แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องผ่านยอดไผ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะบางๆ บนยอดเขาเหมันต์นิรันดร์ ทำให้สำนักบุปผาหิมะดูสงบสุขดุจภาพวาดหมึกจีน แต่เื้ัความสงบนั้น หนิงเฟิ่ง ศิษย์สายตรวจผู้เ้าเล่ห์ กำลังยืนซ่อนตัวอยู่หลังเสาไม้แกะสลักลวดลายหิมะหกเหลี่ยมในระเบียงทางเดินชั้นใน
นางสวมชุดศิษย์สีเทาเข้มที่รัดรูปเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกาย รอบเอวคาดด้วยสายหนังสีดำที่ห้อยแส้ยาวสีเงินแวววาว อาวุธประจำตัวที่เคยช่วยนางจับผิดศิษย์น้องนับครั้งไม่ถ้วน ดวงตาคมกริบของนางหรี่ลงขณะจ้องมองไปยังลู่ชิง ศิษย์พี่ใหญ่ที่กำลังเดินผ่านลานกลางสำนัก
วันนี้ลู่ชิงดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เดิมทีลู่ชิงคือแบบอย่างของความเรียบร้อยและเมตตา นางเดินด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยสงบนิ่งดุจก้อนหิมะที่ไม่เคยละลาย แต่บัดนี้ก้าวเท้าของนางเบาแต่แฝงพลังปราณที่หนักแน่นยิ่งกว่าเก่า ใบหน้าที่เคยซีดขาวราวหยกเย็นกลับมีสีเืฝาดระเรื่อเป็ประกาย ริมฝีปากบางแดงอมชมพูโดยไม่ต้องทาแดง และที่สำคัญ... ปราณเย็นของนางที่เคยบริสุทธิ์และมั่นคง กลับปะปนด้วยไออุ่นร้อนรุ่มแปลกประหลาดที่ทำให้หนิงเฟิ่งรู้สึกขนลุกซู่
"ศิษย์พี่ใหญ่... ท่านเปลี่ยนไปั้แ่เมื่อไหร่กัน" หนิงเฟิ่งพึมพำกับตนเอง นิ้วเรียวกำด้ามแส้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นางสังเกตเห็นความผิดปกติมาั้แ่สามวันก่อน ลู่ชิงที่เคยฝึกวิชา "หิมะเยือกแข็งพันปี" อย่างเคร่งครัดกลับก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวะโ ปราณของนางหนาแน่นขึ้นราวกับได้รับการบำเพ็ญเพียรคู่กับผู้มีพลังหยางขั้นสูงสุด ซึ่งเป็ไปไม่ได้ในสำนักที่ห้ามบุรุษเพศเข้าใกล้แม้แต่เงา
ยิ่งไปกว่านั้น ลู่ชิงยังเริ่มมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น การเดินโซเซเล็กน้อยยามเช้า ใบหน้าแดงระเรื่อแม้ในอากาศหนาวเหน็บ บางครั้งนางยังแอบยกมือขึ้นลูบไล้ที่ต้นขาด้านในหรือหน้าท้องอย่างลืมตัว และที่แปลกที่สุดคือ... นางมักจะอุ้ม "กิเลนน้อย" ตัวขาวที่พากลับมาเมื่อไม่กี่วันก่อนไว้แนบอกตลอดเวลา ราวกับมันคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
หนิงเฟิ่งไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้เื่ลึกลับผ่านสายตาไปง่ายๆ นางคือ "สุนัขจิ้งจอก" ของสำนัก ผู้ที่ชอบขุดคุ้ยความลับและจับผิด ด้วยนิสัยระแวงและความสามารถในการแอบสอดแนมที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนาน นางเคยจับได้ศิษย์น้องที่แอบออกไปนอกสำนักยามดึก จับได้การซุกซ่อนขนมหวานในห้องเรียน และแม้แต่การที่ศิษย์บางคนแอบฝึกวิชาต้องห้าม
ความสามารถในการสังเกตของนางเป็ที่ยอมรับในหมู่ศิษย์ทั้งหมด แม้จะไม่ค่อยเป็ที่ชื่นชอบเพราะนิสัยจู้จี้จุกจิก แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่านางเป็คนที่มีตาดีและจับจุดผิดปกติได้แม่นยำ นางใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝน "เนตรสอดส่อง" และ "เบาเท้าไร้เงา" จนชำนาญ
คืนนั้น หลังจากศิษย์ทุกคนเข้านอน หนิงเฟิ่งสวมชุดสีเข้มพรางกาย ใช้เบาเท้า "ก้าวเงาไร้ร่องรอย" ลอบเข้าไปใกล้เรือนพักส่วนตัวของลู่ชิง เรือนไม้ไผ่ที่ตั้งโดดเดี่ยวท้ายสวนป่าไผ่ กลิ่นหอมของดอกเหมยลอยคละคลุ้งผสมกับกลิ่นอายปราณที่คุ้นเคยแต่แปลกใหม่
การเดินทางไปยังเรือนพักของลู่ชิงไม่ใช่เื่ง่าย นางต้องผ่านสวนป่าไผ่ที่มีเส้นทางคดเคี้ยว หลบเลี่ยงศิษย์เวรยามที่เดินตรวจตราตามจุดต่างๆ และระวังไม่ให้เหยียบใบไม้แห้งหรือกิ่งไผ่ที่จะส่งเสียงดัง นางใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการเคลื่อนตัวอย่างระมัดระวัง หยุดพักและฟังเสียงรอบข้างทุกไม่กี่ก้าว
นางปีนขึ้นต้นไผ่สูง มุดตัวซ่อนหลังใบไม้หนา แล้วใช้ "เนตรสอดส่อง" สายตาที่ฝึกฝนมาเพื่อมองทะลุผ่านผนังบางส่วนของห้อง เทคนิคนี้ต้องใช้ปราณเป็จำนวนมาก และสามารถใช้ได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
สิ่งที่นางเห็นทำให้นางต้องกลั้นหายใจแทบขาด
ภายในห้องที่สลัวด้วยแสงเทียน ลู่ชิงกำลังยืนโอบกอดชายหนุ่มรูปร่างกำยำสูงโปร่งไว้แน่น ใบหน้าของนางซุกอยู่ที่แผงอกกว้างของอีกฝ่าย ดวงตาปรือปรอยด้วยความสุขสมที่หนิงเฟิ่งไม่เคยเห็นมาก่อนบนใบหน้าของศิษย์พี่ใหญ่ผู้เ็า
ชายหนุ่มผู้นั้นมีผิวขาวจัดแต่แฝงลวดลายเกล็ดทองจางๆ ตามแผ่นหลังและไหล่ ผมยาวสีเงินดำสลวยพาดบ่า ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแกร่งและงดงามดุจเทพเ้าลงมาจุติ มือใหญ่ของเขาลูบไล้แผ่นหลังลู่ชิงอย่างทะนุถนอม ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ขัดแย้งกับรูปร่างที่ดูแข็งแกร่ง
หนิงเฟิ่งรู้สึกเหมือนโลกของนางกำลังพังทลาย สำนักบุปผาหิมะที่ห้ามบุรุษเพศเข้าใกล้มานับร้อยปี บัดนี้กลับมีชายแปลกหน้าอยู่ในเขตหวงห้ามชั้นใน และที่น่าใยิ่งกว่านั้นคือ ลู่ชิงศิษย์พี่ใหญ่ผู้บริสุทธิ์กลับโอบกอดเขาอย่างใกล้ชิด ท่าทางของทั้งคู่ดูคุ้นเคยและใกล้ชิด ราวกับพวกเขาได้ทำเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง
นางเฝ้าดูด้วยความตกตะลึงขณะที่ชายหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าลู่ชิงขึ้น มือใหญ่ของเขาโอบใบหน้าซีดขาวของนางไว้อย่างอ่อนโยน ดวงตาสีครามเข้มของเขาจ้องมองลู่ชิงด้วยความรักใคร่ที่ลึกซึ้ง ราวกับนางคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก การมองตากันของทั้งคู่เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาที่ไม่อาจปกปิดได้
"พี่ชิง... วันนี้เ้าอยากให้ข้าทำอย่างไร" เสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลแต่แฝงอำนาจดังก้องเบาๆ
ลู่ชิงตัวสั่นเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโหยหา "ท่าน... ท่านทำให้ข้า... โหยหาแต่เช้าแล้ว โม่ฉี... เกล็ดของท่าน... มันยังติดค้างอยู่ในตัวข้าจนกระทั่งบัดนี้"
หนิงเฟิ่งรู้สึกหัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก นางกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียงใดๆ ออกมา ความอยากรู้อยากเห็นผสมกับความตกตะลึงทำให้ลมหายใจของนางติดขัด คำว่า "โม่ฉี" ที่ลู่ชิงเอ่ยนั้นฟังดูคุ้นหู แต่นางไม่สามารถจำได้ว่าเคยได้ยินจากที่ไหน และคำว่า "เกล็ด" ทำให้นางนึกถึงสัตว์เทพในตำนาน
นางเฝ้าดูขณะที่โม่ฉีค่อยๆ โน้มหน้าลงไปหาลู่ชิง ริมฝีปากของเขาแตะเบาๆ กับหน้าผากของนาง จากนั้นจึงเลื่อนลงมาจูบปลายจมูก แก้มทั้งสองข้าง และสุดท้ายก็จับจูบริมฝีปากอ่อนหวานของลู่ชิงอย่างอ่อนโยน การเคลื่อนไหวของเขาช้าและเต็มไปด้วยความรัก ราวกับเขากำลังััสิ่งที่ละเอียดอ่อนและมีค่าที่สุด
ลู่ชิงปล่อยเสียงครางเบาๆ ออกมาในลำคอ เสียงที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและความสุข นางยกมือขึ้นโอบรอบต้นคอของโม่ฉี ดึงเขาเข้ามาใกล้มากขึ้น การจูบที่เริ่มต้นด้วยความอ่อนโยนค่อยๆ กลายเป็ความหิวกระหาย ลิ้นของทั้งคู่เกี่ยวพันกัน แลกเปลี่ยนความอบอุ่นและความหวาน
หนิงเฟิ่งรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว นางไม่เคยเห็นฉากเช่นนี้มาก่อน ความใกล้ชิดระหว่างชายหญิงที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ ทำให้นางรู้สึกทั้งอายและอยากรู้อยากเห็นไปพร้อมกัน ใจของนางเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นที่นางไม่เข้าใจ
โม่ฉีค่อยๆ คลายอ้อมกอดจากลู่ชิง มือของเขาเลื่อนลงมาจับมือเล็กๆ ของนาง "เ้าเปลี่ยนไปมากเลย พี่ชิง... ั้แ่คืนแรกที่เราได้พบกัน เ้าก็เปล่งประกายแห่งความเป็หญิงสาวมากขึ้นทุกวัน"
ลู่ชิงหน้าแดงเรื่อ "นั่นเป็เพราะท่าน... ท่านทำให้ข้ารู้จักความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อน ข้าเคยคิดว่าการบำเพ็ญเพียรคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แต่บัดนี้... ข้ารู้แล้วว่ามีสิ่งที่สำคัญกว่านั้น"
"และนั่นคืออะไร?" โม่ฉีถามด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
"ความรัก... และความสุขที่ท่านมอบให้ข้า" ลู่ชิงตอบด้วยเสียงที่สั่นเทาด้วยอารมณ์
หนิงเฟิ่งรู้สึกใกับคำตอบของลู่ชิง นางไม่เคยคิดว่าศิษย์พี่ใหญ่ผู้เคร่งครัดจะพูดคำเช่นนี้ได้ ลู่ชิงที่นางรู้จักคือผู้ที่อุทิศตนให้กับการบำเพ็ญเพียรและการดูแลศิษย์น้อง ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความรัก นางเริ่มสงสัยว่าชายหนุ่มคนนี้ได้ใช้เวทมนตร์หรือยาพิษใดๆ กับลู่ชิงหรือไม่
โม่ฉีหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำและเซ็กซี่ "เช่นนั้น... ข้าจะต้องดูแลเ้าให้ดีกว่านี้" เขาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูลู่ชิง "คืนนี้ข้าจะทำให้เ้าลืมทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นความรู้สึกที่ข้ามอบให้"
ลู่ชิงสั่นะเืเล็กน้อย "ท่าน... ข้าพร้อมแล้ว ข้า้าท่าน... ้าความอบอุ่นจากท่าน"
หนิงเฟิ่งเห็นโม่ฉีเริ่มคลายเสื้อผ้าของลู่ชิงอย่างช้าๆ มือใหญ่ของเขาเคลื่อนไหวด้วยความชำนาญ ราวกับเขาเคยทำเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง ชุดศิษย์สีขาวของลู่ชิงค่อยๆ หลุดลุ่ย เผยให้เห็นผิวขาวนวลที่เปล่งประกายใต้แสงเทียน
นางรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรดูต่อไป แต่ความอยากรู้อยากเห็นกลับทำให้นางไม่สามารถหันหน้าหนีได้ นางเฝ้าดูด้วยความตื่นเต้นและความอาย ขณะที่โม่ฉีค่อยๆ พาลู่ชิงไปยังเตียงที่ปูด้วยผ้าไหมสีขาว มือของเขาเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยนแต่มั่นใจ ราวกับเขารู้จักร่างกายของลู่ชิงเป็อย่างดี
ทันใดนั้น ชายหนุ่มหันหน้าไปทางทิศที่หนิงเฟิ่งซ่อนตัวอยู่พอดี ดวงตาสีครามเข้มฉายแววเยาะเย้ยและรู้ทันเพียงชั่ววินาที ก่อนจะหันกลับไปจูบลู่ชิงอย่างดุเดือด
โม่ฉีรู้ตัวั้แ่แรกแล้ว
เขายิ้มมุมปากในใจ ก่อนจะแผ่พลังปีศาจเล็กน้อยเพื่อให้ลู่ชิงสลบไสลไปในอ้อมกอดของเขา แล้วค่อยๆ วางนางลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม ร่างกายของเขาค่อยๆ เปลี่ยนแปลง เกล็ดทองหดตัวลง กลายร่างเป็ลูกกิเลนขาวขนปุยตัวน้อยที่น่ารักและไร้เดียงสา ดวงตากลมโตที่เคยเยาะเย้ยกลายเป็ประกายใสซื่อในพริบตา
การเปลี่ยนร่างของโม่ฉีเป็ไปอย่างราบรื่นและเงียบเชียบ ไม่มีแสงวาบหรือเสียงใดๆ เกิดขึ้น เขาใช้เวทมนตร์ขั้นสูงที่ฝึกฝนมาหลายพันปี ทำให้การแปลงร่างดูเป็ธรรมชาติเหมือนน้ำที่ไหลเปลี่ยนรูปร่าง ิัที่เคยเป็มนุษย์ค่อยๆ ปกคลุมไปด้วยขนสีขาวนวลที่นุ่มปุย ร่างกายที่เคยสูงใหญ่ค่อยๆ หดเล็กลงจนกลายเป็สัตว์น้อยที่พอดีกับอ้อมแขน
หนิงเฟิ่งรอจนแน่ใจว่าทุกอย่างเงียบสงบ จึงปีนลงจากต้นไผ่และลอบเข้าไปในเรือนพักอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวนางใช้มนตราปิดบังกลิ่นอายและเสียงฝีเท้าให้สมบูรณ์แบบ นางเคลื่อนตัวเหมือนเงาที่ไร้น้ำหนัก หลบเลี่ยงไม้กระดานที่อาจส่งเสียงดัง และหลีกเลี่ยงแสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่าง
การแอบซ่อนเป็สิ่งที่หนิงเฟิ่งชำนาญที่สุด นางใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนจนสามารถเคลื่อนตัวผ่านสถานที่ใดๆ โดยไม่ถูกสังเกต นางรู้จักจุดอับตาของทุกมุมในสำนัก รู้ว่าเสาไหนที่แข็งแรงพอจะปีน ไม้กระดานแผ่นไหนที่จะส่งเสียงดังเมื่อเหยียบ และ่เวลาไหนที่ศิษย์เวรยามจะเดินผ่าน
นางผลักประตูห้องน้ำด้านหลังเรือนเบาๆ แล้วก้าวเข้าไป กลิ่นหอมอ่อนๆ ของลู่ชิงยังลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นอายที่แปลกประหลาด ร้อนรุ่ม และเย้ายวนที่ทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัว กลิ่นนั้นหวานหอมแต่แฝงไปด้วยความเข้มข้นที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังสูดดมสิ่งต้องห้าม
ห้องน้ำของลู่ชิงตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน มีอ่างน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่ที่แกะสลักลวดลายดอกบัว ข้างๆ วางไว้ด้วยขวดน้ำหอมและเครื่องสำอางต่างๆ ที่เรียงรายอย่างเป็ระเบียบ ผ้าเช็ดตัวสีขาวนวลแขวนไว้บนราวไม้ไผ่ และในมุมหนึ่งมีตะกร้าใส่ผ้าที่ดูเหมือนจะมีผ้าบางชิ้นที่ยังไม่ได้ซัก
"เ้าตัวเล็ก... เ้าคือตัวการหรือ?" หนิงเฟิ่งพึมพำเสียงเบา นางกวาดสายตาไปรอบห้องน้ำที่สะอาดสะอ้าน มองหาหลักฐานใดๆ ที่จะยืนยันสิ่งที่นางเห็น
กิเลนน้อยตัวขาวกำลังนอนขดตัวอยู่นิ่งๆ บนผ้าเช็ดตัวที่วางไว้มุมห้อง ดูเหมือนหลับสนิทและไร้เดียงสา ขนปุยสีขาวของมันขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอ หางเล็กๆ ขดไว้รอบตัว และใบหน้าเล็กๆ ดูสงบเสงี่ยม ไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ
แต่หนิงเฟิ่งไม่ใช่คนที่จะหลงเชื่อง่ายๆ นางเคยเห็นการเปลี่ยนร่างด้วยตาตัวเอง และนางรู้ว่าสิ่งที่นางเห็นไม่ใช่ภาพหลอน ชายหนุ่มที่โอบกอดลู่ชิงนั้นมีอยู่จริง และเขาได้กลายร่างเป็กิเลนน้อยตัวนี้
หนิงเฟิ่งก้าวเข้าไปใกล้ช้าๆ มือหนึ่งยังคงกำด้ามแส้แน่น "ถ้าเ้าเป็เพียงสัตว์ธรรมดา... ข้าก็ยอมรับ แต่ถ้าเ้าแฝงตัว... ข้าจะต้องลากความจริงออกมาให้ได้"
นางรู้ว่าการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานจะทำให้นางตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หากนางไปรายงานต่อท่านอาจารย์ใหญ่โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน นางอาจถูกลงโทษฐานกล่าวหาศิษย์พี่ใหญ่โดยไม่มีเหตุผล แต่หากนางปล่อยให้เื่นี้ผ่านไป และภายหลังเกิดเหตุร้ายขึ้น นางก็จะเป็คนที่ต้องรับผิดชอบ
บรรยากาศในห้องน้ำเงียบสงัดผิดปกติ ลมเย็นจากหน้าต่างที่เปิดแง้มหายไปสิ้น ราวกับมีบางสิ่งกำลังกดทับอากาศทั้งหมด อุณหภูมิในห้องเริ่มสูงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน และที่แปลกที่สุดคือ เสียงแสงจากภายนอกดูเหมือนจะถูกปิดกั้นไว้ ทำให้ห้องนี้กลายเป็โลกแยกต่างหาก
โม่ฉีในร่างกิเลนน้อยยังคงนอนนิ่ง แต่ในใจเขากำลังหัวเราะเยาะ
'สุนัขจิ้งจอกตัวนี้... กล้ามาสอดแนมเร็วเสียยิ่งกว่าที่คาดไว้'
เขาค่อยๆ ปล่อยพลังปีศาจออกมาเพียงเล็กน้อย แล้วสลายร่างมนุษย์ทันทีโดยใช้มนตรา "ล่องหน" ขั้นสูงสุด ร่างกายกำยำสูงโปร่งหายไปในความว่างเปล่า ไม่ทิ้งแม้แต่กลิ่นอายหรือร่องรอยความร้อน การล่องหนของโม่ฉีไม่เหมือนเวทมนตร์ทั่วไป เขาไม่ได้หายตัวไปจริงๆ แต่เขาทำให้ร่างกายของเขาอยู่ในมิติที่แตกต่าง ทำให้มองไม่เห็นและััไม่ได้ แต่เขายังสามารถเห็นและได้ยินทุกอย่างในโลกปกติ
โม่ฉีล่องหนยืนนิ่งอยู่มุมห้องน้ำ ห่างจากหนิงเฟิ่งเพียงไม่กี่ก้าว เขาไม่ปรากฏตัว ไม่เอ่ยคำใด ไม่ััใดๆ ทั้งสิ้น เขาเพียงแค่... ดักรอ
รอให้ "เหยื่อ" เดินเข้ามาใกล้พอที่จะตกหลุมพรางด้วยตัวเอง
เขาสังเกตหนิงเฟิ่งอย่างละเอียด ศึกษาท่าทาง การเคลื่อนไหว และจุดอ่อนต่างๆ ของนาง เขาเห็นว่านางเป็คนที่ระมัดระวังและมีประสบการณ์ในการสอดแนม แต่ความอยากรู้อยากเห็นของนางกลับเป็จุดอ่อนที่เขาสามารถใช้ประโยชน์ได้
หนิงเฟิ่งรู้สึกขนลุกซู่โดยไม่มีเหตุผล นางหันขวับไปมองรอบห้องน้ำ แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ แม้แต่น้อย ทุกอย่างดูปกติดี แต่สัญชาตญาณของนางที่ฝึกฝนมาหลายปีกำลังส่งสัญญาณเตือนภัย มันเป็ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกสัตว์ร้ายจ้องมอง แต่เมื่อมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นอะไรเลย
"มีใครอยู่ที่นี่หรือไม่?" นางถามเสียงต่ำ แส้ในมือสั่นไหวเล็กน้อย
ไม่มีคำตอบ มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งและไอร้อนรุ่มที่ค่อยๆ ลอยวนอยู่ในอากาศโดยไร้ที่มา กลิ่นอายแปลกๆ ที่นางััได้ั้แ่แรกเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันเป็กลิ่นที่หวานหอมแต่แฝงไปด้วยอันตราย เหมือนกลิ่นของดอกไม้ที่สวยงามแต่มีพิษ
โม่ฉียืนล่องหน มองดูศิษย์สายตรวจเ้าเล่ห์ที่กำลังระแวงทุกทิศทางด้วยความพึงพอใจ ดวงตาสีครามของเขายังคงเยาะเย้ยแม้ในสภาพที่มองไม่เห็น
เขาจะไม่รีบร้อน คืนนี้เขาเพียง้าให้หนิงเฟิ่งรู้สึกถึง "การถูกจับตามอง" จากบางสิ่งที่มองไม่เห็นก่อนเท่านั้น
ความตึงเครียด ความอยากรู้อยากเห็น และความรู้สึกแปลกประหลาดที่เริ่มก่อตัวในใจของนาง... จะเป็จุดเริ่มต้นของเกมแมวไล่จับที่โม่ฉีวางแผนไว้อย่างพิถีพิถัน
เขารู้ดีว่าหนิงเฟิ่งเป็คนที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ นางจะกลับมาอีก และในครั้งต่อไป เขาจะพร้อมที่จะ "ต้อนรับ" นางอย่างเหมาะสม การปลูกฝังความสงสัยและความกลัวในใจของนางเป็เพียงขั้นตอนแรก ขั้นตอนต่อไปจะเป็การทำลายความมั่นใจและทำให้นางตกอยู่ในกับดักที่เขาวางไว้
หนิงเฟิ่งก้าวเข้าไปใกล้กิเลนน้อยอีกก้าว มือของนางยื่นออกไปจะจับตัวมันขึ้นตรวจดู นางคิดว่าหากสามารถตรวจสอบร่างกายของมันได้อย่างใกล้ชิด อาจจะพบหลักฐานบางอย่างที่จะยืนยันสิ่งที่นางเห็น
อากาศรอบตัวนางเริ่มอบอุ่นขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว ความร้อนนั้นไม่ใช่ความร้อนธรรมดา แต่เป็ความร้อนที่แฝงไปด้วยพลังลึกลับ มันเริ่มจากปลายนิ้วของนางแล้วค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่วร่างกาย ทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มที่อบอุ่น
โม่ฉียืนนิ่ง ลอบยิ้มในความมืดล่องหน
'เข้ามาใกล้อีกหน่อย... สุนัขจิ้งจอกน้อย... แล้วเ้าจะได้รู้ว่า การสอดแนมครั้งนี้ มันแพงแค่ไหน'