เส้นทางสู่รักต้องห้าม
หลังจากที่จ้าวเฟิงซึ่งเป็ผู้คุมเหมืองได้นำชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาพบจื่อหลันหก็ตกลงที่จะติดตามพวกเขาไปยังเมืองที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติจากปีศาจงู
รถม้าที่เทียมด้วยม้าถูกเตรียมพร้อมอย่างเร่งรีบ จื่อหลันนั่งอย่างสงบอยู่ในรถม้า ขณะที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินตาม และบางส่วนก็ขึ้นไปนั่งด้านหน้าเพื่อนำทางตลอดการเดินทางหลายวันไปยังเมืองหลินอัน ซึ่งเป็ที่ตั้งของวัดที่บัณฑิตหนุ่มหลบภัย ชาวบ้านต่างก็เล่าเื่ราวที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวและต้องพลัดถิ่น
“ท่านเซียนหญิงเื่นี้เริ่มจากความรักขอรับ” ชายชราคนหนึ่งเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย“มีบัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งนามว่า สวี่เซียน เขาเป็คนดีและทำงานอยู่ที่ร้านขายยาแห่งหนึ่งในเมืองวันหนึ่งเขาได้ออกไปเก็บสมุนไพรบนูเา แล้วเขาก็ได้พบกับสตรีผู้เลอโฉมนางหนึ่งนามว่า ไป๋ซู่เจิน”
“ทั้งสองตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็วและได้แต่งงานกันในเวลาไม่นานนัก พวกเขารักใคร่กลมเกลียวกันมาก ถึงขนาดเปิดร้านขายยาของตนเองขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้คนในเมือง”
เมื่อได้ยินชื่อ ไป๋ซู่เจินและสวี่เซียน จื่อหลันที่นั่งฟังอยู่ในรถม้าก็แอบมองบนด้วยสีหน้าหน่ายๆ และคิดในใจว่า “ไม่ผิดจากที่ฉันคิดจริง ๆ นี่มันตำนานรักนางพญางูขาวชัด ๆ เป็พล็อตเื่ที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกยุคทุกสมัย แต่ก็เป็พล็อตที่ต้องพึ่งพาศิลปะการเจรจามากกว่าการต่อสู้ด้วยกำลังในการแก้ไขปัญหา”
ชาวบ้านเล่าต่อโดยที่ไม่ได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาเมื่อครู่ของจื่อหลันเลย
“ทุกอย่างดูเหมือนจะดี จนกระทั่งบัณฑิตสวี่เซียนได้รู้ความจริงที่น่าใ ว่าภรรยาผู้เป็ที่รักของเขา คือ ปีศาจงูขาวที่บำเพ็ญตบะมานานนับพันปี ด้วยความใและยังทำใจรับความจริงไม่ได้ สวี่เซียนจึงหลบหนีไปและไปขอความคุ้มครองจากวัดที่อยู่บนเขา บัดนี้เขาอยู่ในความดูแลของไต้ซือฝาไห่”
“แต่ปีศาจงูขาวไม่ได้มาพาสวี่เซียนกลับไปด้วยตัวของนางเพียงคนเดียว นางมาพร้อมกับน้องสาวผู้ดุดันของนาง นั่นคือ ปีศาจงูเขียวที่โผล่มาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในเมือง ปีศาจงูเขียวพยายามบุกเข้าไปในวัด และบังคับให้ไต้ซือฝาไห่คืนตัวสวี่เซียนให้กับพี่สาวของนาง พวกเราที่เป็ชาวบ้านธรรมดาจึงไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ ต้องไปอาศัยอยู่ที่วัดเพื่อความปลอดภัยและส่งคนออกมาตามหาผู้ที่จะมาช่วยปราบปีศาจทั้งสองตนนี้”
จื่อหลันฟังจบก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ยถามประเด็นสำคัญที่เธอสงสัย
“ถ้าไต้ซือฝาไห่สามารถคุ้มครองชาวบ้านกับสวี่เซียนจากปีศาจสองตนที่มีอำนาจถึงขนาดนั้นได้ แล้วทำไมไต้ซือฝาไห่ถึงไม่จัดการปีศาจสองตนนั้นเสียเล่า อาศัยพลังของวัดที่เป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ช่วยก็ยังจัดการไม่ได้หรือ”
ชาวบ้านตอบด้วยสีหน้าจนใจ“โอย ท่านเซียนหญิง ท่านไม่รู้หรือ ปีศาจงูขาวตนนี้มีตบะสูงส่งนักขอรับ นางบำเพ็ญมานานนับพันปีจนอยู่ในระดับที่ใกล้จะบรรลุเป็เซียนแล้ว แม้แต่ไต้ซือฝาไห่เองก็ยังต้องระมัดระวัง ยิ่งนางมาพร้อมกับปีศาจงูเขียวอีกตน ไต้ซือฝาไห่ทำได้เพียงแค่ป้องกันไม่ให้ปีศาจทั้งสองบุกรุกเข้ามาในเขตวัดก็เต็มกำลังแล้วขอรับ หากต้องต่อสู้เต็มรูปแบบ แม้แต่พวกเราคงไม่รอดหรอกขอรับ”
จื่อหลันพยักหน้ารับฟังข้อมูลนี้ ข้อมูลเื่ตบะของไป๋ซู่เจินเป็สิ่งสำคัญมาก นี่เป็การยืนยันว่าการใช้กำลังอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
จื่อหลัน (คิดในใจ)“สวี่เซียนกับไป๋ซู่เจินมีชะตาที่ผูกพันกันอยู่ลึกซึ้งมากตามตำนาน หากฉันใช้กำลังแยกพวกเขาออกจากกัน ฉันอาจจะได้รับแต้มบุญจากการปราบปีศาจ แต่ก็อาจจะได้รับบาปกรรมจากการทำลายชะตาที่ถูกลิขิตไว้ด้วยผลกรรมในอดีต ทางที่ดีที่สุดคือการทำให้พวกเขาได้ครองรักกันจนมีบุตร จากนั้นมอบอมิตายุสสูตร ช่วยให้ทั้งสองคนบำเพ็ญด้วยกันจนเป็เซียน เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันในฐานะเซียนกับเซียน ซึ่งจะข้ามกฎที่ว่า‘ปีศาจกับมนุษย์อยู่ร่วมกันไม่ได้’ ไปได้ นี่คือทางออกที่สันติและให้แต้มบุญสูงสุด”
ระหว่างการเดินทางหลายวัน จื่อหลันไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เธอได้ให้ชาวบ้านที่ร่วมเดินทาง สวดมหากรุณาธารณีสูตรทุกวัน เธอเริ่มต้นด้วยการนำสวดและค่อย ๆสอนให้ชาวบ้านสามารถจดจำและท่องบทสวดนี้ได้ด้วยตนเองอย่างช้า ๆ
“เมื่อใดที่พวกท่านเผชิญกับอันตรายจากสัตว์ร้ายหรือปีศาจ จงตั้งสติและสวดบทนี้ให้ขึ้นใจ มันจะช่วยปกป้องพวกท่านได้”จื่อหลันแนะนำด้วยสีหน้าจริงจัง
ชาวบ้านพากันมองหน้ากันด้วยความไม่แน่ใจนัก“แค่บทสวดจะปกป้องพวกเราได้อย่างไรกัน ท่านเซียนหญิง”พวกเขาไม่เชื่อว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำจะเทียบเท่ากับคาถาอาคมอันทรงพลัง
การเผชิญหน้ากับเสี่ยวชิง
กร๊อก
ทันใดนั้นรถม้าที่กำลังวิ่งอยู่บนทางลูกรังก็หยุดชะงักลงอย่างกะทันหันจนเกิดเสียงดัง ม้าที่เทียมรถมีท่าทางตื่นกลัวอย่างชัดเจน มันส่งเสียงร้องและพยายามจะถอยหลังหนี
จื่อหลันมองออกไปนอกรถม้า เธอเห็นสตรีในชุดสีเขียวยืนขวางทางอยู่ สตรีผู้นั้นมีใบหน้าสวยคมแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความดุดันและไอมารที่พวยพุ่งออกมาจากร่างกายบ่งบอกถึงการเป็ปีศาจระดับสูง ชาวบ้านที่เห็นสตรีผู้นั้นก็แสดงท่าทางหวาดกลัวจนตัวสั่น พวกเขารู้ทันทีว่านี่คือ เสี่ยวชิง ซึ่งเป็ปีศาจงูเขียวที่อาละวาดอยู่ที่เมืองของพวกเขา
สตรีในชุดเขียวก้าวออกมาหนึ่งก้าว ดวงตาของนางจ้องมองมาที่จื่อหลันด้วยความมุ่งร้าย
“ข้าคือปีศาจงูเขียวนามว่าเสี่ยวชิง ข้ามาที่นี่เพื่อกำจัดพวกเ้าทุกคนที่คิดจะไปช่วยเฒ่าหัวโล้นฝาไห่สู้กับพี่สาวของข้า”เสี่ยวชิงกล่าวเสียงเย็น
จื่อหลันก้าวเดินลงจากรถม้าอย่างสงบ เธอไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ใบหน้าของเธอนิ่งสงบราวกับน้ำในสระที่ไร้คลื่น
เสี่ยวชิงไม่รอช้า เมื่อเห็นท่าทางสงบของจื่อหลันก็ยิ่งโกรธเกรี้ยว นางะโใส่จื่อหลันแล้วแปลงร่าง กลายเป็งูเขียวตัวใหญ่ที่มีขนาดมหึมา ลำตัวของมันใหญ่เท่าต้นไม้และยาวหลายสิบเมตร มันพุ่งเข้าโจมตีจื่อหลันอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่ไม่ธรรมดา
วูบ
จื่อหลันไม่ได้หลบหนี เธอเพียงแต่ส่งโคมวิเศษในมือออกไป
โคมเป่าเหลียนเติงที่ได้มีพลังจากเปลวไฟศักดิสิทธิ์ได้ส่องแสงสีรุ้งออกมาราวกับดอกบัววิเศษที่บานสะพรั่งอยู่กลางอากาศ
ปัง
เสี่ยวชิงในร่างงูั์ปะทะเข้ากับโคมเป่าเหลียนเติงอย่างจัง แม้นางจะมีตบะนับพันปีก็มิอาจต้านทานพลังของโคมวิเศษนี้ได้ ร่างของเสี่ยวชิงถูกกระแทกจนกระเด็นออกไป กระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างทางจนลำต้นหักโค่นหลายต้น
ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์จากโคมได้เผาไหม้ตามลำตัวของเสี่ยวชิง ไม่ว่านางจะใช้พลังปีศาจของตนมากเท่าใดก็ไม่สามารถดับไฟนี้ได้ ไอมารของนางถูกชำระล้างอย่างรวดเร็วจนเปลวไฟลามไปถึงจุดสำคัญของร่างกาย
เสี่ยวชิงกรีดร้องออกมาด้วยความเ็ปอย่างแสนสาหัส นางพยายามกลับคืนร่างเป็มนุษย์และพยายามดับไฟบนตัวด้วยความทุรนทุราย
จื่อหลันเดินเข้าไปใกล้เสี่ยวชิงอย่างช้าๆ ขณะที่เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ยังคงเผาผลาญไอมารของนาง
“ตอนนี้เราคุยกันดีๆ ได้หรือยัง แม่นางเสี่ยวชิง”จื่อหลันถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
เสี่ยวชิงที่ทั้งเ็ปและทรมานจนแทบขาดใจรู้ดีว่านางไม่สามารถต่อสู้กับสตรีตรงหน้าได้ นางจึงได้แต่ยอมแพ้ และนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นดิน
ชาวบ้านมองดูการต่อสู้ที่จบลงอย่างรวดเร็วด้วยความตกตะลึงก็ส่งเสียงเฮลั่น พวกเขาต่างตื่นเต้นดีใจที่เซียนหญิงที่พวกเขาเชิญมาสามารถปราบปีศาจงูเขียวที่น่าสะพรึงกลัวลงได้
หลังจากที่เปลวไฟดับลงและเสี่ยวชิงรักษาาแของตนเองเสร็จแล้ว จื่อหลันก็ได้พูดคุยกับเสี่ยวชิง
“ข้าจะช่วยเป็คนกลางไกล่เกลี่ยเื่ของพี่สาวเ้ากับบัณฑิตสวี่เซียนให้เอง”จื่อหลันกล่าว “พี่สาวเ้าไม่้าทำร้ายใคร เพียงแต่นางรักสามีมาก เพราะอดีตชาติเขาเคยช่วยชีวิตนางตอนยังเป็งูน้อยมาก่อน”
แม้เสี่ยวชิงจะยังคงมีสีหน้าไม่เชื่อนักในความตั้งใจของจื่อหลัน แต่นางก็ไม่สามารถทำอะไรจื่อหลันได้จึงจำใจต้องยอมทำตามคำสั่งของจื่อหลันอย่างเงียบ ๆ
การเจรจากับไต้ซือฝาไห่
เมื่อเดินทางมาถึงวัดจินซานที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง จื่อหลันก็สามารถมองเห็นเจดีย์เหลยเฟิงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลนัก เจดีย์แห่งนี้คือสถานที่ที่ใช้กักขังปีศาจงูขาวตามตำนานในอนาคต
จื่อหลัน (คิดในใจ)“ยังไม่ถึงเวลาที่เจดีย์เหลยเฟิงจะถูกใช้ แต่ที่ตั้งของมันบอกให้รู้ว่าจุดจบของเื่นี้กำลังรออยู่ ฉันจะต้องเปลี่ยนชะตากรรมนี้ให้ได้”
เธอเดินขึ้นูเามาพร้อมกับชาวบ้านและเสี่ยวชิงที่ตามมาอย่างจำยอม จนกระทั่งมาถึงประตูทางเข้าวัดที่นั่นเธอพบกับหลวงจีนชรารูปหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าอย่างสงบนิ่ง แม้จะดูชรา แต่ดวงตาของเขากลับเปี่ยมด้วยพลังที่แข็งแกร่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือ ไต้ซือฝาไห่อย่างแน่นอน
“คารวะไต้ซือฝาไห่”จื่อหลันกล่าวด้วยความเคารพอย่างเหมาะสม “ข้ามาที่นี่เพื่อขอให้ไต้ซือนำบัณฑิตสวี่เซียนออกมา เพื่อที่เราจะได้เจรจาหาทางออกให้กับเื่ราวความรักระหว่างเขากับไป๋ซู่เจิน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ไต้ซือฝาไห่ก็แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
“เหลวไหลสิ้นดี ปีศาจกับมนุษย์จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สวี่เซียนเป็มนุษย์ควรจะอยู่กับมนุษย์ ส่วนปีศาจก็ควรจะถูกกักขังไว้ในที่ที่เหมาะสม”ไต้ซือฝาไห่กล่าวอย่างเด็ดขาด
จื่อหลันยิ้มอย่างใจเย็น“ท่านไต้ซือ ถ้าทั้งสองคนบรรลุเป็เซียนด้วยกันทั้งคู่ พวกเขาก็สามารถอยู่ร่วมกันได้มิใช่หรือ เมื่อนั้นพวกเขาจะเป็เซียนกับเซียน ไม่ใช่ปีศาจกับมนุษย์”
“เป็ความคิดที่เหลวไหลยิ่งนัก”ฝาไห่กล่าวอย่างดูถูก “ปีศาจไม่สามารถเป็เซียนได้ง่าย ๆ พวกมันต้องผ่านการทดสอบจาก์ และฟ้าดิน”
จื่อหลันไม่ปล่อยให้ไต้ซือฝาไห่พูดจบ เธอหลับตาลงอย่างสงบ และใช้ ทิพพจักขุมองเข้าไปในใจกลางของวัด เธอเห็นว่าภายในวัดแห่งนี้มีเพียงป้ายที่เขียนไว้ว่า‘ฟ้าดิน’ เท่านั้น นั่นหมายความว่าไต้ซือฝาไห่และหลวงจีนในโลกใบนี้ถือเอากฎฟ้าดิน (ซึ่งเป็กฎระเบียบของ์ยุคปัจจุบัน) เป็สำคัญ และไม่รู้จักหลักธรรมที่อยู่เหนือกว่านั้น
จื่อหลันรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร เธอจะต้องนำพลังแห่งพุทธธรรมที่สูงกว่ากฎฟ้าดินมาแสดงให้เห็น
เธอตั้งสมาธิและเริ่มสวดอมิตายุสสูตร ด้วยเสียงที่ก้องกังวานแต่เปี่ยมด้วยความเมตตาในขณะที่เธอสวดบทสวดนั้น เธอก็ขับเคลื่อนพลังปราณของตนเองให้พวยพุ่งออกมาจากร่างกาย
ฉับพลัน
ลำแสงสีทองได้ส่องลงมาจากฟากฟ้า พุ่งตรงมาที่จื่อหลัน เื้ัของเธอนั้นได้ปรากฏร่างโปร่งแสงของพระอมิตาพุทธเ้าที่นั่งอยู่บนดอกบัวสีทอง ร่างที่ปรากฏนี้มาพร้อมกับพลังศักดิ์สิทธิ์อันมหาศาลที่มิอาจประมาณได้ พลังแห่งความเมตตาและอายุขัยที่ไม่มีประมาณได้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งบริเวณวัดจินซานจนทำให้ผืนฟ้าและพื้นดินสั่นะเื
พลังของพระพุทธองค์นั้นสูงส่งกว่ากฎฟ้าดินในโลกนี้ที่ไต้ซือฝาไห่ยึดถืออยู่มากนัก มันหนักอึ้งราวกับน้ำหนักของโลกทั้งใบกดทับลงมา ไต้ซือฝาไห่ไม่สามารถยืนต่อไปได้ เขาทรุดตัวลงคุกเข่าราวกับได้พบกับพลังที่แท้จริงของฟ้าดินที่อยู่เหนือกว่าอำนาจของเทพเซียน
การไกล่เกลี่ยที่เปลี่ยนแปลงชะตา
เมื่อเห็นว่าไต้ซือฝาไห่สงบลงแล้วและยอมรับในพลังที่อยู่เหนือกว่าอำนาจของตนเองแล้ว จื่อหลันจึงหยุดสวดและค่อย ๆเริ่มการเจรจาอย่างใจเย็น
“ท่านไต้ซือ บัดนี้ท่านได้เห็นแล้วว่าเมตตาจิต และการบรรลุธรรมนั้นอยู่เหนือกว่ากฎแห่งฟ้าดิน ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็เพียงมายา เป็สิ่งที่เกิดจากการปรุงแต่งขึ้นเป็สมมติบัญญัติ ผู้เห็นแจ้งซึ่งสัจธรรมย่อมมองข้ามสมมติทั้งหลายและอยู่เหนือกฎแห่งฟ้าดินได้”
จื่อหลันขอให้ไต้ซือฝาไห่นำสวี่เซียนออกมา สวี่เซียนที่ปรากฏตัวออกมาในชุดบัณฑิต ใบหน้าดูซีดเซียว เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่มีต่อไป๋ซู่เจิน เขาก็ยืนยันว่ายังคงรักภรรยาของตนอยู่ แม้จะหวาดกลัวในตอนแรกก็ตาม
เมื่อทราบดังนั้น จื่อหลันจึงเสนอทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุด
“ข้าขอเสนอให้สวี่เซียนและไป๋ซู่เจินกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เปิดร้านขายยาเพื่อช่วยเหลือผู้คนต่อไป”จื่อหลันกล่าว “ส่วนท่านไต้ซือ ท่านจงมองด้วยใจเป็ธรรมเถิด ปีศาจที่เลือกจะทำดี และช่วยเหลือผู้คนสมควรได้รับโอกาส”
จื่อหลันหันไปเจรจากับชาวบ้านที่ติดตามเธอมาและอธิบายถึงข้อดีที่ไป๋ซู่เจินมี
“ข้าขอรับรองด้วยชีวิตว่าปีศาจงูขาวและปีศาจงูเขียวจะไม่ทำร้ายมนุษย์อีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใดที่ ไป๋ซู่เจินและเสี่ยวชิงอยู่ในเขตเมืองของพวกท่าน พวกปีศาจหรือิญญาร้ายก็จะไม่กล้าเข้ามาก่อเื่ในเขตนั้นโดยเด็ดขาด พวกท่านก็จะเหมือนมีผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งคุ้มครอง”
ชาวบ้านต่างพากันคิดตามอย่างถี่ถ้วน เมื่อเห็นว่าสตรีผู้ทรงพลังที่สามารถปราบเสี่ยวชิงได้อย่างง่ายดายและเห็นสวี่เซียนยืนยันความรักต่อภรรยาที่เป็ปีศาจ ทั้งภรรยาผู้นี้ก็ยังไม่เคยทำร้ายใครก็ย่อมดีกว่าปีศาจชั่วร้าย พวกเขาจึงตกลงยอมรับข้อเสนอนี้ในที่สุด
ก่อนที่จื่อหลันจะเดินทางกลับ เธอได้มอบอมิตายุสสูตรให้กับไต้ซือฝาไห่ ไป๋ซู่เจิน และสวี่เซียน
“บทสวดนี้คือหนทางสู่การบรรลุธรรมสูงสุด จงสวดและบำเพ็ญตามเถิด ไม่ว่าจะเป็เทพ มนุษย์ หรือปีศาจล้วนสามารถเข้าสู่ดินแดนสุขาวดีพุทธเกษตรได้ ในอนาคตพวกท่านทั้งสองจะสามารถบรรลุเซียน และอยู่ร่วมกันได้ แต่จงรู้ไว้อย่างหนึ่ง ทุกสิ่งนั้นไม่จีรัง ควรมุ่งสู่ความหลุดพ้นคือ นิพพาน จะดีที่สุด”
คัมภีร์อริยสัจสี่และการสถาปนาพุทธศาสนา
จื่อหลันเตรียมตัวเดินทางกลับ ไต้ซือฝาไห่ผู้ซึ่งได้ััพลังของพระอมิตาพุทธเ้า ทำให้สำนึกในความยึดมั่นถือมั่นของตนมลายหายไปและได้เดินมาส่งจื่อหลันจนถึงตีนเขาด้วยความเคารพ
ก่อนจะจากกัน จื่อหลันได้หยิบคัมภีร์อริยสัจ 4 ที่เธอคัดลอกออกมาจากระบบ และมอบให้กับไต้ซือฝาไห่
“ท่านไต้ซือ นี่คือแก่นแท้แห่งความพ้นทุกข์ที่ข้าขอมอบให้ท่านพิจารณาและศึกษา”
ไต้ซือฝาไห่รับคัมภีร์มาด้วยความสงสัย ทันทีที่เขาเปิดดูเนื้อหาเพียงแวบเดียว ดวงตาของเขาก็วูบไหวราวกับเข้าใจบางสิ่งที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่เขาเคยเรียนรู้มาตลอดชีวิต
“แม่นาง ไม่สิ ผู้มีบุญ คัมภีร์นี้มีที่มาอย่างไรกันแน่”ไต้ซือฝาไห่สอบถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื้นตันที่ได้เห็นสัจธรรมบางส่วน
จื่อหลันยิ้มอย่างเมตตา“คัมภีร์นี้เป็คัมภีร์ของพุทธศาสนาเป็หลักปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง”
“ส่วนร่างที่ท่านไต้ซือเห็นในขณะที่ข้าสวดอมิตายุสสูตรนั้นคือ พระอมิตาพุทธเ้า ผู้มีอายุขัยไม่มีประมาณแห่งดินแดนสุขาวดีพุทธเกษตร ผู้มีปณิธานในการฉุดช่วยสรรพสัตว์ทั้งปวงสู่ความหลุดพ้น ศาสนาพุทธไม่แบ่งแยกใคร ไม่ว่าจะเป็มนุษย์หรือปีศาจ จะอยู่ชนชั้นใดในสังคมก็สามารถเข้าถึงผลอันสูงสุดคือนิพพานได้ทั้งสิ้น”
ไต้ซือฝาไห่คุกเข่าลงต่อหน้าจื่อหลันอีกครั้งด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
จื่อหลันจากไปโดยไม่ได้รู้เลยว่าไต้ซือฝาไห่ได้สั่งให้ช่างไม้แกะสลักพระพุทธรูปขึ้นมา2องค์ทันทีที่เธอจากไป หนึ่งคือพระศากยมุนีพุทธเ้า ผู้เป็ศาสดาแห่งโลกองค์ปัจจุบัน และอีกองค์คือ พระอมิตาพุทธเ้าผู้เป็ประธานแห่งดินแดนสุขาวดี นับแต่นั้นมาวัดจินซานก็ได้เริ่มต้นเป็สถานที่แห่งการเผยแผ่พุทธธรรมที่แท้จริงในโลกใบนี้
[แจ้งเตือนระบบ:ภารกิจหลักสำเร็จ]
· ภารกิจ:กำราบปีศาจงูขาวและปีศาจงูเขียว
· ผลตอบแทน:+100,000แต้มบุญ
[แจ้งเตือนระบบ:รางวัลพิเศษ การสถาปนาพุทธศาสนา]
· คำอธิบาย:ท่านได้ทำให้หลักคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเ้าลงหลักปักฐานในโลกแห่งนี้ผ่านทางไต้ซือฝาไห่
· ผลตอบแทน:+300,000แต้มบุญ (บุญกุศลจากการเผยแผ่ธรรมะระดับอาณาจักร)
[แต้มบุญคงเหลือ:83,990 + 100,000 + 300,000 = 483,990 แต้มบุญ]
จื่อหลันยิ้มอย่างพึงพอใจ แผนการของเธอสำเร็จลุล่วงอย่างสวยงาม ตอนนี้เธอมีแต้มบุญเพียงพอที่จะแลกอิทธิวิธีถาวรมาใช้ในการเตรียมตัวรับมือกับลิงั์แล้ว