เมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์!

    เล่มที่ 4 บทที่ 93 นี่ฉันกำลังจะเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางสายบู๊อย่างไม่หวนคืนแล้วหรือนี่!

            “ผมมั่นใจมากครับ!”

            ในห้องทำงานเมื่อได้ยินคำพูดของหลินเฟิง หวังเฉินก็ยืนตัวตรงดวงตาเปล่งประกายด้วยจิตสังหารอันร้อนแรง

            “ดีมาก” เมื่อได้ยินดังนั้นหลินเฟิงก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

            “แค่มีความมั่นใจก็พอแล้ว จากนี้ไปอีกหนึ่งเดือนก็อย่าได้ย่อหย่อน”

            “เพราะการขยายจำนวนนักศึกษาในปีนี้ทำให้รูปแบบการแข่งขันชิงแชมป์นักศึกษาใหม่ทั่วประเทศเปลี่ยนไปจำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมจะมากขึ้น และการแข่งขันก็จะยิ่งดุเดือดยิ่งขึ้น”

            “ครับ” หวังเฉินพยักหน้า แล้วเผยสีหน้าสงสัยเล็กน้อย“อาจารย์ครับ การขยายจำนวนนักศึกษาของแต่ละมหาวิทยาลัยในปีนี้มีเบื้องหลังอะไรหรือเปล่าครับ?”

            ตั้งแต่มีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาจำนวนการรับนักศึกษาของแต่ละมหาวิทยาลัยมักจะคงที่เสมอการขยายจำนวนนักศึกษาเช่นนี้ตลอดหกร้อยปีที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งมีปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

            ตอนนี้บนอินเทอร์เน็ตชาวเน็ตหลายคนต่างก็คาดเดาว่าการขยายจำนวนนักศึกษาในครั้งนี้เป็นลางบอกเหตุถึงสงครามที่กำลังจะมาถึง

            เพราะครั้งสุดท้ายที่มีการขยายจำนวนนักศึกษาคือเมื่อหนึ่งร้อยห้าสิบปีก่อนในปีนั้นเผ่าพันธุ์โลหิต หนึ่งในหนึ่งร้อยอันดับแรกของบรรดาสารพัดเผ่าพันธุ์ได้นำเผ่าพันธุ์บริวารของตนประกาศสงครามกับดาวเคราะห์สีน้ำเงินในสมรภูมิสวรรค์

            สงครามอันดุเดือดดำเนินไปเป็นเวลาสิบปีดาวเคราะห์สีน้ำเงินต้องสูญเสียนักเปลี่ยนอาชีพหลายสิบล้านคนก่อนที่จะสามารถขับไล่เผ่าพันธุ์โลหิตและเผ่าพันธุ์บริวารของพวกมันไปได้

            และก็เป็นเพราะสงครามครั้งนี้ที่ทำให้ดาวเคราะห์สีน้ำเงินได้ก้าวขึ้นสู่หนึ่งในร้อยอันดับแรกของบรรดาสารพัดเผ่าพันธุ์เป็นครั้งแรกและนำมาซึ่งความสงบสุขตลอดหนึ่งร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้

            การขยายจำนวนนักศึกษาในครั้งนี้จะเป็นลางบอกเหตุของการก่อสงครามครั้งใหญ่อีกครั้งจริงๆ หรือ?

            “อืม” เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเฉินหลินเฟิงก็พยักหน้า “ช่วงสองสามปีมานี้สถานการณ์ในสมรภูมิสวรรค์ค่อนข้างจะไม่สงบนัก”

            เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของหวังเฉินก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา

            คำพูดของอาจารย์ยืนยันสิ่งที่เขาคาดเดาไว้ทำให้เขารู้สึกหนักอึ้งในใจ

            ไม่ว่าจะเป็นโลกไหนสงครามก็ล้วนโหดร้าย และจะพรากชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน ทำลายครอบครัวมากมาย

            แม้เขาจะไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาแห่งสงครามแต่สิ่งที่เรียนรู้จากหนังสือและตำราเรียนก็มากพอที่จะทำให้หวังเฉินรู้สึกตกใจ

            “เอาล่ะ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เด็กอย่างนายควรใส่ใจหรอก”

            เมื่อเห็นสีหน้าหนักอึ้งของหวังเฉินหลินเฟิงก็หัวเราะพร้อมกล่าวว่า

            “ตอนนี้มันก็แค่การเตรียมพร้อมล่วงหน้าเท่านั้นแถมสถานการณ์ก็ไม่เหมือนเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเปลวเพลิงสงครามจะไม่ลุกไหม้มาถึงบ้านเราหรอก”

            หา?

            เมื่อได้ยินดังนั้นรูม่านตาของเขาก็หดลง

            เปลวเพลิงสงครามจะไม่ลุกไหม้มาถึงบ้านเรา?

            หมายความว่าจะเป็นสงครามภายนอกหรือ?

            ในบรรดาสารพัดเผ่าพันธุ์มีเผ่าพันธุ์จำนวนไม่น้อยที่เป็นศัตรูกับมนุษย์ดาวเคราะห์สีน้ำเงินไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเป็นเผ่าพันธุ์ใดที่จะประกาศสงครามกับดาวเคราะห์สีน้ำเงิน?

            หวังเฉินครุ่นคิดในใจดวงตาของเขาก็มองอาจารย์อย่างพินิจพิจารณา

            อย่างไรก็ตามหลินเฟิงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก “เรื่องเหล่านี้ยังห่างไกลจากนายเกินไปการรู้มากไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับนาย”

            “ช่วงเวลาต่อจากนี้ นายก็จงทุ่มเทเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเองเถอะ”

            “เพราะการแข่งขันชิงแชมป์นักศึกษาใหม่ทั่วประเทศคือเป้าหมายเร่งด่วนที่สุดของนายในตอนนี้”

            “นี่คือทักษะระดับ A สามเล่มที่ฉันช่วยนายคัดเลือกจากคลังสมบัติของมหาวิทยาลัยนายเอากลับไปทำความเข้าใจให้ดี”

            “รับทราบครับอาจารย์” หวังเฉินรับคัมภีร์ทักษะมาแล้วพยักหน้า

            จริงอย่างที่หลินเฟิงว่าสงครามในสมรภูมิสวรรค์นั้นห่างไกลจากเขามาก

            ในสงครามที่มีความรุนแรงระดับนั้นนักเปลี่ยนอาชีพระดับเปลี่ยนอาชีพขั้นสี่ก็เป็นเพียงทหารตัวเล็กๆ เท่านั้น

            กำลังรบหลักที่แท้จริงคือผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนอาชีพขั้นเจ็ดขั้นแปด หรือแม้แต่ขั้นเก้า

            เขาในตอนนี้เป็นแค่มือใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนอาชีพขั้นสองการใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้มันยังห่างไกลเกินไปจริงๆ

            หลังจากนั้น

            เมื่อเห็นว่าอาจารย์ไม่มีสิ่งใดจะสั่งสอนอีกหวังเฉินก็รีบกล่าวลาอย่างรู้กาลเทศะ

            เพราะในฐานะหัวหน้าสำนักวิชาของมหาวิทยาลัยเหยียนหลงหลินเฟิงมีงานต้องจัดการมากมายจนน่าตกใจดูจากเอกสารที่กองพะเนินบนโต๊ะทำงานก็รู้ว่าปริมาณงานในแต่ละวันของเขามีมากเพียงใด

            หากไม่ใช่เพราะผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนอาชีพขั้นแปดมีร่างกายที่อยู่เหนือมนุษย์งานขนาดนี้คงเหนื่อยจนตายไปแล้ว

            เมื่อกลับมาถึงหอพัก

            หวังเฉินก็วางคัมภีร์ทักษะสามเล่มที่อาจารย์คัดเลือกไว้บนโต๊ะ

            [ผ่าจันทรา (ระดับ A): ใช้พลังเวทฟันดาบออกไปเป็นคมดาบอันแหลมคมมีผลพิเศษในการลดเกราะ สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่ศัตรู]

            [ย่างก้าวสายฟ้า (ระดับ A): เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่50% ขณะใช้ร่างกายจะถูกห่อหุ้มด้วยแสงเรืองรองเพื่อหลอกลวงการมองเห็นของศัตรู]

            [โจมตีสะสมพลัง (ระดับ A): หลังจากสะสมพลังชั่วครู่จะปลดปล่อยพลังโจมตีที่ทรงพลังยิ่งขึ้น]

            …

            เมื่อเห็นทักษะทั้งสามนี้หวังเฉินก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและยิ้มอย่างขมขื่น

            “อาจารย์นี่หมายความว่าผมจะต้องเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางสายบู๊อย่างไม่อาจหวนคืนแล้วหรือนี่?”

            ทักษะทั้งสามล้วนเป็นทักษะสำหรับอาชีพสายโจมตีระยะประชิดความตั้งใจของหลินเฟิงชัดเจนมากนั่นคือการให้หวังเฉินพัฒนาไปในแนวทางของสายการโจมตีระยะประชิด

            ท้ายที่สุดแล้วสัตว์อสูรสองตนที่หวังเฉินทำพันธสัญญาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพญามังกรเหมันต์ปิงชิงหรือจิ้งจอกเก้าหางเทวะซูซู ในสายตาของคนภายนอกต่างก็มีพลังเวทที่ทรงพลังมากและมีพลังโจมตีระยะไกลที่แข็งแกร่ง

            การเตรียมตัวของหลินเฟิงเช่นนี้ตั้งใจจะเติมเต็มช่องว่างของหวังเฉินในปัจจุบันเพื่อให้เขามีความสามารถในการป้องกันตัวเองที่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อเจอการโจมตีระยะประชิดจากศัตรู

            ต้องบอกว่า…

            การเตรียมการของอาจารย์ตรงกับใจหวังเฉินเป็นอย่างมาก

            เมื่อเทียบกับการยืนอยู่ด้านหลังสัตว์อสูรแล้วใช้ทักษะเขาชอบที่จะพุ่งเข้าไปข้างหน้าและต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับสัตว์อสูรมากกว่า

            “อาจารย์รู้ใจผมจริงๆ!”

            หวังเฉินส่ายหน้ายิ้มเล็กน้อยแล้วเลือกที่จะเรียนรู้คัมภีร์ทักษะทั้งสามเล่มทันที

            ในพริบตาแสงเรืองรองสามสายก็จมหายไปในร่างกายของเขา ความรู้ลึกซึ้งก็เริ่มถูกเขารับรู้

            [ชื่อ: หวังเฉิน]

            [อาชีพ: ผู้ฝึกสัตว์อสูรยักษ์]

            [เลเวล: 40]

            [พรสวรรค์: ดวงใจแห่งสรรพสัตว์ (SSS), หลอมรวมสัตว์อสูร(เทพ)]

            [ทักษะ: ศาสตร์ควบคุมอสูร (S), ศาสตร์ฟื้นฟูสัตว์อสูร(B), ศาสตร์วิเคราะห์สายเลือด (เทพ), พันธสัญญาอัญเชิญ(B), คมดาบพริบตา (D), วิชาลมวายุคลั่ง(C), คลุ้มคลั่งกระหายเลือด (B), ศาสตร์เสริมพลังสัตว์อสูร(B), ผ่าจันทรา (A), ย่างก้าวสายฟ้า (A),โจมตีสะสมพลัง (A)]

            [พลัง: 740+630 แต้ม]

            [สติปัญญา: 810+100 แต้ม]

            [พละกำลัง: 740+450 แต้ม]

            [ความว่องไว: 750+5+250 แต้ม]

            [แต้มคุณสมบัติที่ยังไม่ได้จัดสรร: 0 แต้ม]

            [แต้มทักษะที่ยังไม่ได้จัดสรร: 350 แต้ม]

            …

            เมื่อเห็นช่องทักษะใหม่ของตัวเองหวังเฉินครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วนำแต้มทักษะที่ยังไม่ได้จัดสรรไปใส่ในทักษะผ่าจันทราและย่างก้าวสายฟ้า

            ทักษะระดับAมีทั้งหมดสอบเลเวล การอัปเลเวลหนึ่งครั้งต้องใช้แต้มทักษะห้าสิบแต้ม

            เมื่อลงทุนแต้มทักษะสามร้อยห้าสิบแต้มผ่าจันทราและย่างก้าวสายฟ้าก็ถูกอัปเลเวลเป็นเลเวล 5 และเลเวล4 ตามลำดับ

            “แต้มทักษะไม่พอใช้เลยจริงๆ!”

            เมื่อเห็นแต้มทักษะของตัวเองกลายเป็นศูนย์อีกครั้งหวังเฉินก็เกาหัวแกรกๆ

            แค่อัปเลเวลทักษะสองทักษะแต้มทักษะที่สะสมมานานก็หมดลง

            เมื่อเห็นช่องทักษะที่ยังมีทักษะอีกมากมายรอการอัปเลเวลหวังเฉินก็ลูบจมูกและครุ่นคิด

            นอกจากการอัปเลเวลของนักเปลี่ยนอาชีพแล้วเส้นทางในการรับแต้มทักษะก็มีอีกอย่างหนึ่งคือ การเคลียร์ดันเจี้ยนดินแดนลับ

            “ดูท่าแล้ว ช่วงเวลาต่อจากนี้ นอกจากการทำตามแผนการฝึกของอาจารย์แล้วฉันคงจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในดันเจี้ยนดินแดนลับซะแล้ว!”

             

    คล้ายกับเรื่องเมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์! ที่คุณอ่าน