จากบ้านต่างจังหวัดเดินทางเข้ามาสอบมหาวิทยาลัยในตัวเมืองมันค่อนข้างที่จะเหงาและโดดเดี่ยวเอามากๆแต่ในเมื่ออยากจะเรียนในที่ดีๆ ชีวิตมันก็ต้องสู้แบบนี้แหละ
วันแรกของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีน้าสาวพามาส่งบูมเดินเท้าพลางกวาดสายตามองหาตึกสอบแต่ไม่ว่าจะหายังไงก็หาไม่เจอจนต้องเดินไปสะกิดใครบางคนเพื่อสอบถาม
“เอ่อ…ขอโทษนะครับตึกหนึ่งไปทางไหนหรอครับ”
พอชายคนนั้นหันมาเขาก็ต้องหันมาตกใจเพราะชายคนนั้นมีใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากการ์ตูนมังฮวาที่เขาเคยอ่านอยู่บ่อยๆใบหน้าคมส่วนสูงประมาณ 180 ซม. หุ่นเพรียวมีกล้ามคาดว่าน่าจะดูแลตัวเองดีพอสมควรเรียกได้ว่าหล่อเหมือนไม่มีอยู่จริงเลย
“ฮัลโหลยังอยู่มั้ยเนี่ย” ชายคนนั้นโบกมือผ่านหน้าเพื่อเรียกสติ
“อ๋อๆอือ” เขินแฮะ
“จะไปด้วยกันมั้ยสอบตึกนั้นเหมือนกัน”
“ไปๆ”
ทั้งสองคนพากันเดินไปยังตึกสอบแล้วก็พึ่งมารู้ทีหลังว่าเพื่อนคนนั้นชื่อติมและสอบสาขาเดียวกับเขาด้วยแบบนี้ถ้าสอบติดเขาก็จะมีเพื่อนตอนไปเรียน อีกอย่างจะเข้าหาเขาได้อย่างง่ายๆ ด้วย
แต่ความคิดก็คือความคิดวันแรกที่หลังจะสอบติดมันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้เสมอเพราะวันแรกของการเปิดเรียนแทนที่เขาจะได้อยู่กับติมสองคนดันมีเพื่อนคนที่สามเข้ามาในกลุ่มด้วย
ไทม์เพื่อนใหม่คนนี้ชื่อไทม์เขามีนิสัยคล้ายๆ กับเขา ดูเกร็งๆ ติ่มๆแล้วก็ดูเหมือนว่าติมจะสนิทกับไทม์มากกว่าเขาอีกด้วย
วันเวลาดำเนินผ่านไปเรื่อยๆนับวันไทม์ยิ่งเจอแต่เรื่องแถมบางครั้งติมก็เข้าไปเกี่ยวข้องจนบางทีเขาบาดเจ็บกลับมาด้วย
มันน่าโมโหนักทำไมถึงทำให้ติมเจ็บตัวมากขนาดนี้ไม่ชอบเลย แบบนี้ต้องกำจัด
วันที่ไทม์กับบูมไปเยี่ยมติมที่บ้านวันนั้นก่อนที่จะกลับเขาได้ทำการแอบขโมยปืนจากบ้านติมออกไปโดยที่เจ้าของบ้านไม่ทันได้รู้ตัวแม้แต่น้อยส่วนเหตุผลที่ขโมยก็เพราะเขาต้องการจะนำไปใช้กำจัดไทม์ออกจากชีวิตของติมยังไงล่ะ
ในตอนแรกตอนที่เอามาก็ยังไม่ได้คิดแผนแต่ดันไปรู้ว่าไทม์จะต้องไปส่งออเดอร์น้ำพริกกากหมูที่โกัดังแล้วเผอิญว่ามีอยู่วันนึงที่เขากำลังนั่งรถกลับบ้านดันเหลือบไปเห็นว่าพวกบูมสุมหัวอยู่ที่โกดังนี้พอดีประมวลผลกับทุกอย่างเขาคิดว่าพวกบอลน่าจะเป็นคนล่อไทม์มาที่นี่แน่ๆเลยคิดว่าน่าจะอาศัยจังหวะที่กำจัดไทม์น่าจะเหมาะ
แล้วมันก็เป็นไปตามอย่างที่คิดคนที่สั่งออเดิรืนั่นเป็นพวกบอลจริงๆในตอนแรกเขาคิดว่าไทม์น่าจะโดนกำจัดแน่ๆแต่ดันมีเจมส์เข้ามายุ่งบวกกับไทม์ดันเกิดอาละวาดขึ้นมาอีกทำให้แผนทุกอย่างมันพังลง
ในเมื่อมันเป็นแบบนี้เขาก็คงต้องใช้แผนสุดท้ายบูมหยิบปืนเดินเข้าไปยังหลังของโกดังตรงเข้าไปยังด้านหลังทำการแอบอยู่หลังของตู้คอนเทนเนอร์ก่อนจะลั่นไกใส่บอลจนร่วงลงกับพื้น
เหตุผลที่เขาเลือกที่จะยิ่งบอลก้เพราะว่าเขาไม่ต้องการให้บอลเข้ามาจุ้นกับเรื่องนี้อีกอย่างไหนสุดท้ายบอลก็คงจะโดนจับงั้นก็กำจัดซะเลยน่าจะง่ายกว่า
เป้าหมายต่อมาก็คือไทม์บูมหันปลายกระบอกปืนเพื่อจะลั่นไกแต่ดันมีคนเข้ามาขวางซะได้สุดท้ายบูมก็จัดการไทม์ได้สำเร็จแม้จะพลาดไปนิดเดียวแต่มันก็พอใจสำหรับตัวเขาแล้ว
แต่แล้วความคิดของบูมของก็ต้องหยุดไว้เพียงเท่านั้นเพราะไทม์ดันรอดฟื้นกลับมาแถมในวันขึ้นศาลไทม์ยังขอลดโทษให้เขาอีก
ทำไมล่ะนายทำแบบนั้นทำไม ฉันเป็นคนทำให้นายขาขาดนะ ทำไมต้องมาขอลดโทษให้เขาด้วย
คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนซ้ำอยู่เรื่อยๆ
“นี่ไอ้หนู”เสียงเรียกจากอีกฝั่งของห้องขังเรียกให้บูมเงยหน้าจากเข่าหันไปมองพบว่าเป็นผู้ต้องขังวัยกลางคนที่อยู่อีกฝั่ง“ทำความปิดอะไรมาล่ะ”
“ฆ่าคนตายทำร้ายเพื่อนจนขาขาด”
“อ๋อแล้ว…ไปทำร้ายเพื่อนทำไมล่ะ” คำถามของชายคนนั้นทำเอาบูมถึงกับปั้นคิ้วขมวด“คุณอยากจะรู้ไปทำไม”
“ก็แค่…อยากทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ไงว่าไงล่ะ”
“เกลียดเขา”
ได้ยินคำตอบชายคนนั้นก็ถึงกับหัวเราะออกมาจนบูมมองเขาอย่างสงสัย“ฮ่าๆๆ เด็กสมัยนี้นี่มันจริงๆ เลย แค่เกลียดขี้หน้าก็ฆ่ากันแล้ว”
“แล้วคุณล่ะทำไมถึงมาอยู่ในคุกได้”
“ฆ่ายกครัว”
“แล้วคุณโดนโทษเท่าไหร่”
“ประหารชีวิต”คำตอบของชายคนนั้นเอาบูมถึงกับสะอึกแต่คดีที่ร้ายแรงขนาดนี้มันก็นย่อมต้องโทษหนักอยู่แล้ว
“แล้วคุณไปฆ่าเขาทำไมล่ะ”
“โมโหน่ะสิครอบครัวนั่นทำลายครอบครัวฉันทุกอย่างไล่ฉันออกจากงานอย่างไม่มีเหตุผลแถมยังขับรถชนเมียฉันจนตายอีกแทนที่มันจะโดนติดคุกแต่มันดันรอดเพราะใช้เงินยัดในเมื่อใช้กฏหมายกับพวกมันไม่ได้ฉันก็ต้องลงโทษด้วยตัวฉันเอง”
“แบบนี้คุณก็ฆ่าเด็กด้วยหรอ”
“ก็นะ”
“คุณฆ่าเขาทำไมเขาไม่ได้รู้เรื่องด้วยสักหน่อย”
“เหตุผลของฉันมันก็เหมือนกับของนายนั่นแหละในตอนนั้นเราก็ต่างโดนอารมณ์ร้ายนั่นควบคุมจิตใจจนมารู้ตัวอีกทีก็ลงมือไปแล้วมันแก้อะไรไม่ได้หรอกนอกจากก้มหน้ายอมรับชะตากรรมก็แค่นั้น”
นึกตามคำพูดของชายคนนั้นทุกอย่างที่เขาพูดมันคือเรื่องจริง ทุกอย่างที่เขาทำไปเกิดจากอารมณ์ล้วนๆให้อารมณ์ควบคุมร่างกายจนสุดท้ายก็ก่อเหตุขึ้นมันก็ไม่แปลกหรอกที่หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นทุกคนจะเกลียดเขา
มันก็สมควรแล้วที่เขาจะได้รับโทษแบบนี้
25ปีผ่านไปวันนี้แล้วที่บูมได้ออกจากเรือนจำเนื่องจากเขาประพฤติตัวดีเลยทำให้ลดโทษจาก 30 ปีเหลือ 25 ปี
สองเท้าเดินไปตามฟุตบาทพลางกวาดสายสำรวจวิวทิวทัศน์ภายในเมืองนี่เขาไม่ออกมานานเมืองเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยหรอเนี่ย
เดินต่อไปเรื่อยๆจนมาหยุดที่หน้ามหาวิทยาลัยยืนมองพลางหวนนึกถึงวันเก่าๆ ช่วงที่รับน้องช่วงที่วิ่งเล่นกับเพื่อนหรือจะช่วงที่ทะเลาะกันอยากจะย้อนเวลากลับไปจังแต่คงจะไม่ได้แล้ว
“ขอโทษนะครับใช่บูมหรือเปล่าครับ”
เสียงเรียกจากทางด้านหลังให้บูมตัองหันไปมองพบกับชายคนหนึ่งในชุดสูทใส่แว่นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา
“คุณเป็นใครหรอครับ”
“ไทม์ไงจำได้มั้ย”
พอได้ยินชื่อภาพแฟลชแบล็คทุกอย่างก็รันเข้ามาในหัวไม่ว่าจะภาพที่เขาเคยทำร้ายหรือภาพที่เขาเคยหักหลังก็ตามแต่
“บูมบูม” คนตรงหน้าพยายามเรียกชื่อเมื่อเห็นว่าเขายืนนิ่งไปขาทั้งสองข้างเดินถอยอัตโนมัติไม่อยากเจอไม่อยากพบหน้าเพราะกลัวจะเผลอพลั้งมือทำร้ายอีกเป็นครั้งที่สอง
ไทม์เอื้อมมือไปดึงแขนก่อนที่จะมีรถมอเตอร์ไซค์ปริศนาขับปาดจนเกือบชนบูม“เฮ้อ เกือบไปแล้วนะเนี่ย”
บูมพยายามจะดึงมือออกแต่ก็ถูกไทม์ดึงเอาไว้“ไม่เป็นไรนะไม่ต้องกลัว เราให้อภัยแล้ว”
“แต่…”
“ไม่เป็นไรๆไม่ต้องคิดมาก” รอยยิ้มของไทม์ทำให้ความกังวลและความรู้สึกผิดภายในใจค่อยๆ คลายลง
“ก็ได้”
ทั้งสองคนมานั่งเล่นกันที่สวนหลังมหาวิทยาลัยที่พวกเขาเคยมานั่งกันบ่อยๆตอนช่วงปี 1
ไทม์แกะถ้วยขนมหวานดันให้เพื่อนก่อนบูมจะรับมาด้วยสีหน้าที่ดูเกรงใจ
“จำได้มั้ยเมื่อก่อนร้านนี้เรามาซื้อกินกันบ่อยๆ”
“จำได้สิ”
เมื่อก่อนหลังเลิกเรียนพวกเขาจะแวะมาซื้อขนมหวานที่ร้านนี้กันบ่อยๆไม่อยากจะเชื่อว่าผ่านมา 25 ปีแล้วจะยังเปิดอยู่
“แล้วทำไมมึงถึงมาแถวนี้ล่ะมาทำธุระหรอ” บูมถามขณะที่ยังคงเขี่ยขนมหวานในถ้วย
“มาส่งลูกที่บ้านเพื่อนน่ะ”
“อ่อ”นั่นสินะ ไทม์คงแต่งงานกับพี่ลูซี่แล้วไม่แปลกจะมีลูกกัน
จู่ๆก็มีกระเป๋าคาดอกปริศนามาวางลงบนโต๊ะพอหันมอต้นตอก็พบกับชายคนหนึ่งนั่งลงข้างๆ เขา
“ไงไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
ชายหน้าคมอายุรุ่นราวคราวเดียวกันในชุดเสื้อยืดกางเกงยืนส์สวมเสื้อแจ๊คเก็ตดูจากท่าทางการพูดชายคนนี้น่าจะเป็นติมแน่ๆ
“ดี”หลบสายตาไม่กล้ามองหน้าตรงๆเพราะคงอีกคนเคยเป็นถึงคนที่ชอบและคนที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาสติแตกจนทำเรื่องบ้าๆแบบนั้น
“เป็นไงบ้าง”ตัดสินใจถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพราะไม่อยากโดนด่าแบบเมื่อก่อน
“โกรธ”ว่าแล้วเชียว ติมวางมือลงบนศรีษะก่อนจะขยี้ผมเขาเบาๆ “แต่ตอนนี้หายล่ะ”
รอยยิ้มของติมในคราวนี้มันบ่งบอกว่าเขาหายโกรธจริงๆความรู้สึกทุกอย่างเหมือนถูกยกออกจากอกก่อนน้ำตาจะค่อยๆ เอ่อไหลออกมา
“ขอโทษขอโทษ” ไทม์ขยับเข้ามากอดปลอบเพื่อนชายเบาๆ “ไม่ต้องขอโทษแล้วพวกเราทุกคนให้อภัยแล้ว”
“ฮือออออ!!!”
ทั้งสามคนกอดกันกลมปลอบเพื่อนที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุดความสัมพันธ์ของเพื่อนกลับมาอีกครั้งเหมือนตอนปี 1 ที่เคยเป็น
บูมไทม์ ติม เพื่อนกันตลอดไป