นี่เป็เื่ราวเหตุการณ์หนึ่ง ณ หมู่บ้านคอเฮมในเกมส์ Another World Fantasy ซึ่งหมู่บ้านคอเฮมนั้นเป็หมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ในอาณาจักร 'เทมเพอร์เมนซ์' เป็หมู่บ้านที่สงบสุข ไม่ค่อยมีมอนสเตอร์บุกรุกเข้ามาเท่าไหร่ แต่อยู่มาวันหนึ่งได้มีนักกวีคนหนึ่งกำลังเดินท่องเที่ยวไปทั่วดินแดนของอาณาจักร 'เทมเพอร์เมนซ์' อยู่ จากนั้นก็ได้เดินทางมาถึงที่เมืองนี้
"เฮ้อ อาชีพนักกวีนี่ดาเมจอ่อนจัง นอกจากร้องรำทำเพลงแล้วมีอะไรช่วยปาร์ตี้ได้มั่งนี่"
อาชีพกวีนั้นเหมือนยังไม่นิยมมากนัก อีกทั้งยังมีคนส่วนน้อยที่สามารถเดินทางไปถึงเมืองหลวง 'เทมเพอร์เมนซ์' เพื่อไปเปลี่ยนอาชีพเป็นักกวีได้ เพราะว่าเกมส์ยังเปิดตัวไม่ถึง 1 สัปดาห์ ดังนั้นยังคงมีผู้เล่นที่เลเวลสูงไม่มากนักทำให้ส่วนใหญ่ยังอยู่เมืองเบกิลล์กับพื้นที่รอบๆ เมืองและยังคงฟาร์มเลเวลหรือพูดคุยกับเพื่อนปาร์ตี้ในเมืองเดียวกัน หรือไม่ก็กำลังสนุกกับสนานกับการเดินสำรวจรอบๆเมืองอยู่ ดังนั้นหมู่บ้านคอเฮมนั้นจึงยังไม่มีผู้เล่นอยู่มากมายนัก
ผู้เล่นคนที่ถอนหายใจอยู่นั้นกำลังสงสัยว่าตัวเองคิดผิดรึเปล่าที่มาเล่นอาชีพนักกวีซึ่งคล้ายๆกับอาชีพเก่าในโลกความจริง... จู่ๆก็มีผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายผู้เล่นอาชีพกวี
"โฮ่ๆๆ นานมากเเล้วนะที่ชั้นได้เจอนักกวีในเมืองนี้ ประมาณเกือบ 20 ปีได้แล้วมั้ง"
ผู้เล่นคนนั้นหันไปหาคนที่พูดเกี่ยวกับนักกวีขึ้นมา
"สวัสดีครับ คุณยายเป็คนในหมู่บ้านนี้เหรอครับ"
ยายพยักหน้าแล้วตอบกลับไป
"ใช่แล้วล่ะ หลานเอ้ย ยายดีใจมากเลยนะที่เห็นได้เห็นนักกวีเดินทางมาที่หมู่บ้านนี้ก่อนยายจะจากไป"
...ผู้เล่นคนนี้งง ว่าทำไมยายคนนี้ถึงชอบนักกวี ทั้งๆที่ก็มีแค่เเต่งเพลงกับร้องเพลงให้ผู้คนฟังเท่านั้นแล้วก็น่าจะเป็อาชีพอ่อนแอพอๆนักเวทย์ นักธนูด้วย
"ขอถามหน่อยได้มั้ยครับยายชื่ออะไรครับ"
"ยายชื่อ แอนนาจ้ะ แล้วหลานล่ะ"
"ผมชื่อ สูนทรา ครับ"
"โอ้ คุณเป็คนจากดินแดนไหนหรือ"
"ผมเป็คนจากทวีปเอเชียครับ"
"อืม ยายไม่รู้จักเลย ฮ่าๆ"
จากนั้นยายก็ยิ้มให้นักกวี จากนั้นก็เริ่มเล่าเื่เกี่ยวกับชีวิตยาย
"ยายน่ะ เคยมีลูกสาวอยู่ 1 คนเเต่ว่าลูกสาวยายคนนั้น เธอเกิดมามีร่างกายอ่อนแอ พออายุได้ประมาณ 8 ปีเธอก็ล้มป่วยแล้วจากไป"
สูนทราเมื่อได้ยินแล้วก็ทำหน้าโศกเศร้าเสียใจ
"ผมเสียใจด้วยนะครับคุณยาย"
"ก็นะ อีกอย่างหนึ่งคือสามียายที่เป็อัศวินประจำการอยู่ในเมืองเบกิลล์นั้นยังไม่ได้กลับมาบ้านนานเกือบ 10 ปีแล้วล่ะ"
"โห.. นานมากเลยนะครับ คุณยายพอรู้มั้ยสาเหตุมั้ยครับ"
"ยายไม่รู้เลย ถ้ายายอยากขอให้คุณที่เป็กวีนักช่วยเดินทางตามหาหน่อย จะได้มั้ย?"
"สามียายชื่อว่าอะไรครับ"
"เวอริสจ้ะ"
"ติ๊ง"
☼ เควสตามหาสามีของผู้หญิงชื่อแอนนาในเมืองคอเฮมที่หายสาบสูญไป
► เงื่อนไขแรงค์ : ไม่บังคับ
► สถิติทำเควสสำเร็จ : ไม่บังคับ
► สถานที่เควส : หมู่บ้านคอเฮม
► รายละเอียดเควส : ตามหาสามีของผู้หญิงชื่อแอนนาในเมืองคอเฮมที่ได้หายสาบสูญไป 10 ปี
► รางวัลของเควส : ได้รับ 3 เหรียญเงิน , "เมล็ดทานตะวัน 1 ถุง"
*คุณยอมรับเควสหรือไม่?
อืม... ยังไงก็คงต้องตกลงล่ะนะ ที่เข้ามาเล่นเกมส์เพราะเบื่อกับชีวิตจริงนี่่แหล่ะ
"ยอมรับทำเควส"
"ติ๊ง"
*คุณมีเวลาก่อนผู้หญิงชื่อแอนนาในเมืองคอเฮมจากโลกนี้ไป
ตอนนี้ยังไงหาเวียนพ่อค้าขึ้นไปเมืองเบกิลล์ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นคืนนี้นั่งแต่งสักเพลงก่อนเดินทางไปเมืองเบกิลล์พรุ่งนี้ตอนเช้าดีกว่า
รุ่งเช้า สูนทราจ่ายเงิน 50 ทองเเดงให้พ่อค้าแล้วนั่งเกวียนที่ใช้ม้าลากโดยกำลังจะออกเดินทางไปเมืองเบกิลล์ ใช้เวลาประมาณ 3 วัน 2 คืนที่จะไปถึงเมืองเบกิลล์ซึ่งอาจจำเป็ต้องค้างเเรมใกล้ๆกับป่าที่อยู่ระหว่างหมู่บ้านคอเฮมและเมืองเบกิลล์พร้อมกับพวกนักผจญภัยที่รับทำเควสปกป้องเกวียนพ่อค้า
"ถึงอาชีพนักกวีจะไม่ค่อยเก่ง แต่ยังไงมอนสเตอร์แถวนี้ก็เเค่เริ่มต้นเท่านั้น คงกำจัดได้ไม่ยากหรอก"
ตอนนี้เป็เวลา 1 ชั่วโมงกว่าหลังพระอาทิตย์ตกดินสักพักบรรยากาศค่อยๆมืดลงเรื่อยๆ ทำให้พวกนักผจญภัยบางคนเริ่มกางเต็นท์ หรือบางคนก็กำลังก่อกองไฟและทำอาหารด้วย แต่ละคนก็เเบ่งหน้าที่ทำงานกันไป ส่วนสูนทราไม่ได้ช่วยอะไรมากเพราะเป็ลูกค้าที่จ่ายเงินค่าเดินทาง ทำให้สูนทราเพียงแค่รอจนกว่าจะนักผจญภัยทำอาหารจนเสร็จ จากนั้นก็นั่งกินอาหารที่นักผจญภัยได้เตรียมไว้ให้แล้วหลังจากที่กินอาหารเสร็จนั้นสักพักก็เข้านอนพักในเต็นท์ โดยตลอดเวลาที่เดินทางมาสูนทราคิดถึงสมัยที่เป็คนที่เริ่มทำอาชีพแต่งเพลงในชีวิตจริง เคยถูกเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งตำหนิว่าเพลงที่สูนทราแต่งนั้นไม่รู้สึกถึงอารมณ์ของศิลปินสักนิดหนึ่ง
ถึงแม้ว่าสูนทรานั้นเรียนจบเอกด้านดนตรีของมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่ขึ้นว่าเป็สถาบันการศึกษาด้านดนตรีชั้นนำของโลก แต่สุนทรานั้นไม่ว่าจะแต่งกี่เพลงก็ััความรู้สึกที่อยู่ในเนื้อเพลงแต่ละท่อนไม่ได้เลย หลังจากที่เรียนจบมหาลัยเริ่มทำงานในวงการดนตรีเพียงระยะเวลาแค่ 1 ปี จากนั้นก็ลาออกมาเรียนรู้ธุรกิจของครอบครัว เเต่พอเรียนรู้ไปเรื่อยๆจนทำให้เกิดความรู้สึกน่าเบื่อหน่ายพร้อมกับสูนทราที่ได้ยินว่ามีเกมส์ Another World Fantasy เปิดตัวในเวลาไม่นานจึงเข้ามาเล่นเกมส์นี้ แต่พอเล่นไปสักพักก็ได้ยินข่าวลือเข้าหูว่ามีอาชีพเกี่ยวกับดนตรี ซึ่งสามารถไปเปลี่ยนได้ที่เมืองหลวงของอาณาจักรเทมเพอร์เมนซ์ สูนทราจึงเข้าร่วมปาร์ตี้กับคนอื่นและนำศพของมอนส์เตอร์ไปขายกับทางกิลด์โดยแบ่งกำไรให้คนอื่นเท่าๆกัน แต่มีบางวันที่ไม่มีใครปาร์ตี้ด้วยจึงจำเป็ต้องทำงานพาร์ทไทม์ในตัวเมืองเบกิลล์ จนในที่สุดมีเงินพอที่จะไปเปลี่ยนอาชีพนักกวีในเมืองหลวงได้ หลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนเป็อาชีพนักกวีแต่ทว่านักกวีนั้นมีค่าสเตตัสที่อ่อนแอไปกว่าพวกนักเวทซะอีก สกิลโจมตีก็ไม่ได้มีอะไรโด่ดเด่นหรือช่วยปาร์ตี้ในการต่อสู้ ทำให้สูนทราเอาคิดเื่พวกนี้มาตลอดทาง 3 วัน 2 คืน จนในที่สุดก็มาถึงเมืองเบกิลล์่เช้า
"เฮ้อ~~~! ถึงซะทีนั่งจนปวดหลังปวดก้นไปหมดแล้วนี่"
สูนทราพยายามเดินไปรอบๆเมืองเพื่อไล่ถามทหารทุกคนที่อาจจะมีสักคนรู้จักทหารที่ชื่อเวอริส ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่มีทหารใครรู้จักเพราะลุงเวอริสได้เสียชีวิตมาเกือบ 10 ปีแล้ว ทำให้สูนทราเปลี่ยนเป้าหมาย
"สงสัยต้องไล่ถามทหารที่เกษียณไปหลายปีแล้วล่ะ"
สูนทราก็เดินไล่ถามพวกชาวบ้านที่เขตตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็เขตของคนในเมืองส่วนใหญ่ เพราะว่าเขตทหารทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั้นส่วนใหญ่เป็ทหารที่ประจำการอยู่ ส่วนทหารที่เกษียณแล้วจะโดนเชิญออกให้ย้ายมาอยู่ที่บ้านพักเขตตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเพื่อประหยัดงบกองทัพของอาณาจักร
สูนทราก็เดินไปเจอชายแก่คนหนึ่งผมขาว ร่างกายผอมแห้งกำลังก้มหน้าลับมีดทำครัวอยู่บนเก้าอี้ยาวที่ตั้งไว้ตรงหน้าบ้าน
"ครืดๆๆๆ ๆ"
"สวัสดีครับคุณตา คุณตารู้จักทหารที่ชื่อเวอริสใช่มั้ย"
ชายแก่ได้ยินคำว่าเวอริสจึงเงยหน้ามาถามสูนทรากลับ
"โอ้ เ้าหนุ่มรู้จักกับเวอริสด้วยเหรอ เป็หลานของมันใช่มั้ย?"
"ไม่ใช่หรอกครับ แต่ภรรยาของแกให้ผมมาตามหาน่ะครับ"
"งั้นเหรอ..... เฮ้อ เ้าเวอริสมันจากไปแล้วล่ะ ข้าไปเยี่ยมมันทุกปีตรง เนินหลังป้อมทิศตะวันออกนั่น"
สูนทราเลยถามหาสาเหตุ
"คุณตาพอบอกหน่อยได้มั้ยครับว่าเพราะอะไร"
"มันเป็เื่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ป้อมปราการเขตแดนทางใต้ของอาณาจักรเทมเพอร์เมนซ์ที่อยู่ห่างจากเมืองเบกิลล์ไปนั้นถูกมอนสเตอร์โจมตี ตอนนี้กลายเป็ซากปรักหักพังไปแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนมันน่ะ...เคยเป็ทหารยามอยู่ที่ป้อมนั่นแล้วถูกมอนสเตอร์โจมตีใน่เหตุการณ์นั้นพอดี"
สูนทราเข้าใจสาเหตุแล้วล่ะว่าทำไมถึงไม่กลับไปหาภรรยาเขาที่อยู่เมืองคอเฮม แต่ก็สงสัยอยู่ดีว่าทำไมถึงฝืนทำงานทั้งที่ร่างกายไม่ไหว
"ทำไมแกถึงไม่ลาออกจากกองทัพล่ะครับ"
ชายแก่ถอนหายใจแล้วเริ่มบ่น
"เ้าบ้านั่น มันรับเลี้ยงเด็กกำพร้าไว้คนหนึ่ง เมื่อเกือบ 10 ปีก่อนมีหมู่บ้านแถวๆชายแดนใต้ถูกมอนสเตอร์โจมตี เ้าเวอริสถูกสั่งให้ไปตรวจสอบพื้นที่ตรงนั้น แล้วเหมือนจะไปเจอเด็กอายุประมาณ 2 - 3 ขวบคนหนึ่งเหลือรอดจากเหตุการณ์นั้น เ้าเวอริสจึงรับเด็กคนนั้นมาดูแลแถมเงินก็ไม่ค่อยมีเลยยังเกษียณไม่ได้"
"เฮ้อ~~~! บ้าจริงๆเ้านั่น"
สูนทราอยากรู้ว่าเป็เด็กคนไหนที่เวอริสรับเลี้ยงดูแล
"ตอนนี้เด็กคนนั้นอยู่ไหนเหรอครับ"
ชายแก่ก็ชี้ไปที่สถานเลี้ยงเด็กพร้าที่ตั้งอยู่สุดทางฝั่งซ้ายของถนน
"หนุ่มรอเเปปหนึ่งนะ..."
ชายแก่ก็เข้าบ้านไปแล้วเอาจดหมายมาให้สูนทรา
"หนุ่มเอาจดหมายนี่ให้เ้าภรรยาของเวอริสหน่อยได้มั้ย มันเคยฝากข้าไว้ก่อนที่จะไปประจำการตรงป้อมนั้น ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่เมืองนี้อีกเมื่อไหร่"
"ได้ครับ ผมไปก่อนนะ ขอบคุณมากเลยครับ"
"โอ้ เดินทางปลอดภัยล่ะหนุ่ม"
ชายแก่โบกมือให้สูนทราในขณะกำลังเดินไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จากนั้นสูนทราเดินมาจนสุดทางแล้วเห็นโบสถ์เก่าๆโทรมๆ แล้วมีสวนผักข้างๆโบสถ์กับเด็กตัวเล็กๆหลายคนกำลังเล่นวิ่งไล่จับซิสเตอร์ที่อายุน่าจะเลยวัยผู้ใหญ่ไปหลายปีแล้ว ส่วนเด็กคนที่ตัวโตหน่อยกำลังรดน้ำตรงสวนผัก บางคนก็กำลังพรวนดินอยู่เนื้อตัวมอมแมม
สูนทราเดินเข้าไปถามซิสเตอร์คนนั้น
"ขอถามได้มั้ยครับ เด็กที่คุณเวอริสเคยรับเลี้ยงเป็ลูกบุญธรรมนั้นคือเด็กคนไหนเหรอครับ?"
ซิสเตอร์ได้ยินที่สูนทราถามแล้วกำลังนึกอยู่ว่าเป็เด็กคนไหน
"น่าจะคนนั้นค่ะ ผมสีเงิน ที่กำลังพรวนดินในสวนอยู่"
"ขอบคุณครับซิสเตอร์"
สูนทรายิ้มให้กับซิสเตอร์แล้วซิสเตอร์ก็ถามต่อ
"คุณนักกวีมีธุระอะไรกับเด็กคนนั้นรึเปล่า?"
"ภรรยาของคุณเวอริสน่ะให้ผมมาตามหาแกว่าทำไมถึงไม่กลับไปหาภรรยาหลายปีแล้วน่ะครัับ"
สูนทราจึงตอบกลับซิสเตอร์ไปในขณะที่กำลังมองเด็กคนนั้นอยู่ สูนทราเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นสีผมคล้ายกับสีผมของคุณยายแอนนาและเื่ลูกสาวที่เคยเล่าให้สูนทราฟังก็เข้าใจทันที สาเหตุที่คุณเวอริสยังกลับไปหาภรรยาแกไม่ได้
"เข้าใจแล้วล่ะ คุณนักกวีอยากให้ภรรยาของคุณเวอริสรับไปเลี้ยงดูแลต่อเหรอคะ ทั้งๆที่เด็กคนนั้นเข้ากับทุกคนที่นี้ได้ดีมากด้วย เด็กหลายๆคนคงเสียใจแย่เลยค่ะ"
สูนทราส่ายหน้าแล้วพูดต่อ
"คงไม่หรอกครับ แต่อย่างน้อยอยากขอวาดภาพเด็กคนนั้นสัก 1 รูป จะได้มั้ยครับ"
"ถ้าแบบนั้นพอได้อยู่ค่ะ ลิบลิน!! มาตรงนี้หน่อยจ้า!!"
ซิสเตอร์ะโเรียกเด็กผมสีเงินคนนั้น คงชื่อลิบลินสินะ
"ค่ะ ซิสเตอร์มีอะไรรึเปล่าคะ"
"คุณนักกวี คนนี้เค้าอยากขอวาดภาพลิบลินสัก 1 รูปน่ะ ได้มั้ย?"
"คุณนักกวีจะวาดภาพหนูไปทำไมเหรอคะ"
ลิบลินทำตาโตแล้วมองมาที่สูนทรา พอสูนทราได้บังเอิญสบตากับตาสีฟ้านั้นแล้วคิดว่าช่างสวยงามจริงๆ
"พี่จะเอาภาพไปให้คนสนิทของคุณเวอริสน่ะ"
"คุณตาเวอริสเหรอคะ ก็ได้ค่ะ"
ลีบลินยิ้มแล้วเดินเข้าไปในโบสถ์สักพัก สงสัยคงกำลังหาเสื้อผ้าของตัวเองที่น่ารักที่สุดมาสวมใส่ ในระหว่างที่กำลังรอลิบลินเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่นั้นสูนทราเดินหาจิตรกรในเมืองเพื่อให้มาวาดรูปภาพลีบลินที่โบสถ์ หลังจากที่ลิบลินเเต่งตัวเสร็จก็ให้ลิบลินจัดท่าทางเป็แบบเพื่อให้จิตรกรวาดรูป ในระหว่างที่กำลังลิบลินจัดท่าทางอยู่นั้นสูนทราเห็นดอกทานตะวันเบ่งบานในสวนจึงขอให้ลิบลินถือดอกทานตะวันด้วย หลังจากจิตรกรวาดรูปเสร็จลิบลินก็เข้าไปในโบสถ์แล้วเอาจดหมายซึ่งเหมือนเคยเขียนไว้นานแล้วรอคนรู้จักของคุณเวอริสแวะมาหาที่โบสถ์สักวัน
"ฝากเอานี่ ให้คนสนิทของคุณตาเวอริสได้มั้ยคะ? คุณนักกวี"
สูนทราอมยิ้มเล็กน้อยแล้วรับฝากจดหมายที่ลิบลินยื่นมา
"ได้สิ พี่จะเอาไปส่งให้ถึงมือคนนั้นเลย"
"ขอบคุณค่ะ หนูไปทำสวนต่อแล้วนะคะซิสเตอร์ บ๊ายบายคุณนักกวี"
สูนทรายืนยิ้มในขณะที่มองลิบลินวิ่งไปที่สวนผัก
"ขอบคุณมากครับซิสเตอร์ ขอให้ช่วยดูแลเด็กคนนั้นต่อไปด้วยนะครับ"
"ยินดีค่ะ แล้วคุณนักกวีจะไปไหนต่อเหรอ"
"ผมคงหานอนที่พักสักที่ในเมืองแล้วพรุ่งนี้ค่อยเอาจดหมายกับรูปภาพไปให้ภรรยาของคุณเวอริสน่ะครับ"
"โชคดีนะคะ"
สูนทราโบกมือให้ซิสเตอร์แล้วเดินหาที่พักอาศัยในเขตร้านค้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเบกิลล์ จากนั้นนั่งแต่งเพลงให้ห้องที่พักทั้งวัน หลังจากนั้นสักพักพอรู้สึกอ่อนเพลียก็นอนหลับไป
**********************************************************************************************************