จิงซิงอี้เล่นกับเ้าตัวเล็กและเช็คแผลแม่สุนัขจิ้งจอกก่อนออกจากบ้านไปคลินิก เขาเดินไปเปิดประตูเล็กหลังบ้าน เพื่อให้พวกมันเดินเข้าออกได้เพราะสังเกตเห็นแล้วว่าแผลของแม่จิ้งจอกเริ่มดีขึ้น
เขาไม่แน่ใจว่ามันจะอยากอยู่จนแผลหายเพราะมันคือสัตว์ป่า ถ้ากักขังเอาไว้ มันอาจจะกัดคนได้
่บ่ายนี้เขาต้องเดินกลับไปคลินิกเพราะตอนที่มาตรวจป้าซ่ง เขาซ้อนรถมากับลุงซ่ง จึงทิ้งจักรยานไว้ที่คลินิก
ในระหว่างที่เดินไปตามถนนนั้น เขาก็พบเสี่ยวหลงเด็กหนุ่มที่ช่วยพาคู่สามีภรรยานักธุรกิจมารักษากับเขา
เสี่ยวหลงขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่านมาเขาจึงอาสาพาจิงซิงอี้ไปส่ง
ในระหว่างทาง เด็กหนุ่มเล่าเื่นี่โน่นให้เขาฟังและเล่าเื่ตัวเองว่า เขาจบแค่ชั้นมัธยมต้นไม่ได้ไปเรียนต่อเพราะอยากจะทำสวนอยู่บ้าน หลายคนมองว่าเขาบ้าเพราะคนส่วนใหญ่จะเลือกเข้าเรียนต่อหรือไปทำงานในเมืองใหญ่ เพื่อให้ได้ชีวิตที่ดีกว่า
แต่เสี่ยวหลงไม่ชอบการแข่งขันเขาไม่อยากทิ้งปู่ย่าและพ่อแม่เอาไว้ที่นี่ และเขาเองก็ไม่ได้ฉลาดเฉลียวอะไรถึงเรียนจบมา ก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำงานในบริษัทใหญ่เหมือนคนอื่นหรือเปล่าและคงไม่มีเงินเดือนมากพอจะเลี้ยงตัวเองกับพ่อแม่ได้ด้วย
เขาพูดต่อว่า ถ้าต้องทำงานในบริษัทเล็กๆและตำแหน่งเล็กๆ รายได้ก็ไม่พอจะจ่ายค่าที่พักและค่ากินอยู่ในเมืองใหญ่อยู่ดีเขาเห็นตัวอย่างมาจากเพื่อนหลายคนที่ทนทำงานอยู่ในเมืองเพราะไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปทำอะไรดี
เมื่อมาถึงคลินิกเสี่ยวหลงยังคงเล่าเื่ของตัวเอง และลงมาช่วยจิงซิงอี้เปิดประตูร้านชายหนุ่มฟังเสี่ยวหลงพูด และพยักหน้าเป็ครั้งคราว
ถึงแม้เสี่ยวหลงจะตัดสินใจทำตามสิ่งที่เขา้าแต่เขายังคงไม่มั่นใจ และคงจะ้าระบายความในใจกับเขา ซึ่งมีอายุไม่ห่างกันมาก
สักพักเสี่ยวหลงก็เงียบไปเหมือนจะรู้ตัวว่าพูดมากเกินไปแล้ว เขาหัวเราะแห้งๆ และรีบขอตัวไปทำสวนต่อแต่จิงซิงอี้บอกให้เขารอก่อน และเดินไปหยิบถุงหอมที่ช่วยไล่ยุงและแมลงมาส่งให้ก่อนจะพูดขึ้นมา
“เอาถุงนี้ไป มันช่วยไล่ยุงไล่แมลงได้”
เสี่ยวหลงรับถุงหอม ตาของเขามีประกายขึ้นมาเขารู้สึกดีใจที่หมอจิงไม่ได้รำคาญเขา แต่แล้วจิงซิงอี้ก็พูดขึ้นมาว่า
“ฉันเคยได้ยินเพื่อนคนไทยที่มาเป็นักเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่พูดว่า‘เงินทองเป็ของมายา ข้าวปลาสิของจริง’ เขาอธิบายความหมายว่าหลายครั้งที่เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือภัยธรรมชาติเงินทองกลับกลายเป็สิ่งไร้ความหมาย แต่ผักปลาอาหารที่เราปลูกเราเลี้ยงเองยังคงมีอยู่จริง ให้เราได้กินได้ขายเพื่อต่อชีวิตได้จริง
ฉันคิดว่า การอยู่ที่นี่ ทำสวนทำไร่ก็คือการทำอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเองแบบหนึ่ง
ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันเป้าหมายและความ้าของเราก็ไม่เหมือนกัน ชีวิตจึงไม่มีถูกไม่มีผิด
ถึงวันนี้เราเลือกทำสิ่งนี้ อีกปีข้างหน้าเราก็อาจจะเปลี่ยนไปทำสิ่งอื่น นั่นก็ไม่ผิดอีก”
จิงซิงอี้พูดอย่างจริงจังต่อว่า
“การได้ใช้ชีวิตแบบที่เราเลือกต่างหากที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การใช้ชีวิตแบบที่คนอื่นบอก แล้วก็ไม่มีความสุข
เกียรติยศศักดิ์ศรีไม่ได้วัดกันแค่นี้หรอกนะถ้าเราเลี้ยงตัวเองได้ เราก็มีศักดิ์ศรีที่น่าภูมิใจมากแล้ว”
เสี่ยวหลงที่นิ่งฟังจนจบก็อึ้งไปสักพักเขาก็หัวเราะออกมา ตาของเขาแดงๆ เหมือนจะร้องไห้เด็กหนุ่มก้มหัวลงคำนับจิงซิงอี้ และพูดด้วยเสียงสั่นเครือนิดๆ ว่า
“ขอบคุณครับหมอจิง ขอบคุณมากๆ”
จากนั้นเด็กหนุ่มก็รีบหันหลัง ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาและเดินไปที่รถ เขาสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ จากนั้นก็หันมายิ้มกว้างและโบกมือให้หมอหนุ่มและขี่ออกไปช้าๆ
วันรุ่งขึ้นจิงซิงอี้และจิงเซียวตื่นมาออกกำลังกายตามปกติ จากนั้นเขากลับมาทำอาหารเช้าให้คนและแม่ลูกจิ้งจอก ในขณะที่จิงเซียวทำแผลให้แม่จิ้งจอก
เมื่อทำอาหารเสร็จและเดินไปอาบน้ำเขาก็ได้ยินเสียงรถจอด เสียงเปิดประตูบ้าน และเสียงทักทายของลั่วเยี่ยนและจิงเซียว
เมื่อเดินออกมานอกห้องเขาพบลั่วเยี่ยนยืนดูแม่จิ้งจอก และอีกมือหนึ่งก็อุ้มเ้าตัวเล็กเอาไว้ลั่วเยี่ยนหันมามองจิงซิงอี้ เขายิ้มกว้างด้วยความดีใจและทักทายเด็กน้อยที่ตอนนี้กลายมาเป็ชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว “เป็ยังไงบ้างเสี่ยวอี้”
ลั่วเยี่ยนเองก็เปลี่ยนไปมากจากหมอหนุ่มที่ร่าเริงมองโลกในแง่ดี รูปร่างผอมสูงเพราะทำงานหนักกลายมาเป็ชายวัยกลางคนอายุ 48 ปี รูปร่างท้วมขึ้น แต่ยังคงอารมณ์ดีมีบุคลิกที่ดูมั่นคงและภูมิฐานจากความรู้และประสบการณ์ ในการเป็ผู้บริหารโรงพยาบาลและการเป็พ่อคน
ลั่วเยี่ยนปล่อยเ้าตัวเล็กลงพื้นจากนั้นทั้งสามคนก็ล้างมือและเริ่มกินข้าวเช้า ลั่วเยี่ยนมีเวลาแวะมาไม่นานต้องรีบขับรถไปสนามบิน พวกเขาจึงใช้เวลาในตอนนี้คุยธุระไปด้วย
เมื่อได้ยินแผนทำธุรกิจของจิงซิงอี้เขาก็สนับสนุนความคิดของชายหนุ่ม และพูดขึ้นว่า
“พี่รู้จักบริษัทปลูกสมุนไพรที่เชื่อถือได้อยู่หลายที่แล้วจะแนะนำให้ ตอนนี้สภาพดินฟ้าอากาศตามธรรมชาติเปลี่ยนไปมากถ้าเราควบคุมการปลูกได้ สมุนไพรก็จะมีประสิทธิภาพดีวิธีการผลิตแล้วก็แปรรูปของอาจารย์ยังแตกต่างไปจากที่อื่น สมุนไพรของเราจึงมีคุณภาพดีกว่าด้วย”
จากนั้นพวกเขาก็คุยกันเื่คลินิกของชายหนุ่มจิงซิงอี้เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ในตอนนี้ ที่มีคนมารักษาน้อยและแผนที่จะโปรโมทคลินิก ลั่วเยี่ยนหัวเราะหึหึ ก่อนจะพูดว่า
“ตอนยังเรียนไม่จบ มีแต่โรงพยาบาลใหญ่ๆมาแย่งตัวไปทำงาน แต่นายกลับเลือกมาเปิดคลินิกเล็กๆ ห่างไกลความเจริญ แถมคนไข้ก็ยังหายากอีก”
ทั้งสามคนหัวเราะออกมาพร้อมกันลั่วเยี่ยนเหมือนจะบ่นจิงซิงอี้ แต่ความจริงแล้วเขารู้จักนิสัยของชายหนุ่มไม่ต่างไปจากจิงเซียว ที่เลือกทำในสิ่งที่ชอบและไม่กลัวการเริ่มต้น
ถึงจิงซิงอี้จะดูไม่สนใจความก้าวหน้าแต่เขาเป็คนที่รู้จักหาเงินมาั้แ่เด็กๆ ทั้งการช่วยจิงเซียวทำงาน และรักษาคนไข้ั้แ่ยังเรียนอยู่ เขายังวางแผนจะทำธุรกิจสมุนไพรในตอนนี้อีกด้วย
เมื่อกินข้าวเสร็จพวกเขาช่วยกันยกสัมภาระของจิงเซียวไปเก็บที่รถของลั่วเยี่ยน เมื่อเรียบร้อยแล้วจิงเซียวและลั่วเยี่ยนก็โบกมือลา และขับรถออกไปส่วนจิงซิงอี้ก็ขี่จักรยานไปคลินิกตามปกติ
ในวันนั้นป้าที่ตรวจพบอาการความดันโลหิตสูงกับเขาเมื่อวาน ก็มารักษาที่คลินิกจิงซิงอี้จึงฝังเข็มและให้ยาสมุนไพรไปต้มกิน ป้าบ่นว่าเขาน่าจะมีบริการต้มยาให้ด้วย
จิงซิงอี้จึงหัวเราะและบอกว่ารอเขามีเงินจ้างผู้ช่วยก่อนนะ ตอนนี้เขาทำทุกอย่างหมด ทั้งเป็หมอ พนักงานต้อนรับแม่บ้านทำความสะอาด และยังเป็ยามเฝ้าคลินิกเองด้วย
เมื่อถึงเวลาบ่ายสามโมง เขาก็ปิดคลินิกก่อนเวลาเพราะเย็นนี้เขาจะไปตั้งโต๊ะรักษาฟรีที่หมู่บ้านข้างๆ เขาจึงต้องกลับไปเตรียมของ และให้อาหารสุนัขจิ้งจอกแม่ลูก
เมื่อกลับไปถึงบ้านจิงซิงอี้เตรียมโต๊ะเก้าอี้แบบพกพา พร้อมกับอุปกรณ์ต่างๆและขนไปใส่รถจากนั้นเขาก็กินอาหารรองท้อง และทำอาหารเย็นให้สองแม่ลูก และขับรถยนต์ที่นานๆจะใช้ทีไปที่หมู่บ้านข้างๆ