> เฟิร์ส
ผ่านมาสองเดือนนับจากได้ยินเื่ฟ่าง ผมก็ไม่ทราบความคืบหน้าใดอื่น
สถานการณ์แย่ลงเรื่อย ๆ หลายประเทศห้ามผู้คนเข้าออกเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อที่ยังไม่มียารักษา แต่ก็ดูเหมือนว่าช้าไป
จากหนึ่งกลายเป็สอง...สาม...สี่ประเทศ และตอนนี้เชื้อร้ายก็กระจายไปทุกทวีป
แม้มหาวิทยาลัยจะเปิดสอนนักศึกษาแบบออนไลน์ ผมก็ยังต้องมาทำงาน เพราะร้านยาคณะมิสามารถปิดให้บริการ ด้วยความเจ็บไข้ได้ป่วยปราศจากวันหยุด อีกทั้งโรงพยาบาลโดยมากมีการจำกัดจำนวนผู้รับบริการ มีการคัดกรองผู้ป่วยหลายขั้นตอน เฉพาะเคสที่หนักหนาสาหัสจึงสามารถผ่านประตูเข้าสู่ห้องตรวจโรค โรงพยาบาลบางแห่งถึงขั้นให้แพทย์ตรวจรักษาผ่านหน้าจอออนไลน์ และส่งมอบยาแก่ผู้ป่วยทางพัสดุไปรษณีย์
คนเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยจึงเลือกไม่ไปโรงพยาบาล เพราะแทนที่จะเป็การไปเพื่อรักษากลับเพิ่มเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ผมได้ยินมาว่าร้านค้าในชุมชนไม่ขายของให้บุคลากรทางการแพทย์ด้วยซ้ำ ด้วยกลัวพวกเขาจะเอาเชื้อโรคไปปล่อย สำหรับผมแล้ว มันเป็สิ่งบั่นทอนกำลังใจหมอพยาบาลที่กำลังต่อสู้กับมัจจุราชตัวเล็ก ๆ
ผมไถนิ้วเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์
ff_nachol ยังไม่มีการลงรูปใหม่ ไร้การอัปเดต
ผมทราบดีว่าสิ่งที่ทำอยู่มันเปล่าประโยชน์ ผมก็แค่หวังให้บางอย่างเคลื่อนไหว
อย่างน้อย...ขอให้รู้ว่ายังอยู่ดี
“อาจารย์เฟิร์สกินบราวนี่มั้ยคะ พี่สั่งมาเยอะเลย อะ เอาไปทั้งชิ้นเลยค่ะ ่นี้ห้ามแบ่งของกินกัน เราเลิกรักกันสักพักนะคะ”
พี่น้ำ เ้าหน้าที่ร้านยาวางบราวนี่ก้อนสี่เหลี่ยมจัตุรัสตรงหน้าผม ขนาดก้อนกะด้วยสายตาคงพอให้ผมกัดสองคำก็หมด
“ร้านใหม่ค่ะอาจารย์ สั่งทางเฟซบุ๊กเท่านั้น ต้องต่อคิวนะคะ ใครจะกินด่วน ๆ นี่อด ส่งข้อความไปจอง แล้วร้านจะตอบกลับมาเองว่าได้คิววันไหน พี่เลยต้องสั่งมาทีละเยอะ ๆ เลย”
ผมแกล้งทำตาโต ประมาณว่าขนาดนั้นเชียว แล้วก็ปลดมาสก์ลงข้างหนึ่ง กัดบราวนี่เต็มคำ
โห เนื้อหนึบมาก หอม แต่ไม่หวานมาก นี่มันบราวนี่ในอุดมคติผมเลยนะเนี่ย
“พี่น้ำ อร่อยจริงด้วยอะ ขอชื่อร้านหน่อย ผมสั่งมั่ง”
ผมรีบกดเข้าไปยังเพจร้าน เลื่อนดูรูปไว ๆ เห็นว่ามีบราวนี่หลายแบบมาก ทั้งอัลมอนด์ มะคาเดเมีย มินต์ ลิ้นจี่ กล้วยตาก และอื่นๆ โอ้ นี่มัน์ของคนรักบราวนี่เช่นผมชัด ๆ
สำหรับผมที่หนึ่งในใจต้องเป็แบบเพลน คือไม่ใส่อะไรเลย แค่เนื้อหนึบ ๆ ก็ฟินที่สุดแล้ว
ผมรีบกดสั่งก่อนเงยหน้าขึ้นตามเสียงกริ่งประตูหน้าร้าน
“อ้าวอี มายังไงนิ”
“ขับรถมา”
“ไม่ใช่ คือ ก...อะ มา ๆ ตามมาห้องพักอาจารย์”
เกือบหลุดปากพูดกูมึงกับเพื่อนรักต่อหน้าคนอื่นเสียแล้ว เป็อาจารย์นี่ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ครับ
ผมชี้ให้อีเดินอ้อมไปด้านหลังอาคาร แต่มันไม่ยอมขยับไปไหน พยายามชะโงกหน้ามองเข้ามาในร้าน ผมต้องโบกมือไล่เป็สัญญาณว่าเร็ว ๆ
“ที่กูถามว่ามายังไง กูไม่ได้อยากรู้ว่ามึงขับรถหรือเดินมา ต่อให้มึงม้วนหน้ามากูก็ไม่ได้อยากรู้ แต่ที่กูถามเนี่ย คือทุกทีมึงไม่เคยมาหากูที่ร้านยาไง ขนาดมึงจะซื้อยา มึงยังโทรฝากกูเอาไปให้ แล้วอยู่ ๆ ก็โผล่มา กูเลยว่ามันแปลก”
“ร้านพี่อธิปปิด”
“แล้ว?”
.........
ปราศจากเสียงตอบรับ แต่ไอ้อีมันลุก ๆ นั่ง ๆ ดูลุกลี้ลุกลนชอบกล
“แล้วมึงเดือดร้อนอะไร ที่ชงกาแฟแคปซูลในห้องมึงก็มี เบียร์คราฟต์ก็ตุนไว้ตั้งเยอะ จะไม่มีก็แต่ค็อกเทล แต่หลัก ๆ มึงก็กินแต่เบียร์ ไม่ค่อยกินค็อกเทล...”
“กูหาน้องไม่เจอ”
ไอ้อีโพล่งขึ้นมาก่อนที่ผมจะพูดจบประโยค
“น้องไหนวะ”
“น้องตาหยี”
“ใครวะ น้องตาหยี”
“นอร์ท”
“ไอ้นอร์ท? มึงจะตามหามันเพื่อ”
อีไม่ตอบผมทันที มันถอนหายใจช้า ๆ มองหน้าผมแล้วเอ่ยเบา ๆ เบาเสียจนไม่แน่ใจว่ามันพูดกับผมหรือพูดกับตัวเองแน่
แต่ผมกลับได้ยินชัดเจน และดังเสียจนเสียดแทงใจผม
“มึงเชื่อมั้ย คนเรากว่าจะมีความกล้าหาญ บางทีมันก็สายไปว่ะ”
ใช่ เพราะผมไม่เคยกล้าหาญ ผมเลือกที่จะไม่เผชิญหน้า เพราะกลัวความเ็ปผมจึงวิ่งหนี แต่ก็ไม่เคยหนีความรู้สึกตัวเองพ้น
พอถึงวันที่ผมตัดสินใจจะเผชิญหน้า มันก็สายไปแล้ว
ตอนรู้เื่ฟ่างใหม่ ๆ ผมตามข่าวทุกช่องทางที่พอจะเป็ไปได้ โกรธตัวเองที่วันนั้นไม่ยอมพบเขา
จากวันเป็สัปดาห์ จากสัปดาห์เป็เดือน ยังไม่มีข่าวคราวใด ๆ
ครั้นความรุ่มร้อนเริ่มเย็นลง ลองกลับมาทบทวนตัวเองว่าถ้ามีโอกาสอีกครั้งจะทำอะไร
ผมถอนหายใจก่อนตอบมัน
“เชื่อดิ กูรู้ด้วยว่าถ้ามีโอกาสอีกครั้ง แค่นิดเดียว ขอแค่นิดเดียว กูจะไม่ปล่อยให้มันสาย ต่อให้กูต้องวิ่งจนล้มลงตาย กูก็จะทำ”
“กูชอบน้อง”
ปกติอีเป็คนปากหนัก ดังนั้นทุกครั้งที่เปิดปาก ล้วนเป็ประโยคที่กระชับและได้ใจความ
อีลากลับไปแล้ว หลังจากผมบอกมันว่าไอ้นอร์ทไปฝึกงานยังโรงพยาบาลที่ไอ้แรกทำงาน มันไปั้แ่ก่อนเชื้อไวรัสระบาดหนัก ทางคณะให้มันฝึกงานลากยาวถึงหกเดือน
ผมวนเวียนอยู่กับเื่ที่คุยกับอี ความรู้สึกยังจมดิ่งอยู่กับคำว่า...ถ้ามีโอกาส
ใช่ ผมขอโอกาส แค่ครั้งเดียวก็ยังดี
ผมขอแค่ครั้งเดียว ที่จะบอกฟ่างว่าผมชอบเขา
ชอบมานาน และมันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
เสียงเคาะประตูห้องพักอาจารย์ดังขึ้น จากนั้นพี่น้ำก็เปิดประตูเข้ามา
“อาจารย์เฟิร์สสั่งบราวนี่เหรอคะ แหมแล้วก็ไม่บอก ปล่อยให้พี่โฆษณาตั้งนาน สั่งั้แ่วันไหนคะเลยได้คิววันนี้เนี่ย”
ผมทำหน้างง ยกโทรศัพท์ตัวเองขึ้นดูกล่องข้อความ

มีแต่ข้อความขึ้นว่าร้านอ่านแล้ว ทว่ายังไม่มีข้อความตอบกลับมา
“ไม่ใช่มั้งครับพี่น้ำ ผมเพิ่งสั่งไปก่อนหน้าเพื่อนจะมาเมื่อกี้ ร้านยังไม่ตอบกลับมาเลยครับ”
“ใช่สิคะ เค้าบอกว่าของอาจารย์เป็หนึ่ง เ้าของร้านขับรถมาส่งเองเลย แต่ รปภ. ให้รอที่ลานจอดรถ ไม่ให้เข้าอาคาร”
สิ้นคำพี่น้ำ ผมสาวเท้ารุดไปยังลานจอดรถ
ชายหนุ่มตัวสูงยืนกอดอกและหันหลังให้ แสงแดดลอดตามใบต้นหูกวางตกลงกระทบเสี้ยวหน้าด้านข้างที่แม้จะสวมมาสก์ก็ไม่สามารถปิดบังความคมเข้ม
ใจผมเต้นแรงมาก จากที่ก้าวเร็ว ๆ กลายเป็วิ่ง
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นทำให้เขาหันมา ก่อนอ้าแขนรับตัวผมที่โถมเข้าไปกอดและซุกหน้าลงกับอก
น้ำตาไหลออกมาแบบยั้งไม่อยู่ ผมกระชับแขนที่กอดเขาอยู่ให้แน่นขึ้นไปอีก
ไม่เอาแล้วนะ ไม่ให้ไปไหนแล้วนะ ผมบอกตัวเองซ้ำ ๆ
เขายกมือขึ้นลูบหัวผมเบา ๆ ปากนิ่มแนบลงมาใกล้ใบหู
“ฟ่างกลับมาแล้ว”
©©©