจเยอะ ไม่มีเวลาเลย”
ซินเยวี่ยเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะค่อยๆพูดอีกครั้ง “พี่ิหย่วนเมื่อไม่กี่วันก่อนฉันฝันถึงพี่ ฝันว่าพี่ได้เป็ผู้พันแล้วพี่ก็แต่งงานกับลูกสาวของผู้บัญชาการ”
มีเพียงซินเยวี่ยเท่านั้นที่รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝันแต่มันคือชาติก่อนของหานิหย่วน
เมื่อได้ยินคำพูดของซินเยวี่ยหานิหย่วนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างจริงใจ “ทำไมเธอถึงฝันแบบนั้นล่ะพี่รู้ว่าเธอรังเกียจว่าพี่โง่ ไม่อยากคบกับพี่ แต่พี่...”
จริงๆแล้วหานิหย่วนอยากจะสารภาพรักกับซินเยวี่ยทางโทรศัพท์ แต่สุดท้ายเขาก็พูดไม่ออก
เขาเป็คนที่ไม่ถนัดในการแสดงออกด้วยคำพูด
ซินเยวี่ยพูดอย่างอ่อนโยน“พี่ิหย่วน ถ้าพี่ไม่เปลี่ยนใจ ปีนี้ก็กลับมาสักครั้งเถอะ หลายๆเื่พูดทางโทรศัพท์ไม่สะดวก อีกสองสามวันฉันจะเขียนจดหมายไปหาพี่นะ”
“ดีๆๆ พี่จะกลับบ้าน่วันชาติ ซินเยวี่ยเธอรอพี่นะ” หานิหย่วนไม่รู้ว่าทำไมซินเยวี่ยถึงเปลี่ยนจากท่าทีที่เหมือนจะรักเหมือนจะไม่รักมาเป็ความกระตือรือร้นในวันนี้ เขาไม่อยากคิดมาก เขาแค่รักคนคนนี้หวังว่าจะได้เธอมาในทันที แม้ว่ามันจะเป็การหลอกลวง เขาก็ยินดี
หลังจากวางสายหานิหย่วนก็เดินออกไปด้วยความรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง
แต่ทันทีที่เดินออกจากห้องเขาก็พบกับหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาสะสวย
“คุณคะ คุณรู้จักโจวเจี้ยนเย่ครูฝึกของกองร้อยที่สามไหมคะ?” น้ำเสียงของหญิงสาวนั้นนุ่มนวลและชัดเจนใสกระจ่าง ราวกับนกไนติงเกลที่ขับขานบนกิ่งไม้ในฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อหานิหย่วนได้ยินว่าเธอมาหาโจวเจี้ยนเย่เขาก็บอกอย่างรวดเร็วว่า “คุณมาหาเขาเหรองั้นตามผมมาสิ”
หญิงสาวลังเลเล็กน้อยก่อนจะเดินตามหานิหย่วนไป ตลอดทางทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกัน
แต่หญิงสาวก็สังเกตชายหนุ่มที่อยู่ห่างจากเธอไปเพียงก้าวเดียวอย่างเงียบๆ
แม้จะเป็เพียงด้านหลัง แต่รูปร่างสูงสง่าท่าเดินที่สง่างาม และรัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้เธออดไม่ได้ที่จะมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในไม่ช้าหานิหย่วนก็นำหญิงสาวมาถึงกองร้อยที่สาม