“อู้วว~~~”
“อื้อหื้อออออ”
“มึงถือดีๆ ดิวะ โห…แม่ง โคตรเด็ด”
ตอนนั้น…
ผมก็คิดแค่ว่า…ไอ้เพื่อนเฮ็งซวยเส็งเคร็งตัวไหนมาทำเสียงดังวะ นึกเสียใจที่ไม่ยอมแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาตบหัวพวกมันสักทีสองที แล้วความสารเลว สถุล โสโครกของพวกมันก็พาความฉิบหายมาเยือนในที่สุด
บทที่ 1: ไอ้เพื่อนเวรมันเอาโทรศัพท์ผมไปเปิดคลิปโป๊
เพราะเมื่อคืนดื่มหนักเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้หญิงที่คบมาห้าปีและแฟนใหม่ของเธอที่หล่อกว่าผมล้านเท่า ทำเอาแทบเดินสี่ขากลับห้อง โชคดีที่มีเพื่อนกว่าสิบคนหิ้วปลีกมาส่ง ซึ้งใจมากแม้จะจำหน้าใครไม่ได้เลยสักคนก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมานอนคดคู้อยู่หน้าห้องน้ำแบบนี้
ผมพยายามยกหัวหนักๆ ของตัวเองขึ้น ปรือตามองห้องที่ว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่แล้วทั้งที่เสียงร้องครางยังหลอนในรูหู เมื่อรวบรวมกำลังใจได้มากพอ ผมก็ลุกนั่ง พิงกับผนังด้านหลัง ตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าท้องไส้พะอืดพะอมเหมือนถูกขย้อน สายตามองถุงเท้าที่ใส่เมื่อคืนม้วนเป็ก้อนกลม ๆ นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น เสื้อชอปสีกรมพาดอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ขนาด 23.5 นิ้ว มีหนังสือกับเอกสารวิชา Drawing หล่นใกล้ๆ และเมื่อเหลือบมองนาฬิกาบนโต๊ะ
"เวร”
สมองที่หนักอื้อประมวลผลได้รวดเร็วพอๆ กับขาทั้งสองข้าง นี่อาจจะทุเรศไปหน่อยถ้าคุณเป็คนรักความสะอาด แต่สำหรับเด็กวิศวะอย่างเรา ผมบอกเลยว่ามันเป็เื่ปกติที่คุณจะคว้าเสื้อชอปตัวเดิมมาใส่ วิ่งเข้าไปล้างหน้าลวกๆ ในห้องน้ำและกลับออกมาด้วยอาการสดชื่นประหนึ่งเหมือนได้อาบน้ำทั้งตัว โชคดีที่ผมยังมีถุงเท้าที่ไม่ได้ใส่อีกหนึ่งคู่ไม่อย่างนั้นอาจต้องหยิบไอ้ก้อนกลมกลางห้องขึ้นมาใช้อีกครั้ง
“โทรศัพท์? อยู่ไหนวะ”
หันซ้ายหันขวาอยู่สองรอบ ผมก็เจอสมาร์ตโฟนของตัวเองนอนเรียบร้อยอยู่บนเตียง ไม่อยากจะคิดเลยว่าชีวิตจะเงียบเหงาเพียงใดถ้าลืมโทรศัพท์ในวิชาที่น่าเบื่ออย่างแมททีเรียล (Material) หรือวัสดุวิศวกรรม เนื้อหาวิชาที่ว่าชวนง่วงอยู่แล้ว ยิ่งเจอเสียงโทนเดียวกับพระสงฆ์ของอาจารย์เฉลิมพลเข้าไปเป็ใครก็เอาไม่อยู่ ผมจัดการยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเริ่มหาเป้าหมายต่อไป
“กระเป๋าตังค์”
เมื่อพบว่ามันยังอยู่ในกระเป๋ากางเกงอีกด้าน ผมก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก อีกสิบห้านาทีจะ 9 โมง ไม่มีเวลามากพอจะพิถีพิถันอะไรอีก ผมหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาปึกหนึ่ง ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่ามันเป็วิชาเดียวกับที่จะเรียนหรือเปล่า แค่กะว่าจะเอาไปหนุนหัวเท่านั้น
โชคดีที่มหาวิทยาลัยอยู่ห่างจากหอพักไม่กี่กิโล นั่งวินมอเตอร์ไซด์แค่ห้านาทีก็ถึง จ่ายเงินสิบห้าบาทแล้วกุลีกุจอวิ่งขึ้นบันไดตึกไปชั้นสาม ลิฟต์สองตัวถูกจองจนเต็มแล้วจากสาวๆ คณะมนุษยศาสตร์ ถ้าเป็วันปกติทั่วไปผมก็ชอบอยู่นะที่ตึกเรียนวิศวะจะมีสาวๆ จากคณะอื่นแวะเวียนมาบ้าง แต่ในวันที่ผมเมาเละเทะแบบนี้ ผมกลับอยากไล่พวกเธอไปให้หมด นี่แค่ขึ้นมาได้แค่สองชั้นผมก็หอบแดก กลิ่นแอลกอฮอล์ในท้องทะลักขึ้นมาถึงคอจนต้องพุ่งเข้าห้องน้ำอีกรอบ
อ้วก....
เละเทะ…ฉิบหาย
นั่นเป็คำเดียวที่ผมนิยามให้ตัวเองตอนนี้ ผมล้างหน้าแล้วเริ่มตั้งหลักใหม่ เกาะราวบันไดขึ้นไปจนถึงชั้นสาม ลิฟต์สองตัวเปิดออกพอดี เสียเวลาเบียดเสียดฝูงชนอีกเล็กน้อยเพื่อไปยังระเบียบทางเดิน ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีครั้งไหนที่ผมจะทุกข์ใจที่มีผู้หญิงล้อมรอบ ในที่สุด…เมื่อผมหลุดออกมาปะทะกับอากาศโปร่งสบาย ทั่วทั้งหน้าก็เปียกชุ่มด้วยเหงื่อ
“พี่อามตื่นหรือยังคะ”
เสียงคุ้นเคยของใครบางคนทำผมเสียหลักเบรกจนเท้าลากบนพื้นดัง ‘เอี๊ยด’ ใครจะคิดว่าต้องมาเจอแฟนเก่าในสภาพแบบนี้ รอยยิ้มกว้างเลือนหายจากใบหน้าของส้มรวดเร็วเช่นเดียวกับหัวใจของผมที่กระตุกวูบ เธออึดอัด ผมรู้… แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เป็ห่วงและโหยหาอย่างน่าสมเพช
“เลิกเรียนตอนเที่ยงค่ะ พี่อามมารับได้ไหม”
“…”
“ส้มกินแล้ว พี่อามก็กินข้าวด้วยนะ”
แววตาคู่สวยตวัดมองผมเล็กน้อยแล้วเมินไปทางอื่น ระหว่างที่ป้อนเสียงหวานใสออดอ้อนส่งให้ปลายสายราวกับจงใจขยี้ความรู้สึกผมให้แหลกละเอียด ที่ทุเรศกว่านั้นคือผมดันแอบหวังว่าเธอจะกลับมา คิดว่าจะโอบกอดคนตัวเล็กได้อีกครั้ง
“ลุกเลย ลุกๆ อย่าดื้อสิคะ ส้มจะเข้าไปเรียนแล้วนะ”
“…”
“ค่ะ คิดถึงเหมือนกัน”
ผมแม่งมันโง่!
และก็ยังเลือกที่จะโง่ซ้ำซาก
“ส้ม!”
คนที่เพิ่งวางสายหันหลังให้ผมราวกับว่าเราไม่รู้จักกัน เมื่อผมเรียก เธอก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่และหมุนตัวกลับมา เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนสะบัดไปด้านหลัง สีหน้าและแววตาแสดงออกชัดเจนว่าเบื่อหน่ายเต็มที
“พอเถอะน้ำ”
เจ็บชะมัด ทั้งที่ไม่มีคำด่าเลยสักคำ
“เลิกยุ่งวุ่นวายกับเราเถอะ”
“วุ่นวายเหรอ” ผมทวนคำพลางแค่นหัวเราะ น้ำเสียงที่บ่งบอกว่ารำคาญยิ่งทำให้ผมรู้สึกไร้ค่ามากขึ้นไปอีก ทั้งที่ตลอดห้าปีผมก็ทุ่มเทให้เธอมากที่สุด
“ใช่! วุ่นวายมาก เมื่อคืนน้ำโทรหาเราจนเราจะเป็บ้าอยู่แล้ว รู้ไหมว่าถ้าเราไม่ห้ามพี่อามไว้ เขาคงไปฆ่าน้ำทิ้งแน่ ขอร้องล่ะ…เลิกทำตัวงี่เง่าสักที เราไม่รักน้ำแล้ว ต้องให้พูดอีกกี่ครั้ง--”
“เข้าใจล่ะ” ผมตอบเสียงเรียบ เดินผ่านหน้าอีกฝ่ายทั้งที่ยังพูดไม่จบ เจ็บเหมือนโดนมีดเสียบ แต่ต้องปั้นหน้านิ่ง ทั้งที่แทบจะตายตรงนี้ด้วยซ้ำ ไม่กี่วินาทีต่อมาเมื่อเสียงรองเท้าส้นสูงดังเป็จังหวะสม่ำเสมอห่างออกไปอีกทาง หัวใจผมก็ปวดร้าวราวกับถูกบีบ
ไอ้ห่าน้ำ อย่างร้องไห้นะโว้ย