ประเทศไทย
่เวลาบ่ายแก่ๆ ของวันภายในห้องทำงานในโรงงานผลิตผลไม้กระป๋องส่งออกนอกร่างบอบบางในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสะอาด ที่ซ่อนชายเสื้อเอาไว้อย่างเรียบร้อยข้างในกางเกงยีนเนื้อนุ่มสีดำขายาวและคาดทับด้วยเข็มขัดหนังสีขาวเส้นเล็กอีกทีนั้น กำลังก้มๆ เงยๆอยู่ตรงชั้นเก็บเอกสาร มือบางดึงลิ้นชักหลายอันออกมาค้นดูในขณะที่ริมฝีปากอิ่มน่าจูบนั้นบ่นพึมพำเบาๆ ออกมา
“หายไปไหนนะ”
“หาอะไรเหรอ” เสียงทุ้มห้าวดังขึ้นมาจากหน้าประตูห้องหลังจากที่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผิวขาว หน้าตาดีเปิดประตูเข้ามาโดยไม่คิดจะหยุดเคาะสักนิดเดียว
“โอ๊ย!” เสียงร้องดังออกมาจากปากของคนที่กำลังก้มหาของอยู่ด้วยความลืมตัวและลืมคิดไปว่าตนเองเปิดลิ้นชัก้าศีรษะคาเอาไว้เมื่อหญิงสาวยืดตัวขึ้นยืนจึงทำให้ศีรษะไปกระแทกกับลิ้นชักเข้าอย่างจัง “บ้าจริง! ไอ้ลิ้นชักบ้า” เธอบริภาษออกมาอย่างหงุดหงิดพลางก้าวถอยหลังออกมายืนห่างจากตู้เอกสาร แล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองไปยังชายหนุ่มที่ยืนหัวเราะร่วนอยู่ข้างหลัง “ขำอะไรนักหนาฮะพี่ยะ ตัวเองทำเขาเจ็บตัวยังจะมีหน้ามาหัวเราะเยาะเขาอีก” หญิงสาวต่อว่าวิชญะผู้เป็พี่ชายคนรองที่อายุมากกว่าเธอสองปีด้วยความโมโห
“อ้าวๆเื่อะไรมาโทษกันล่ะ แกเซ่อซ่าซุ่มซ่ามเองนะยัยจันทร์”
‘ยัยจันทร์’ หรือจารุจันทร์น้องนุชคนสุดท้องของครอบครัวศุภฤกษ์พาณิชย์ทำหน้ายู่ใส่พี่ชายอย่างงอนๆก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานของตัวเองส่วนคนเป็พี่ก็เดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของน้องสาวด้วยใบหน้าที่ยังอมยิ้มขำอยู่ไม่หาย
“แต่ถ้าพี่ยะไม่เรียกจันทร์ก็ไม่ลืมตัวลุกขึ้นยืนหรอก”
“เออๆ ฉันผิดก็ได้” วิชญะี้เีต่อล้อต่อเถียงด้วย จึงยอมรับผิดไปเสียเองบ่อยครั้งเวลามีเื่ทะเลาะเบาะแว้งกันตามประสาพี่น้องเมื่อไหร่เมื่อี้เีเถียงด้วยชายหนุ่มก็มักจะยอมแพ้เช่นนี้เสมอๆจนกลายเป็ความเคยชินไปโดยไม่รู้ตัว
“ใช่ นั่นแหละที่ถูกต้อง” จารุจันทร์พยักหน้าหงึกหงักสนับสนุน ความที่เป็ลูกสาวคนเดียวและเป็น้องคนสุดท้องหญิงสาวจึงถูกตามใจมาั้แ่เด็กทุกคนในครอบครัวมักยอมอ่อนข้อให้ตลอดในเื่เล็กๆ น้อยๆจนเธอเกิดความเคยตัวมาจนถึงปัจจุบัน
จารุจันทร์มีพี่ชายสองคนคนโตชื่อวรวิชอายุห่างจากเธอถึงห้าปีทีเดียวทำให้ไม่ค่อยสนิทสนมและเล่นหัวกันมากนัก เหมือนกับวิชญะพี่ชายคนรองความที่อายุห่างกันแค่สองปี เธอกับวิชญะจึงสนิทสนมกันมากเล่นหัวกันได้และสามารถพูดคุยปรึกษากันได้มากกว่าคนอื่นๆและยังเป็คนที่เธอทะเลาะด้วยมากที่สุดอีกด้วย
“แกนี่น้า...” พี่ชายส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“น่ารักที่สุดใช่ไหมล่ะ” หญิงสาวถามกลับด้วยรอยยิ้มกว้างดวงตายิบหยีก่อนจะหันไปคว้าขวดน้ำชาเขียวยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่งขึ้นมาดูดดับกระหายวิชญะมองแล้วอดแซวไม่ได้
“ให้แกกินจนหน้าเขียวก็ไม่ได้รางวัลหรอก”
“แค่กๆ” คำแซวอย่างเจ็บแสบของพี่ชายคนรองเล่นเอาจารุจันทร์สำลักน้ำที่เพิ่งดูดเข้าไปหญิงสาวรีบวางขวดชาเขียวลงบนโต๊ะแล้วดึงกระดาษทิชชู่ในกล่องออกมาซับน้ำที่บริเวณปาก ก่อนจะแหวใส่พี่ชายอย่างเคืองๆ“ไอ้พี่ยะบ้า ปากแบบนี้มันน่าให้พี่เกดตบสั่งสอนสักทีสองที”
จารุจันทร์พูดถึงแฟนสาวของวิชญะที่คบหาดูใจกันมาเกือบสิบปีและกำลังวางแผนที่จะแต่งงานกันภายในปีนี้ หญิงสาวสนิทกับแฟนสาวของพี่ชายมากเนื่องจากมีนิสัยคล้ายๆ กัน แต่เกศราจะโหดมากกว่าเธอหน่อยเพราะไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถปราบพี่ชายจอมเ้าชู้ของเธอได้อยู่หมัดจนไม่กล้านอกใจแบบนี้หรอก
“เฮ้ยๆ อย่าเล่นของสูง”
หญิงสาวหัวเราะก๊ากออกมาอย่างไม่เกรงใจจึงถูกพี่ชายค้อนใส่เสียขวับหนึ่งจารุจันทร์หัวเราะจนหน้าแดงก่ำ พอกลั้นหัวเราะได้จึงเอ่ยถาม
“พี่เข้ามาหาจันทร์ถึงที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่า”
“เออ...เกือบลืมไปเลยแม่ให้มาบอกว่าเย็นนี้จะพาแกไปกินข้าวที่บ้านอาเกรียง”
“อีกแล้วเหรอ” หญิงสาวเอ่ยอย่างเซ็งๆ พลางซบหน้าลงกับโต๊ะเหมือนคนใกล้จะตายจนวิชญะอดหัวเราะออกมาไม่ได้เพราะเขารู้ดีว่าทำไมน้องสาวถึงได้ทำท่าไม่ยินดีแบบนี้ “จันทร์เบื่อจะตายอยู่แล้วเมื่อไหร่พ่อกับแม่ถึงจะเลิกทำแบบนี้สักทีนะ จันทร์อึดอัดใจจะตายอยู่แล้ว” จารุจันทร์โอดครวญออกมาอย่างเบื่อหน่ายสุดขีด ่นี้พ่อกับแม่ของเธอขยันพาเธอไปกินข้าวกับครอบครัวของอาเกรียงที่เป็เพื่อนรักของพ่ออยู่บ่อยๆและบางครั้งฝ่ายนั้นก็เป็ฝ่ายมาทานข้าวที่บ้านเธอบ้าง
หากเป็การทานข้าวเพียงอย่างเดียวหญิงสาวคงไม่รู้สึกอึดอัดแบบนี้แต่เพราะรู้ดีว่าจุดประสงค์ของการทานข้าวมันคืออะไร เธอจึงรู้สึกไม่พอใจและไม่อยากไปทว่าก็ขัดใจผู้บังเกิดเกล้าไม่ได้ จารุจันทร์ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะดึงตัวขึ้นนั่งเหมือนเดิมด้วยสีหน้าหม่นหมอง จนผู้เป็พี่ชายนึกสงสารแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากบอกด้วยประโยคเดิมซ้ำๆ เหมือนที่ผ่านมา
“ถ้าแกไม่อยากทำแบบนี้อีกก็รีบๆหาแฟนเข้าสิ”
“โธ่...พี่พูดเหมือนกับมันหากันได้ง่ายๆอย่างนั้นแหละ”
“ก็ไม่น่าจะยากถ้าแกไม่เลือกมากนัก”
“ก็จันทร์ยังหาคนถูกใจไม่ได้นี่นา”เธอบอกหน้ามุ่ย นึกเคืองพี่ชายนักคนนะไม่ใช่ผักใช่ปลาจะได้เลือกที่ถูกใจได้ง่ายๆยิ่งเป็คนที่เธอจะมอบหัวใจรักอันมั่นคงให้ด้วยแล้วยิ่งต้องพิจารณาและคัดสรรอย่างดี จะได้ไม่ต้องมาเสียใจในภายหลัง
“จะถูกใจได้ยังไงในเมื่อแกไม่ลองให้โอกาสใครเข้ามาศึกษาดูใจแกเลย”วิชญะว่าให้อย่างเหลืออด “ั้แ่เล็กจนโตฉันเห็นแก่ไม่เคยเปิดโอกาสให้ผู้ชายคนไหนเกินเพื่อนเลยสักคนหาเื่ตินู่นติดนี่อยู่ตลอด จนตอนนี้คานทองมันกำลังถามหาแกแล้วยัยจันทร์และก็เพราะแกเป็แบบนี้ไง พ่อกับแม่เลยต้องพยายามหาผู้ชายดีๆ มาให้แกแล้วฉันก็เห็นด้วยนะที่พ่อกับแม่เลือกนายวีให้แกน่ะ”
“แต่จันทร์ไม่ได้รักพี่วีแบบนั้นนี่นาจันทร์รักพี่วีเหมือนพี่ชายคนหนึ่งเท่านั้น”
“ก็ลองเปิดใจดูก่อนสินายวีนิสัยดีจะตายไป ฉันฟันธงได้เลยว่ามันคงไม่คิดมีเมียเล็กเมียน้อยให้แกช้ำใจแน่ๆ เพราะแกคงบงการชีวิตมันได้อยู่หมัด” วิชญะหัวเราะออกมาหลังจากพูดจบจารุจันทร์ถอนใจเฮือกใหญ่อย่างเห็นด้วยกับคำพูดประโยคสุดท้ายของพี่ชาย
ใช่...วีกิจนิสัยดี สุภาพอ่อนโยนและไม่เ้าชู้สักนิดสำหรับผู้หญิงอื่นอาจชอบแต่สำหรับเธอแล้วไม่เพราะชายหนุ่มอ่อนโยนเกินไปจนดูเหมือนคนอ่อนแอ เธอ้าผู้ชายที่อ่อนโยนแต่เข้มแข็งและสามารถเป็ผู้นำเธอได้ ไม่ใช่ให้เธอมาคอยเป็ผู้นำหรือสั่งการอยู่เื้ั
“พี่ไม่เข้าใจหรอก” หญิงสาวพูดไปถอนใจไป ราวกับว่าไม่อยากจะอธิบายอะไรต่ออีกแล้วและถึงจะพูดไปก็คงจะไม่มีใครเข้าใจอยู่ดี
“ฉันก็ว่างั้น” วิชญะยักไหล่ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ถ้าแกไม่อยากแต่งงานกับนายวีก็รีบๆ หาแฟนมาแต่งงานเร็วๆ เข้าสิ แกถ่วงเวลาไปได้อีกแค่สองปีเท่านั้นแหละเพราะสามสิบเมื่อไหร่ แม่จับแกแต่งงานแน่ เพราะยังไงๆแม่ก็คงไม่ยอมถูกคนอื่นนินทาว่ามีลูกสาวสวยซะเปล่า แต่ขายไม่ออกแน่ๆ” ประโยคสุดท้ายชายหนุ่มปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเต็มที่ก่อนจะรีบหลบกล่องกระดาษทิชชู่ที่น้องสาวหยิบมาขว้างใส่อย่างรวดเร็ว
“ไอ้พี่ยะบ้า! ผู้หญิงที่อายุสามสิบไม่ใช่เพราะว่าขายไม่ออกหรอกนะแต่เพราะหวงชีวิตโสดต่างหากเล่า ผู้หญิงสมัยนี้เขาไม่แต่งงานเร็วกันหรอกย่ะหาเงินเลี้ยงตัวเองได้สบายๆ ทำไมจะต้องรีบหาภาระใส่ตัวด้วยล่ะ”
“หึๆมันเป็วิธีคิดเข้าข้างตัวเองของสาวโสดที่หาแฟนไม่ได้เท่านั้นหรอก” กล่าวจบวิชญะก็รีบเผ่นออกจากห้องทำงานของน้องสาวทันทีก่อนที่จะโดนขว้างอะไรใส่อีก
“พี่ยะบ้า!” จารุจันทร์หยิบแฟ้มหนาๆ ขึ้นมา เตรียมจะทุ่มใส่ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้วจึงวางลงกลับไปที่เดิมอย่างกระแทกกระทั้นตามแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในใจ
ประเทศโมร็อกโก
แสงแดดอ่อนๆส่องลอดเข้ามาภายในห้องทำงานของท่านประธานใหญ่ของบริษัทนำเข้ารถยนต์ยี่ห้อดังจึงทำให้ทั่วทั้งห้องสว่างสดใสขึ้นร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาอ่อนยืนพิงอยู่กับกระจกบานใสสายตาคมกริบที่มีแพขนตายาวงอนล้อมรอบกำลังทอดสายตามองทิวทัศน์อันสวยงามของคาซาบลังกาเมืองท่าอันทันสมัยและเป็เมืองเศรษฐกิจของประเทศในขณะที่มือหนาถือแก้วกาแฟที่เลขาจัดการชงให้เอาไว้
ชายหนุ่มละสายตาจากทิวทัศน์นอกหน้าต่างแล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน มือหนาวางแก้วกาแฟลงข้างๆ จานแซนด์วิชที่ตัดมาแบบพอดีคำจากนั้นก็หยิบแฟ้มเอกสารเกี่ยวกับการประชุมในเช้าวันนี้ขึ้นมาอ่านอย่างคร่าวๆอีกครั้ง ก่อนจะปิดแฟ้มลงวางไว้ตามเดิมแล้วเอื้อมมือไปดึงลิ้นชักเล็กใต้โต๊ะทำงานออกมา เพื่อหาสิ่งของบางอย่างแต่พอสายตาไปปะทะกับกรอบรูปไม้ที่วางอยู่ในลิ้นชักเข้าความตั้งใจเดิมที่จะหยิบของอื่นก็หายไปกลายมาเป็หยิบกรอบรูปไม้อันนั้นขึ้นมาแทน
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นหน้าห้องก่อนจะถูกเปิดเข้ามาด้วยฝีมือของเลขาสาวชาวฝรั่งเศสจากนั้นหญิงสาวก็เอ่ยออกมาเป็ภาษาฝรั่งเศส
“คุณอัลฟาคะห้องประชุมพร้อมแล้วค่ะ”
“เดี๋ยวผมตามไป” เขาตอบกลับไปเป็ภาษาฝรั่งเศสที่ชัดแจ๋วไม่แพ้กัน
เมื่อเลขาสาวปิดประตูลงแล้วอัลฟาก็ก้มลงมองภาพที่อยู่ในมือต่อภาพที่อยู่ในกรอบรูปนั้นเป็ภาพถ่ายครึ่งตัวของหญิงสาวคนหนึ่งใบหน้าสวยในรูปนั้นยิ้มกว้างอย่างมีความสุขซึ่งความรู้สึกนั้นก็เลยไปถึงดวงตากลมโตด้วย แววตาของเธอจึงเปล่งประกายสุกใสราวกับดวงดาวไม่มีผิด ซึ่งมันเป็ส่วนที่เขาชอบที่สุด เขาชอบมองตาเธอ แต่ก็น่าเสียดายเหลือเกินที่มันเป็เพียงแค่รูปถ่ายเท่านั้น
ชายหนุ่มอยากรู้เหลือเกินว่าดวงตาจริงๆของเธอจะกลมโตสวยเหมือนในรูปหรือเปล่า และหากเป็ไปได้เขาก็อยากจะเห็นมันอยากจะจ้องมองมันเหลือเกิน
ชายหนุ่มถอนใจออกมาเฮือกใหญ่พลางเก็บกรอบรูปเอาไว้ในลิ้นชักตามเดิม แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานไปเช้านี้เขามีประชุมกับผู้ถือหุ้นเื่การส่งออเดอร์รถล็อตใหม่และเื่แผนการตลาดที่ต้องปรับใหม่เพื่อเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น
อัลฟา เป็บุตรชายคนเล็กของมุฟฟามุนบาราฟ ซึ่งเป็นักการเมืองใจซื่อมือสะอาด ชายหนุ่มมีพี่ชายอีกสองคนคือราฟกับจัสฟาราฟนั้นเป็หนุ่มใหญ่ยังไม่แต่งงาน ทั้งที่อายุก็ใกล้เฉียดสี่สิบอยู่ไม่กี่ปีแล้วบิดามารดาต่างก็กังวล และพยายามแนะนำหญิงสาวนิสัยดีในตระกูลดีๆ ให้รู้จักมากมายแต่ราฟก็ยังไม่สนใจใคร ทางด้านผู้เป็มารดาท่านก็อยากให้บุตรชายคนโตแต่งงานใจจะขาด ทว่าไม่กล้าบังคับจิตใจเพราะท่านให้อิสระในการเลือกคู่ครองแก่ลูกๆ เสมอแล้วอีกอย่างราฟก็ไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ ของท่านท่านจึงไม่กล้าเร่งรัดหรือบังคับจิตใจเขา
ส่วนจัสฟานั้นแต่งงานจนมีลูกชายและหญิงตัวเล็กๆออกมาวิ่งเล่นให้ปู่กับย่าได้ชื่นใจไปแล้ว ในครอบครัวจึงเหลืออัลฟากับราฟที่ยังไม่แต่งงานซึ่งตัวอัลฟาเองก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกับพี่ชายคนโตเหมือนกันตรงที่บิดามารดาคอยแนะนำผู้หญิงในตระกูลดีๆให้รู้จัก เพราะตัวเขาเองก็อายุสามสิบห้าแล้วพวกท่านจึงอยากให้เป็ฝั่งเป็ฝาเสียที แต่ผู้หญิงทุกคนที่พวกท่านแนะนำให้รู้จักไม่มีใครที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงได้เลย แม้จะสวยหยาดเยิ้มราวกับนางฟ้าหรือกิริยามารยาทเรียบร้อยสมเป็กุลสตรีก็ตาม หัวใจของเขาก็ยังด้านชาเหมือนเดิมจนชายหนุ่มคิดว่าคงไม่มีวันได้เจอผู้หญิงที่จะมาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาแล้วกระทั่ง...
อัลฟาถอนใจออกมาอีกเฮือกขณะเปิดประตูห้องประชุมเข้าไป เมื่อเข้ามาแล้วชายหนุ่มก็ตัดความคิดส่วนตัวออกไปจนหมดเหลือเพียงเื่ธุรกิจที่จะประชุมร่วมกับผู้ถือหุ้นเท่านั้น
ประเทศไทย...
ตกเย็นจารุจันทร์ไปทานอาหารเย็นที่บ้านของวีกิจกับบิดามารดาส่วนพี่ชายทั้งสองกับพี่สะใภ้และหลานๆ ของเธอไม่ได้ไปด้วย ตลอดเวลาที่นั่งรับประทานอาหารกันนั้นหญิงสาวรู้สึกอึดอัดเป็อย่างมากจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ และพูดแทบนับคำได้เนื่องจากส่วนมากพวกผู้ใหญ่จะคุยกันเองมากกว่าซึ่งหนึ่งในเื่ที่คุยกันก็จะต้องมีเื่ที่อยากจะเกี่ยวดองกันระหว่างสองครอบครัวอยู่ด้วยเสมอและมักจะพูดหยอกล้อทีเล่นทีจริงเื่แต่งงานตลอดซึ่งเธอก็ได้แต่เพียงยิ้มรับเท่านั้นพร้อมกับตอบเหมือนเดิมทุกครั้งที่พวกท่านเกริ่นขึ้นมา
“หนูจันทร์ก็น่าจะคิดเื่แต่งงานแต่งการบ้างได้แล้วนะ”
“หนูยังไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตร่วมกับใครตอนนี้หรอกค่ะ” คำพูดประโยคนี้เรียกได้ว่าเป็คาถาป้องกันตัวเธอก็ว่าได้เพราะทุกครั้งที่ตอบออกไปเช่นนี้ ดูเหมือนพวกท่านจะหมดคำพูดไปโดยปริยาย ผิดกับวีกิจแม้เขาจะไม่ตอบรับอย่างกระตือรือร้นในเื่นี้ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใดแถมยังยิ้มแก้มแทบปริอีกด้วย จารุจันทร์จึงไม่รู้จะทำยังไงให้พวกผู้ใหญ่เลิกคิดเื่นี้ในเมื่อฝ่ายชายทำท่าเต็มใจขนาดนั้น
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จพวกผู้ใหญ่ก็คะยั้นคะยอให้วีกิจพาจารุจันทร์ออกไปเดินเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้านด้วยกันหญิงสาวรู้ดีว่าพวกท่านจงใจให้เธอกับเขาได้ใกล้ชิดกัน แต่เธอก็เต็มใจที่จะทำตามเพราะดีกว่านั่งฟังพวกท่านพูดเื่อยากให้ลูกๆ แต่งงานกัน
“น้องจันทร์เป็อะไรหรือเปล่าครับ” ขณะที่เดินเล่นกันอยู่นั้น วีกิจก็เอ่ยถามขึ้นมาจารุจันทร์เงยหน้าขึ้นมองคนข้างกาย แล้วเลิกคิ้วถามกลับไปบ้าง
“เปล่านี่คะทำไมพี่วีถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ”
“ก็พี่เห็นน้องจันทร์ทำหน้าเบื่อๆหรือว่าเบื่อที่ต้องออกมาเดินเล่นกับพี่”
“เปล่านะคะ” เธอรีบส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะไม่อยากทำให้เขารู้สึกไม่ดี “จันทร์ไม่ได้คิดแบบนั้นเลย คือ...จันทร์แค่ง่วงๆน่ะค่ะเพราะเมื่อคืนนอนดึกมากไปหน่อย”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็กลับเข้าบ้านกันเถอะน้องจันทร์จะได้กลับบ้านไปพักผ่อน”กล่าวจบชายหนุ่มก็ทำท่าจะหันหลังเดินกลับเข้าบ้านจารุจันทร์จึงเดินเข้ามาดึงแขนแกร่งเอาไว้
“เดี๋ยวค่ะเดี๋ยว...อย่าเพิ่งเข้าบ้านเลยนะคะพี่วี”
“อ้าว...ทำไมล่ะก็น้องจันทร์ง่วงนอนไม่ใช่เหรอ” เขาถามอย่างงุนงง
“ค่ะแต่ก็ไม่ได้ง่วงมากหรอกค่ะ จันทร์ว่าปล่อยให้พวกผู้ใหญ่คุยงานกันให้เสร็จก่อนดีกว่านะคะ” หญิงสาวยิ้มเจื่อนๆ ให้ และอ้างถึงงานขึ้นมาแทน ก็แหม...ใครจะไปบอกตรงๆกันล่ะ ว่ากลัวถูกดุเพราะเธอกับเขาเพิ่งจะออกมาเดินเล่นกันไม่ถึงสามนาทีเลย
“งั้นก็ตามใจน้องจันทร์แล้วกัน” วีกิจส่งยิ้มอบอุ่นให้ ดวงตาของเขาเป็ประกายเมื่อเหลือบมองมือนุ่มที่จับแขนเขาไว้ หญิงสาวมองตามแล้วรีบปล่อยมือออกทันทีซึ่งทุกการกระทำของทั้งสองอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสี่ที่ยืนแอบดูกันอยู่ข้างหน้าต่างบานหนึ่งใบหน้าของพวกท่านล้วนแล้วแต่มีรอยยิ้มพึงพอใจที่เห็นหนุ่มสาวสนิทสนมกันเป็อย่างดี แม้จะไม่รู้ว่าทั้งสองคุยอะไรกันแต่ท่าทางที่ได้เห็นก็ทำให้คนเป็พ่อเป็แม่รู้สึกใจชื้นขึ้นมา และมีความหวังเล็กๆอยู่ในใจ
หนุ่มสาวเดินเล่นกันไปเรื่อยๆโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก เพราะวีกิจไม่ใช่คนชั่งพูดอยู่แล้วส่วนจารุจันทร์ก็อยู่ในอารมณ์เบื่อหน่ายเกินกว่าจะชวนคุย ทว่าเมื่อจู่ๆก็มีความคิดอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวหญิงสาวจึงอดถามชายหนุ่มด้วยความอยากรู้ไม่ได้
“พี่วีคะจันทร์ขอถามอะไรอย่างหนึ่งได้ไหมคะ”เธอหยุดเดินและเงยหน้าขึ้นพูดกับเขา
“ได้สิครับน้องจันทร์จะถามอะไรพี่เหรอ”เขาหยุดเดินแล้วส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้เหมือนเดิม
“จันทร์อยากรู้ว่าพี่วีคิดยังไงเื่ที่พวกผู้ใหญ่พูดเหมือนอยากให้เราสองคนแต่งงานกันน่ะค่ะ”
วีกิจนิ่งเงียบไปเขาหลบตาเธอด้วยการหลุบเปลือกตาลงใบหน้าขาวจัดของเขาเริ่มมีสีแดงระเรื่อปรากฏขึ้นจนเห็นได้ชัดว่าเขากำลังหน้าแดงอยู่ ชายหนุ่มนิ่งอยู่เกือบนาที ก่อนจะตอบคำถามด้วยเสียงแ่เบา
“พี่...ยินดีทำตามที่ผู้ใหญ่้า”
พอฟังแล้วจารุจันทร์ก็ทำหน้ายุ่งหัวใจรู้สึกหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิมมากขึ้นไปอีกหญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มที่เธอรักและเคารพประดุจพี่ชายคนหนึ่งแล้วถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนบอก
“จันทร์ว่ามันไม่ถูกต้องนะคะพี่วีควรคิดดูดีๆ นะคะ”
“น้องจันทร์รังเกียจพี่เหรอครับ”
คำถามของชายหนุ่มทำเอาจารุจันทร์พูดไม่ออกไปชั่วขณะก่อนจะรีบปฏิเสธ
“เปล่าค่ะจันทร์ไม่เคยนึกรังเกียจพี่วีเลยเพียงแต่...”
สายตาที่จริงจังและจริงใจของวีกิจที่มองมาทำเอาหญิงสาวพูดไม่ออกไปอีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนว่าหากพูดอย่างที่คิดออกไปอาจจะเป็การทำร้ายจิตใจของอีกฝ่าย ซึ่งเธอไม่้าให้เป็แบบนั้นเพราะกลัวจะมองหน้ากันไม่ติดและความสัมพันธ์ที่ดีที่มีมาอย่างยืนยาวจะสะบั้นลงไปเพียงพริบตา
“เพียงแต่อะไรครับ”
“ช่างมันเถอะค่ะไม่มีอะไรหรอก จันทร์ว่าเรากลับเข้าไปในบ้านกันดีกว่านะคะป่านนี้พวกผู้ใหญ่คงคุยกันเสร็จแล้ว”จารุจันทร์บอกแล้วออกเดินนำไปก่อนพลางพูดปลอบตัวเองอยู่ในใจไปด้วยว่าให้รอก่อน...เธอยังมีเวลา เธอควรใจเย็นๆและหาจังหวะที่ดีๆ ที่จะพูดกับวีกิจเื่นี้ เพื่อบัวจะได้ไม่ช้ำน้ำจะได้ไม่ขุ่น