ว่าที่ฮองเฮาพระองค์ใหม่กำลังทอดพระเนตรดอกบัวตระการตาในสระ หากแต่แววตานั้นกลับมิได้มีเงาของดอกบัวแม้แต่น้อย พระนางยังทรงจมอยู่กับความคิดของตน
อีกไม่กี่วันข้างหน้านางจะได้รับการแต่งตั้งเป็ฮองเฮา ตำแหน่งเก่าของนางที่ถูกแต่งตั้งใหม่ คล้ายกับิญญาเดิมของเฟิงอี๋ ที่ย้ายจากร่างสตรีวัยสามสิบสู่ร่างใหม่ของฟางเหริน สตรีวัยสิบแปดปีที่เต็มไปด้วยความสาว และความสวย แต่ร่างนี้ เป็ร่างที่นางชิงชังยิ่งนัก !
มือเรียวของเฟิงอี๋รวบกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว นางกำนัล และขันทีคอยยืนรับใช้อยู่ห่าง ๆ แม้ว่าพระนางจะทรงนั่งอยู่ริมสระน้ำนานแล้ว แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้ารบกวน
เฟิงอี๋ ยังจำวันแรกที่ฟางเหรินเหยียบย่างเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามแห่งได้ดี.....
วันนั้นเป็วันคัดเลือกสนมนางกำนัลประจำปี สตรีสกุลดีเพียบพร้อมทั้งกิริยาวาจาถูกคัดเลือกเข้าสู่วังหลวงนับร้อยนาง เพื่อให้องค์ฮ่องเต้ทรงพิจารณาเลือกสนมข้างกายคนใหม่ ทันทีที่เฉินเฉิงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นความงามของฟางเหรินที่เปรียบประดุจราชินีบุปผา พระองค์ถึงกับรับสั่งเลือกนางเป็สนมเพียงผู้เดียว สตรีที่เหลือก็มอบให้เป็นางกำนัลให้แก่ตำหนักต่าง ๆ เื่นี้เป็ที่โจษจันกันนานนับเดือน
อีกทั้ง ฮ่องเต้ยังพระราชทานตำแหน่งเฟยให้ฟางเหรินทันทีที่เข้าถวายงานในแท่นบรรทม สูงกว่าตำแหน่งของเฟินหนิง พี่สาวต่างมารดาของฟางเหริน แม้นางจะเข้าถวายงานรับใช้ฝ่าาก่อนน้องสาวถึง 2 ปี แต่ก็ยังเป็ได้เพียงกุ้ยเหรินเล็ก ๆ นางหนึ่งเท่านั้น
ครั้งนั้น ฮ่องเต้ทรงลุ่มหลงฟางเหรินเพียงใดทุกคนล้วนประจักษ์ ด้วยผิวพรรณ สัดส่วน แลใบหน้านั้นราวกับนาง์ลงมาเดินเล่นบนแดนมนุษย์ พระองค์ทรงอยู่ในตำหนักของนาง 7 วัน 7 คืนมิออกว่าราชการ
แล้วเมื่อออกว่าราชการในวันถัดมาฮ่องเต้ก็ทรงแต่งตั้งนางเป็กุ้ยเฟยทันทีโดยไม่สนใจลำดับขั้นธรรมเนียมการแต่งตั้งตำแหน่งสนมที่บัญญัติไว้อีกต่อไป
เช้าวันนั้น เฟิงอี๋นั่งในตำแหน่งฮองเฮา บนบัลลังก์หงส์ทองคำรอรับพระสนมจาก 12 ตำหนักมาถวายพระพรตามธรรมเนียม เหล่าสนมล้วนมากันพร้อมหน้าั้แ่เช้าตรู่ แต่พระสนมคนใหม่กลับมาช้าที่สุด หนำซ้ำยังให้นางกำนัลประคองแขนเข้ามา ยุรยาทดั่งเดินชมสวนในอุทยานก็มิปาน
“ถวายพระพรองค์ฮองเฮาเพคะ”
ฟางเหรินเปล่งเสียงหวานปานน้ำผึ้ง แต่กลับไม่ยอมยอบตัวลงดั่งวาจาที่ลั่นออกมา นางยกยิ้มที่มุมปากสบพระเนตรผู้ที่อยู่บนบัลลังก์หงส์อย่างไม่สะทกสะท้าน ด้วยลำพองใจว่านางเป็ที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ยิ่งนัก เมื่อเห็นเปลวไฟในแววตาของสนมทุกคนที่อยู่รายรอบ นางจึงจงใจโยนเชื้อไฟเข้าไปอีกโดยการเอ่ยว่า “หม่อมฉันต้องขออภัยฮองเฮาเป็อย่างยิ่งที่มิอาจคุกเข่าถวายพระพรเหมือนดังพี่หญิงคนอื่น ๆ ได้ ด้วยเพราะร่างกายของหม่อมฉันถูกฝ่าาเคี่ยวกรำถึง 7 วัน 7 คืน จนระบมไปหมดทั้งกาย เพียงแค่เดินมากที่ตำหนักไป่เหอมาที่ตำหนักเฉียนชิงก็นับว่ายากแล้ว”
เมื่อจบคำ ไฟริษยากองใหญ่ก็ดูเหมือนจะพวยพุ่งจนท่วมท้นตำหนักเฉียนชิง มีเพียงเฟิงอี๋ฮองเฮาเท่านั้นที่ยังคงมองนางอย่างเฉยชาประดุจก้อนน้ำแข็งท่ามกลางกองไฟ
“เด็ก ๆ นำตั่งนั่งให้ฟางเหรินกุ้ยเฟย”
ฮองเฮาสั่งเสียงเรียบ เมื่อขันทีนำตั่งมาให้กุ้ยเฟยแล้ว ฮองเฮาจึงกล่าวกับนางว่า “ลำบากเ้าแล้ว”
แม้ฮองเฮาจะรู้ว่าฟางเหรินจงใจหยามนางถึงตำหนักเฉียงชิง แต่นางก็ไม่นำพาเื่นี้มาใส่ใจมากนัก เพราะสนมที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้มีนับพัน ต่อให้นางกำจัดฟางเหรินไปหนึ่งคน ในภายภาคหน้าก็ยังมีสนมที่จะก้าวขึ้นเป็ที่โปรดปรานคนใหม่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ หากนางไล่กำจัดทุกคนชีวิตคงจะเหน็ดเหนื่อยมาก สู้นางเอาเวลาที่ริษยาคนไปอื่นไปบำรุงร่างกายให้เหมาะแก่การตั้งครรภ์ให้ฮ่องเต้มิดีกว่าหรือ เพราะในฐานะฮองเฮานั้น ไม่จำเป็ต้องแย่งเป็ที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ พระองค์ก็ต้องเสด็จมาที่ตำหนักเฉียงชิงทุกเดือนตามกฏมณเทียรบาล
“ขอบพระทัยเพคะ”
เมื่อไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าโกรธกริ้วเพราะความริษยาของฮองเฮาแล้ว กุ้ยเฟยก็อดเสียดายไม่ได้
“ในเมื่อฟางเหรินกุ้ยเฟยทุ่มเทแรงกายแรงใจปรนนิบัติฝ่าาแทนพวกเหล่าพี่น้องดีเพียงนี้ เราในฐานะแม่ของแผ่นดินจึงอยากจะมอบของตอบแทนให้เ้าสักเล็กน้อย”
ฮองเฮาแย้มพระโอษฐ์นิด ๆ กล่าวอย่างมีเมตตาใบหน้าเรียบเฉยนั้นไม่สามารถอ่านความรู้สึกจริง ๆ ได้เลย
ฟางเหรินกุ้ยเฟยได้ยินดังนั้นก็รีบเอ่ยเสียงหวานตอบกลับไปว่า
“ขอบพระทัยเพคะ”
แม้จะตอบไปเช่นนั้น แต่ในใจกลับขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ฮองเฮาผู้นี้จงใจเล่นงานทางอ้อมชัด ๆ การที่นางไม่ยอมคุกเข่าถวายพระพร นอกจากฮองเฮาไม่ตำหนิแล้วยังพระราชทานของรางวัลตอบแทนนางด้วย มิเท่ากับยืมมือเหล่าสนมมาเล่นงานนางเพราะความริษยาหรอกรึ
“เอาละ ในเมื่อพวกเ้าเหล่าพี่น้อง มาถวายพระพรเราจนครบแล้ว วันนี้ก็พอเท่านี้เถิด”
“ขอจงทรงพระเจริญ หมื่น ๆ ปี หมื่น ๆ ปี”
สนมทั้งหมดล้วนลุกขึ้นถวายพระพรน้อมส่ง ยกเว้น ฟางเหรินกุ้ยเฟย !
“กุ้ยเฟย”
เรียกขานพร้อมกับฝ่ามือใหญ่วางลงที่บ่าของนาง เฟิงอี๋จึงดึงสติของตนกลับมาในปัจจุบัน
“ถวายพระพรฝ่าาเพคะ”
เฟิงอี๋ในร่างของฟางเหรินกุ้ยเฟยลุกขึ้นยอบกายถวายความเคารพตามธรรมเนียม
ท่วงท่าห่างเหิน บวกกับน้ำเสียงเ็านั้น ทำให้เฉินเฉิงฮ่องเต้เข้าใจว่านางยังเสียใจเื่ลูกอยู่ จึงรีบเข้าไปประคองนางให้ลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า
“ร่างกายเ้ายังไม่แข็งแรง ไม่ต้องมากพิธีเช่นนี้”
ฮ่องเต้ประคองนางให้นั่งบนเก้าอี้ดังเดิม พร้อมกับกอบกุมมือนิ่มเอาไว้ แล้วเอ่ยอย่างเอาใจว่า
“เราตรวจฎีกาหมดแล้ว วันนี้ทั้งวันทั้งคืนเราจะอยู่เป็เพื่อนเ้าที่ตำหนักดีหรือไม่”
เฟิงอี๋เม้มปากเข้าหากันจนสนิทเป็เส้นตรง หลุบตาลงต่ำซ่อนความโกรธแค้นเอาไว้จนมิดชิด นางจะร่วมเตียงกับคนที่สั่งปะานางและลูกอย่างทารุน และฆ่าล้างตระกูลของนางจนสิ้นได้อย่างไร
“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันเพิ่งจะสูญเสียลูกไปร่างกายยังไม่พร้อมที่จะปรนนิบัติฝ่าา”
นางเอ่ยวาจาโดยไม่มองพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้แม้แต่น้อย
สีพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้สลดลง แต่เมื่อแลหันใบหน้าซีดเชียวของนาง พระองค์ก็ไม่อาจแข็งใจบังคับนางได้ แม้ว่าเขาอยากจะนอนกอดสนมรักมากเพียงไรก็ตาม ฮ่องเต้เอ่ยกับนางว่า
“งั้นเ้าก็รักษาตัวให้ดี”
พระองค์ทรงทอดถอนหายใจออกมาเงียบ ๆ
เฟิงอี๋ใคร่ครวญในใจบางอย่าง จากนั้นก็เปลี่ยนท่าทีโดยวางมือนุ่มซ้อนทับกับฝ่ามือของฮ่องเต้อีกชั้นหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมคล้ายกับจะปลอบประโลมว่า
“เอาอย่างนี้ดีไหมเพคะ หลังจากที่หม่อมฉันได้รับแต่งตั้งเ้าเป็ฮองเฮาแล้ว ฝ่าาก็ทรงให้หม่อมฉันไปอยู่ที่ตำหนักเมฆา์กับฝ่าา เพื่อจักได้ปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดทั้งวันทั้งคืน ฝ่าาว่าดีหรือไม่”
“แต่ตามกฎวังหลังไม่อนุญาตให้สนมนางใดพักที่ตำหนักเมฆา์ร่วมกับฮ่องเต้ เกรงว่าเหล่าขุนนางเฒ่าจะไม่เห็นชอบ”
ฮ่องเต้เอ่ยอย่างลังเล สีพระพักตร์คล้ายกับลำบากใจ
เฟิงอี๋เห็นท่าทีเช่นนั้นแล้ว เกรงวางแผนการในใจจักไม่ลุล่วงจึงฝืนใจโน้มตัวลงซบลงที่พระอังสาของพระองค์ แล้วบดเบียดเนื้อนุ่มนิ่มของนางเข้ากับพระพาหา พลางเอ่ยเสียงออดอ้อนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิตว่า
“ให้หม่อมฉันไปอยู่กับพระองค์ที่ตำหนักเมฆา์เถอะนะเพคะ พระองค์ก็ทรงรู้ฮองเฮาสิ้นชีพอย่างน่าเวทนาที่ตำหนักเฉียนชิง หม่อมฉันกลัวิญญาอาฆาตไม่อยากอยู่ตำหนักนั้น หม่อมฉันกลัวจริง ๆ นะเพคะ”
ระหว่างที่เอ่ยวาจานั้น นางไม่ลืมที่จะทำให้ขึ้นดวงตาแดงระเรื่อ มีน้ำตารื้นขึ้นมาสักหน่อย มารยาร้อยเล่ห์เช่นนี้ นางเรียนรู้มามาก แต่เมื่อก่อนไม่เคยใช้ เพราะเชื่อในหลักคุณธรรม ที่ว่าหากเราไม่ทำร้ายใครก่อนมีหรือเขาจักทำร้ายเรา แต่สุดท้ายต่อให้วางเฉยสักเพียงไร ผู้อื่นก็ลากเราลงสู่ขุมนรกอยู่ดี !
เมื่อพระองค์เห็นดวงตาที่ชื้นไปด้วยน้ำตาของนาง หัวใจของฮ่องเต้ก็อ่อนยวบลงดั่งเทียนถูกไฟรน จึงรีบรับปากว่า
“ได้ ๆ เ้าอย่าร้องไห้เลยนะ เห็นน้ำตาเ้าทีไร เราก็ปวดใจทุกที”
“เพคะ”
เฟิงอี๋ฝืนยิ้มอย่างไม่จริงใจให้ฮ่องเต้ไปครั้งหนึ่ง แล้วรีบซ่อนใบหน้าที่แสนจะเสแสร้งนั้นซุกลงกับอกเข้า จากนั้นแววตาของนางก็วาวโรจน์ขึ้น
- ต่อจากนี้ไป ข้าจะทวงหนี้ชีวิตจากพวกเ้าทุกคน !”
...................................... จบตอน.............................................