เล่มที่ 1 บทที่ 17 เจตมรรคคือสิ่งใด
หลังจากส่งตงฟางโป๋ไปแล้ว เจียงอวิ๋นก็ยกแหวนบรรจุภัณฑ์ขึ้นมาพินิจด้วยความสงสัยใคร่รู้ส่งพลังปราณเข้าไป ตรงหน้าพลันมีช่องว่างอันเลือนรางซึ่งมีเส้นรอบวงขนาดหนึ่งเมตรปรากฏขึ้นข้างในนั้นมีหนังสือวางอยู่สองเล่ม
“แหวนบรรจุภัณฑ์ถือเป็ศาสตราอาคมปริภูมิในบรรดาศาสตราอาคมเป็สิ่งที่นักพรตทั้งหมดล้วนจำเป็ต้องมีซึ่งศาสตราอาคมมีการแบ่งระดับคุณภาพด้วยเช่นกัน ยิ่งคุณภาพระดับสูงประสิทธิภาพก็ยิ่งสูงตามไปด้วย อย่างแหวนวงนี้ ยังไม่ถือว่าเป็ระดับหนึ่งด้วยซ้ำจึงมีช่องว่างไม่ใหญ่นัก”
เจียงอวิ๋นนึกทบทวนความรู้เกี่ยวกับศาสตราอาคมที่ตงฟางโป๋บอกเขาไว้พลางนำหนังสือสองเล่มออกมาจากแหวนบรรจุภัณฑ์แต่ในตอนที่กำลังจะเปิดอ่านนั้น พลันมีเสียง “กรู่” ดังมาจากในท้อง
เขายิ้มเจื่อนออกมาอย่างอดไม่ได้ แม้จะเป็นักพรตมีพลังปราณแล้ว สามารถลดทอนเวลาท้องหิวลงได้ ทว่าเขาก็ไม่ได้รับประทานอาหารมาสองวันสองคืนแล้วยิ่งรวมกับการที่เขาเปิดเส้นลมปราณออกสามเส้นต่อเนื่องขับสิ่งมลทินออกจากร่างกายไปมากมายเพียงนั้นในที่สุดตอนนี้ท้องเขาก็ส่งเสียงประท้วงแล้ว
เจียงอวิ๋นจึงจำต้องวางหนังสือลงข้างๆ ก่อนชั่วขณะหันไปหยิบขวดหยกแล้วเทโอสถเสบียงกรังเม็ดหนึ่งออกมาแทน
เกี่ยวกับยาโอสถ เจียงอวิ๋นมิเพียงแต่ไม่รู้สึกแปลกตาเท่านั้นแต่ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมานี้ ภายใต้การสั่งสอนชี้แนะของปู่เขาได้หลอมโอสถออกมาแล้วไม่รู้กี่เม็ดต่อกี่เม็ด
ทว่าเขาไม่เคยหลอมโอสถที่สามารถใช้ทดแทนอาหารอย่างโอสถเสบียงกรังเช่นนี้มาก่อนเลยอย่างไรเสียในูเาหนึ่งแสนไพศาลก็ไม่ได้ขาดแคลนอาหาร มีพืชพรรณสัตว์ป่าต่างๆนานาที่สามารถหาจับมาทานได้ดังนั้นยาโอสถที่เขาหลอมจึงมีแต่พวกที่ใช้รักษาอาการาเ็หรือแก้พิษ
ประสบการณ์หลอมยาโอสถหลายปีทำให้เจียงอวิ๋นมีความสนใจในยาโอสถต่างๆ อย่างมากเช่นกันซึ่งโอสถกายามรรคและโอสถดึงปราณที่กลืนลงไปก่อนหน้านี้เพราะสถานการณ์และสภาพแวดล้อมเวลานั้น ทำให้เขาไม่มีเวลาไปสนใจดังนั้นตอนนี้เขาจึงหยิบโอสถเสบียงกรังขึ้นมา แต่มิได้รีบกลืนเข้าไปเขาเริ่มสังเกตดูอย่างละเอียดแทน
เขาอยากรู้ว่าโอสถที่นักพรตใช้รับประทานกันกับโอสถที่เขาหลอมสมัยอยู่ในูเานั้นมีอะไรแตกต่าง
โอสถเสบียงกรังมีขนาดเท่าลูกยิงเถา (เชอร์รี)เท่านั้น มีสีเหลืองอ่อน ผิวนอกมีจุดเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วเมื่อนำมาดมแล้วจะได้กลิ่นหอมจางๆ ด้วยเสี้ยวหนึ่ง
เจียงอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าไป พึมพำออกมาว่า“ใช้ข้าวเ้าเป็วัตถุดิบหลัก ผสมด้วยผลสิบทิวากับน้ำเชื่อมหลิ่วเขียวแล้วหลอมขึ้นมาไม่รู้ว่าผู้ที่หลอมโอสถนั้นหลอมอย่างไร ทว่าทักษะคุมไฟไม่ได้เื่เลยมิฉะนั้นผิวนอกของโอสถคงไม่หยาบกระด้างเพียงนี้แน่นอนว่าผลลัพธ์ของโอสถก็ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก!”
แม้เจียงอวิ๋นจะพูดเหมือนง่าย ทว่าหากนักพรตคนอื่นๆได้ยินเข้าละก็ โดยเฉพาะโอสถจารย์ จะต้องตื่นใอย่างมิอาจบรรยายได้เป็แน่
ต้องรู้ว่าการหลอมโอสถนอกจากจะต้องใช้วัตถุดิบแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีตำรับโอสถด้วย หรือก็คือสูตรผสมวัตถุดิบต่างๆเพื่อหลอมโอสถชนิดใดชนิดหนึ่งนั่นเอง
ตำรับโอสถ สำหรับโอสถจารย์แล้วมันคือสิ่งที่ล้ำค่าประหนึ่งสมบัติเลยทีเดียวอย่างไรเสียตำรับยาแต่ละตำรับล้วนต้องผ่านความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนจึงจะสามารถสรุปผลออกมาเป็ตำรับยาหนึ่งๆได้ ไม่มีทางเปิดเผยให้ผู้อื่นเห็นง่ายๆ เด็ดขาด
แต่กระนั้นเอง เจียงอวิ๋นกลับพึ่งพาเพียงการดมกลิ่นก็สามารถวิเคราะห์วัตถุดิบของโอสถเสบียงกรังนี้ได้แล้วแม้จะไม่สามารถวิเคราะห์รายละเอียดของตำรับยาออกมาได้ทว่านี่ก็ถือเป็เื่ที่พบเห็นได้น้อยมาก
เจียงอวิ๋นถึงกับมั่นใจว่าหากมีวัตถุดิบพร้อมละก็ เพียงให้เขาได้ลองทดสอบดูสักหลายครั้งเขาก็น่าจะหลอมโอสถเสบียงกรังออกมาได้แล้วทั้งยังมีสรรพคุณเหนือกว่าต้นแบบในมือเขาเม็ดนี้อย่างมากด้วย!
แต่เจียงอวิ๋นตอนนี้ไม่มีทางไปหลอมโอสถอยู่แล้วดังนั้นหลังจากวิเคราะห์ได้ครู่หนึ่ง เขาก็นำโอสถเสบียงกรังเข้าปากกลืนทันที
กระนั้นเอง ได้มีเื่ประหลาดเกิดขึ้นกะทันหัน!
บนก้อนหินสีดำทรงสามเหลี่ยมที่แขวนไว้บริเวณอกของเขาได้มีแสงเร้นลับสว่างขึ้นอย่างกะทันหัน ต่อจากนั้นก็มีเสียงดัง “แผละ”โอสถที่กำลังจะเข้าไปแตกออกทันที
เหตุการณ์อันคุ้นตานี้ทำให้เจียงอวิ๋นนึกย้อนไปถึงตอนที่กระจกแสวงมรรคะเิออกก่อนหน้านี้และในที่สุดตอนนี้เขาก็แน่ใจแล้วว่าตอนนั้นเขาไม่ได้ตาลายไปจริงๆ
ครั้งนี้เขาเห็นชัดเจนยิ่งกว่าเดิมด้วยว่าตอนที่โอสถเสบียงกรังะเิออกได้มีประกายแสงขนาดเท่าเมล็ดงาจากในโอสถถูกดูดเข้าไปในก้อนหินสีดำ
เมื่อประกายแสงขนาดจิ๋วนั่นหายไปก้อนหินสีดำก็ได้ฟื้นสภาพกลับเป็ดังเดิมในพริบตาราวกับว่าเื่ทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนยกเว้นแต่เศษโอสถเสบียงกรังที่ยังหลงเหลืออยู่ในมือของเจียงอวิ๋น
“เกิดอะไรขึ้น?” เจียงอวิ๋นตะลึงงันจนนิ่งค้างไป ฉงนงุนงงอย่างมากสิ่งเดียวที่สามารถยืนยันได้มีแค่ก้อนหินสีดำ ซึ่งดูเหมือนจะดูดกลืนอะไรบางอย่างในโอสถเสบียงกรังไป
ก้อนหินสีดำเป็สิ่งของเพียงหนึ่งเดียวที่เจียงอวิ๋นพกติดตัวมาจากหมู่บ้านเจียงด้วยเป็ของที่เจียงเยว่โหยวมอบให้เขาก่อนจากมา ทั้งยังเน้นย้ำตลอดเวลาว่ามันคือ“สมบัติ”
บอกตามตรง เจียงอวิ๋นไม่เคยมองมันเป็สมบัติเลยคิดว่านั่นเป็เพียงความเชื่อแบบเด็กๆ ของเจียงเยว่โหยวแต่อย่างไรเสียมันก็เป็ของที่เจียงเยว่โหยวมอบให้ และก็ถือเป็สายสัมพันธ์ระหว่างเขากับหมู่บ้านเจียงเขาจึงสวมไว้บนคออย่างระมัดระวังทุกครั้งที่ได้เห็นมันจะทำให้เขารู้สึกราวกับว่ายังคงอยู่ในหมู่บ้านเจียง
แต่จากที่เห็นตอนนี้ก้อนหินก้อนนี้เหมือนจะเป็สมบัติจริงๆ ด้วย!
“ศิษย์พี่ใหญ่เคยกล่าวไว้ว่าในฟ้าดินนี้เต็มไปด้วยสมบัติลี้ลับพิสดารมากมาย บ้างก็เป็สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นบ้างก็เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่รู้ว่าเ้าก้อนหินนี่มันเป็สมบัติอะไรกันแน่แล้วมีความสามารถอะไรบ้าง?”
สิ่งแรกที่เจียงอวิ๋นนึกได้ก็คือการไปถามตงฟางโป๋ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจจะวิเคราะห์ด้วยตัวเองดูก่อน
อย่างไรเสียหากมันเป็สมบัติจริงๆ ละก็เช่นนั้นก็เป็อย่างที่ตงฟางโป๋กล่าวไว้ มีคนรู้ยิ่งน้อยยิ่งดี
หลังจากใคร่ครวญได้สักพักเจียงอวิ๋นก็นำโอสถเสบียงกรังออกมาจากในขวดอีกเม็ด ค่อยๆ นำไปวางใกล้ๆ ก้อนหินสีดำเหมือนเมื่อครู่ทว่าครั้งนี้ก้อนหินสีดำกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
“ไม่มีปฏิกิริยา? หรือว่าจะทำผิดขั้นตอนไหนไป?”
หลังครุ่นคิดครู่หนึ่งเขาก็ได้ทำท่าทางเลียนแบบตอนหยิบเม็ดแรกออกมาทุกประการแม้แต่เวลายังไม่ผิดไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย ทว่าก้อนหินก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เช่นเดิม
“หรือว่าโอสถสองเม็ดนี้จะมีอะไรแตกต่างกัน?” เจียงอวิ๋นส่ายหน้าอย่างงุนงงสังเกตดูโอสถเสบียงกรังในมืออย่างละเอียด “น่าจะไม่ใช่เหมือนกันส่วนผสมของพวกมันเหมือนกันหมดเลย
ต่อจากนั้นเจียงอวิ๋นก็ได้นำโอสถที่เหลืออยู่ทั้งหมดเทออกมา ลองทดสอบดูทีละเม็ด แต่ก้อนหินก็ยังไร้ปฏิกิริยาใดๆเช่นเคย
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดถึงมีเพียงโอสถเสบียงกรังเมื่อครู่นี้กับกระจกแสวงมรรคก่อนหน้านี้ที่เข้าใกล้ก้อนหินนี่แล้วะเิ?”
“กระจก แสวง มรรค!”
หลังจากทวนสามคำนี้ซ้ำในหัวเจียงอวิ๋นพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เซียวอี้ซูนั่นเคยบอกว่าภายในกระจกแสวงมรรคมีเจตมรรคแฝงอยู่จึงสามารถตัดสินได้ว่าในอนาคตมีโอกาสสร้างิญญามรรคได้หรือไม่
“เจตมรรค!” เจียงอวิ๋นตาเป็ประกาย“ตอนที่โอสถเสบียงกรังกับกระจกแสวงมรรคะเิออกเ้าก้อนหินเหมือนจะดูดอะไรบางอย่างออกมาด้วย หรือว่านั่นจะเป็เจตมรรค?”
“แต่เจตมรรคคืออะไรอีกล่ะ?”
วินาทีต่อมา เจียงอวิ๋นพลันลุกขึ้นยืนเก็บของทั้งหมดให้เรียบร้อย จากนั้นก็กลืนโอสถเสบียงกรังเข้าไปหนึ่งเม็ดก่อนจะออกจากเรือนเล็กของตนไปหาตงฟางโป๋ทันที
“เจตมรรค?”
เมื่อได้ยินคำถามของเจียงอวิ๋นตงฟางโป๋ก็ตาเป็ประกายอย่างอดไม่ได้อีกครั้ง ถูสองมืออย่างตื่นเต้นไม่หยุด“น้องเจียง หากทุกคนล้วนช่างสังเกตช่างตั้งคำถามทั้งยังใฝ่เรียนรู้เช่นเ้าละก็คงจะดีไม่น้อยเลย มามามา รีบนั่งลง ข้าจะบรรยายให้เ้าฟังอย่างละเอียดเองว่าสิ่งใดคือเจตมรรค!”
แม้ว่าเจียงอวิ๋นจะรู้สึกชาหนังศีรษะเล็กน้อยแต่เพื่อให้ได้รู้ว่าเจตมรรคคือสิ่งใด เขาก็จำใจต้องนั่งลงอย่างเชื่อฟัง
“เจตมรรค กล่าวอย่างง่ายก็คือเจตนารมณ์แห่งมรรคอันที่จริงมันเป็สิ่งที่ว่างเปล่าเลื่อนลอย มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้”
“ทว่าหากกล่าวอย่างละเอียดแล้ว เจตมรรคนั้นเป็สิ่งที่ค่อนข้างลึกลับซับซ้อนเลยทีเดียว! มหามรรคพันหมื่นประการ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีมรรคแฝงซ่อนเช่นนั้นเจตมรรคก็ย่อมมีหลากหลายนานัปการเช่นกันอย่างในวิถีกระบี่มีเจตแห่งวิถีกระบี่ วิถีศาสตรามีเจตแห่งวิถีศาสตรา”
“โดยทั่วไปเจตมรรคอาจจะซ่อนอยู่ได้ในทุกสรรพสิ่งแต่เทียบกันแล้ว วัตถุที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญมรรค โอกาสที่จะมีเจตมรรคซ่อนอยู่จะค่อนข้างสูงกว่าเช่นกระจกแสวงมรรคตอนที่เ้าทดสอบิญญามรรคก่อนหน้านี้ภายในนั้นก็มีเจตมรรคบางอย่างซ่อนอยู่ทำให้รับรู้ได้ว่าในอนาคตเ้ามีโอกาสสร้างิญญามรรคได้หรือไม่”