บทที่ 3
ปีศาจหมู!
หลังจากจวี๋ฮุ่ยพาโจวอี้น้อยออกจากเมืองจูเจียง มุ่งไปยังเมืองข้างเคียงซื้อเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมให้เขาสองชุดและจับเขาทำความสะอาดร่างกายและเส้นผมจนสะอาดสะอ้านจึงค่อยมองเห็นหยกสลักที่ถูกงำประกายเอาไว้ ั์ตาดั่งดวงดาวแม้ดูขาดความมั่นใจไปบ้าง แต่หากเขาโตขึ้นเมื่อใดเวลานั้นย่อมองอาจสง่างาม
“เป็อะไร ไม่ชอบตัวนี้หรือ”
โจวอี้ก้มหน้าลงมือลูบชุดสีขาวตัวใหม่บนกายด้วยความรู้สึกหลากหลาย นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งถึงส่ายหัว เงยหน้าขึ้นตอบ
“ชอบ”
“ชอบก็ดีแล้ว”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินว่าโจวอี้น้อยพอใจก็ยินดี จับมือโจวอี้น้อยเดินออกจากร้านเสื้อผ้า แต่เดินไปได้พักหนึ่งก็รู้ว่าชายแขนเสื้อถูกกระตุกดึง มองไปก็เห็นโจวอี้ดึงแขนเสื้อนางเอาไว้ เอียงคอมองเขาแทนการถามไถ่
“ข้าโตขึ้นเมื่อใด ข้าจะดูแลจวี๋ฮุ่ยเอง”
“ได้”
แววตาหนนี้ของแฝงความปรารถนาแรงกล้า จวี๋ฮุ่ยเห็นแล้วก็หลุดยิ้ม มือตบลงบนศีรษะของเขาเบาๆ สองที แต่หลังจากตบไปแล้วจวี๋ฮุ่ยก็ค่อยนึกได้ว่านางกำลังตบศีรษะของขุนพลอสนีอยู่ก็วิงเวียนคล้ายจะเป็ลม...
“โจวอี้”
“อืม”
“สัญญากับข้าเื่หนึ่งได้หรือไม่”
“ข้าสัญญา” โจวอี้ให้คำมั่นทันที ไม่แม้แต่จะฟังข้อตกลงหรือเงื่อนไขเลยแม้แต่คำเดียว
จวี๋ฮุ่ยเห็นท่าทางใส่ซื่อของโจวอี้แล้วก็รู้สึกว่าตนเองชั่วช้ายิ่งนักที่กำลังหลอกเด็กน้อย...
แม้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจะตีกันอยู่ในใจแต่จวี๋ฮุ่ยก็สามารถละวางได้ในเวลาอันสั้น ได้ยินว่าตอนที่ขุนพลอสนีโจวอี้ออกปราบมารชั่ว ชายเสื้อคลุมัักับไอมารเขาก็โกรธยิ่งนัก สังหารมารตนนั้นเสียจนไม่เหลือชิ้นดี
แต่เมื่อครู่นางเพิ่งตบหัวเขาไปสองที...
กลัวเหลือเกินว่านางจะกลายเป็ไก่สับละเอียดกองหนึ่ง
คิดได้ดังนี้จวี๋ฮุ่ยก็ไม่คิดเดือดร้อนเพียงผู้เดียว เหล่าลูกไก่ทั้งหกก็ควรมารับโทษด้วย ดังนั้นจวี๋ฮุ่ยจึงเร่งตามหาพวกเขาทั้งหก
ปกติแล้วการดูดวงดาวมักอ้างอิงขึ้นอยู่กับ่เดือนและเวลา ดังนั้นหากเดินไปทางทิศตะวันตกเรื่อยๆ ก็อาจจะพบกับเหล่าลูกเจี๊ยบก็เป็ได้ ดังนั้นจวี๋ฮุ่ยจึงเร่งฝีเท้าเดินทางตามหาลูกไก่ทั้งหกเผื่อที่จะได้ตั้งถิ่นฐานเพื่อที่โจวอี้น้อยไม่ต้องระหกระเหินร่อนเร่เดินทางไปเรื่อยๆ โดยไร้จุดหมาย
แต่จวี๋ฮุ่ยลืมคิดถึงเื่หนึ่ง นางเป็เซียนมีกายทิพย์ร่างกายย่อมต้องอดทนแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ธรรมดาอยู่มาก ดังนั้นภาระหนักจึงตกอยู่ที่โจวอี้...
ในขณะที่จวี๋ฮุ่ยกำลังจูงมือโจวอี้เดินอยู่ในเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง สองตาชะเง้อมองหาเด็กๆ ทันใดนางก็รู้ถึงแรงดึงที่ฝ่ามือ รีบหันมองไปก็เห็นโจวอี้น้อยหมดสติล้มหงายไปด้านหลัง ดีที่มือเท้านางว่องไวรับตัวโจวอี้ไว้ได้ทันท่วงที
ใบหน้าของเขาซีดขาว ตัวเย็นเยียบแต่เหงื่อแตกพลั่ก นางเห็นเขาเป็แบบนี้ก็รู้ว่าไม่ดีแล้ว มือจับข้อมือ ในขณะที่จะใช้พลังเวทรักษาจวี๋ฮุ่ยพลันฉุกคิดขึ้น หากนางทำเช่นนี้จะส่งผลไม่ดีต่อตัวของโจวอี้เอง
การที่เทพเซียนลงมายังภพมนุษย์โดยที่ไม่มีกิจจำเป็เช่นการฝ่าด่านเคราะห์หรือมีคำสั่งจากเบื้องบน ภพ์ก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ ยกเว้นเสียแต่ว่ามีเหตุใหญ่ใดใหญ่หลวงที่เกี่ยวพันกับสามภพจึงค่อยเคลื่อนไหว
การมาของจวี๋ฮุ่ยถือว่าเป็การมาโดยพลการ ลักลอบจากแดนเซียนมา นอกจากเวทพรางตาที่นางพยายามไม่นำออกมาใช้บ่อยๆ เวทอื่นใดและของวิเศษนางก็ไม่คิดนำออกมาใช้นอกเสียจากว่าจำเป็
หากการป่วยไข้ของโจวอี้น้อยถือเป็หนึ่งในด่านเคราะห์ที่เขาต้องเผชิญก็ต้องรักษาดังที่มนุษย์ทำกัน
ดังนั้นจวี๋ฮุ่ยจึงอุ้มเขาเข้าร้านยา หลังจากท่านหมอนั่งร้านได้ตรวจเขาอย่างละเอียดหนึ่งรอบแล้วก็ให้ลูกจ้างในร้านอุ้มโจวอี้น้อยไปพักผ่อนยังห้องพักด้านหลัง หลังจากนั้นจวี๋ฮุ่ยก็ถูกท่านหมอเคราขาวตำหนิโดยไม่ไว้หน้า
“เ้าเด็กคนนั้นพื้นฐานร่างกายไม่ดี กระดูกก็ไม่ดี ตัวเล็กกว่าเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน นอกจากจะไม่ได้รับการบำรุงดีๆ แล้วยังต้องเดินทางบ่อยครั้ง เท้ามีตุ่มน้ำ การเคลื่อนไหวหนักเกินไปเช่นนี้จะส่งผลต่อกระดูกสันหลังและขา ยิ่งเขากระดูกไม่แข็งแรงก็ยิ่งาเ็ได้ง่าย ทั้งความเหนื่อยล้าสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอจึงทำให้เขาหน้ามืดลมจับ”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินท่านหมอพูดเท่าใดสีหน้าของนางก็ยิ่งจืดเจื่อนมากเท่านั้น ยิ่งฟังจวี๋ฮุ่ยตัวก็หดเล็กลงเรื่อยๆ หลังจากสบช่องใน่ที่ท่านหมอพักจิบชาถึงได้แย้งขึ้น หาความยุติธรรมให้ตนเอง
“ท่านหมอข้าใช่ว่าข้าใจร้ายแต่ข้าให้เขากินข้าวครบสามมื้อ ทั้งยังให้เขานอนเตียงอุ่นๆ ...”
“เ้าเด็กนี่! น้องชายเ้าอย่างน้อยต้องกินห้ามื้อ! แล้วนอนที่อุ่นๆ ใช่ว่าจะพอ อย่างน้อยเขาต้องนอนห้าชั่วยาม [1] !”
“หะ ห้าชั่วยามเลยหรือ...”
“แต่ละมื้อเ้าให้เขากินอะไร!”
“บะหมี่บ้าง หมั่นโถวบ้าง...” นางเร่งเดินทางย่อมมองหาอะไรที่กินได้ง่ายและรวดเร็ว สองสิ่งนี้มีอยู่ทั่วไป...
“ไม่ได้ ของพวกนั้นมีแต่แป้ง อย่างน้อยเ้าต้องให้เขากินเนื้อเยอะๆ!”
จวี๋ฮุ่ยอ้าปากพะงาบๆ ไม่ทันได้เอ่ยจบหมอเคราขาวก็ร่ายยาวอีกมากมาย ทั้งยังสาธยายสอนวิธีเลี้ยงเด็กให้จนจวี๋ฮุ่ยวิงเวียน จวบจนเติมชาไปแล้วสามรอบท่านหมอถึงได้ปล่อยให้จวี๋ฮุ่ยไปดูอาการของโจวอี้ที่ห้องพักด้านหลัง
จวี๋ฮุ่ยผลักประตูห้องก็เห็นโจวอี้ที่เพิ่งยกชามยาขึ้นดื่ม มองฝ่าเท้าของเขาที่ตอนนี้มีผ้าสีขาวพันรอบใบหน้าก็ยิ่งหม่นหมอง เดินไปนั่งยังขอบเตียง พูดกับเขาเสียงเบา
“ป่วยทำไมไม่บอก เหนื่อยทำไมไม่พูด”
โจวอี้น้อยผู้นี้ไม่ว่านางจะให้เขากินอะไรเขาก็กินทั้งหมด ไม่ว่าจะไปไหน ทำสิ่งใดเขาก็ตามนางโดยไม่ปริปากบ่น ไม่ไถ่ถาม ติดตามนางอย่างว่าง่ายจนนึกว่าเขาไม่เป็อะไร
“หากข้ามากเื่วุ่นวายจวี๋ฮุ่ยจะทิ้งข้า...” โจวอี้เม้มปากแน่น ช้อนตามองจวี๋ฮุ่ยแล้วหลุบตาลง
จวี๋ฮุ่ยได้ยินแล้วก็ถอนใจ มองท่าทางสำนึกผิดและประหม่า เวลานี้นางเพิ่งเข้าใจว่าแท้จริงแล้วแผลใจของเขาไม่เล็กเลย
ขบคิดอยู่พักใหญ่จึงดึงสร้อยเส้นหนึ่งที่ถูกสาบเสื้อปิดบัง ปลดสร้อยออกจากลำคอ สร้อยนี้เป็สร้อยคอธรรมดา สายถักจากเชือกสีแดง ส่วนตรงจี้เป็จี้ไก่หยกตัวเล็กขนาดครึ่งนิ้วก้อย จวี๋ฮุ่ยสวมสร้อยนี้ให้กับโจวอี้ พูดด้วยรอยยิ้ม
“นี่เป็ของสำคัญของข้า ตอนนี้ฝากไว้ที่เ้า”
“ไม่ได้! หากข้าทำหายจะทำอย่างไร” โจวอี้ปฏิเสธเสียงแข็ง ส่ายหัวอย่างไม่ยินยอม จวี๋ฮุ่ยเห็นเขาทำท่าจะถอดสร้อยคอออกก็กดจี้หยกเอาไว้ มองเข้าไปในดวงตาของเขา
“หายก็ไม่เป็ไร”
แววตานี้ของจวี๋ฮุ่ยไร้ซึ่งความกังวลไร้ซึ่งความคาดหวัง จนทำให้โจวอี้รู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง หลังจากนางดึงมือกลับถึงได้ก้มมองจี้รูปไก่ที่ห้อยอยู่บนอกด้วยความซับซ้อนไม่เข้าใจ
“เ้าพักผ่อนก่อนเถิด เมื่อครู่ข้าเพิ่งโดนท่านหมอดุมาว่าไม่ดูแลเ้าให้ดี ข้าจะออกไปดูสักหน่อยว่าท่านหมอจ่ายยาอะไรให้เ้าอีกหรือไม่” ท่าทางของเขาทำให้จวี๋ฮุ่ยเอ็นดูจนพลั้งเผลอลูบหัวของเขามิได้
หลังจากลูบเสร็จแล้วจวี๋ฮุ่ยถึงได้รู้ตัว มองมือตนเองพลางถอนใจ ตบก็ตบไปแล้ว ลูบก็ลูบไปแล้ว หากท่านขุนพลโจวอี้โกรธจนสับนางเป็ไก่สับละเอียดแล้วโยนให้สุนัขกินอย่างน้อยก็คงไม่ถือโทษโกรธนางถึงขั้นจองจำิญญาด้วยกระมัง...
คิดถึงไก่สับเละๆ ขนในกายของจวี๋ฮุ่ยก็ลุกเกรียวจนแทบหลุดร้องกะต๊ากด้วยความใ รีบขยับเท้าจรลีหนีอย่างรวดเร็ว
โจวอี้เงยหน้าขึ้นมองจวี๋ฮุ่ยที่รีบออกไปด้วยแววตาลึกล้ำ เขาเก็บจี้ห้อยไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอมและหวงแหน ขยับกายนอนลงไปพลางกุมสร้อยเอาไว้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย
จวี๋ฮุ่ยเดินมายังโถงร้านรอถามท่านหมอถึงค่ายาและค่าหมอ มองดูคนป่วยที่เข้ามาซื้อยาสมุนไพรจึงยืนรออยู่เงียบๆ ในขณะที่ยืนรออยู่ครู่หนึ่งนั้นเสียงเอะอะดังแว่วลอยตามลม มองออกไปก็เห็นเหตุการณ์นอกร้านที่เกิดขึ้นจากร้านยาฝั่งตรงข้ามได้พอดี
“เ้าเด็กเหลือขอ! ขวัญกล้าคิดขโมยสมุนไพรในร้านข้าเชียวหรือ!”
[1] ชั่วยาม หมายถึง 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง