อาสะใภ้สองคนที่มาช่วยงานหลังจากเห็นอาหารในครัว พวกเขาก็อ้าปากกว้างอย่างประหลาดใจเตรียมอาหารอุดมสมบูรณ์มากทีเดียว มีกับข้าวมากมายหลายอย่าง คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเนื้อมากมายเรียงรายอยู่ตรงนั้นคุณพระคุณเจ้า นี่... นี่ช่างดีจริงๆไม่แปลกใจเลยที่ยามจะออกจากบ้านพ่อเฒ่าแม่เฒ่าจึงบอกเช่นนั้นที่แท้พวกเขาก็เดาถูกแล้วจริงๆ
ยามนี้สามีทั้งสองของพวกนางมาทำงานที่บ้านของเฉียวซีค่าแรงไม่ใช่น้อยๆ ทั้งยังมีอาหารให้ในตอนกลางวันอีกด้วยทั้งพ่อเฒ่าและแม่เฒ่าต่างเป็นคนมีเหตุผลทั้งคู่ต้องบ้านของทั้งคู่ต้องจ่ายเงินออกไปเดือนละ 200 อีแปะ เงินที่เหลือจะเป็นรายรับของทั้งสองบ้านเองจะหารายได้มากขึ้นหรือน้อยลงล้วนอาศัยความสามารถของพวกเขาทั้งสิ้นไม่มีอะไรน่าอิจฉา
พ่อแม่สามมีของพวกนางล้วนเป็นคนยุติธรรมพวกเขาและพวกนางต่างรักใคร่กลมเกลียวไม่เคยก่อเรื่องวุ่นวายให้รำคาญใจซึ่งกันและกันเลยแม้แต่น้อย
“ท่านพี่สะใภ้นี่เยอะเกินไปหรือเปล่า” กู้ฟางฟางกล่าวด้วยความตกใจ
“ใครว่าไม่เล่า”เฉินซิ่วจูกล่าวด้วยความตกใจเช่นเดียวกันกับกู้ฟางฟางแต่ใส่อารมณ์มากกว่า
“เนื้อสัตว์มากถึงเพียงนี้ข้าโตจนอายุเท่านี้เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก”
“ข้าก็ไม่ต่างกับเจ้าเท่าไรหรอกไปทำงานกันดีกว่า” แม้ทั้งสองคนจะอิจฉาแต่ก็รู้จักประมาณตนยามนี้สามีของนางได้มีงานทำ นางก็พอใจแล้ว นางไม่ได้ปรารถนาความมั่งคั่งร่ำรวยอะไรเพียงแค่หวังว่าครอบครัวของตนจะมีสุขภาพแข็งแรง และมีชีวิตที่ดีขึ้น
“เฮ้อ” ทั้งสองคนแม้จะพูดมากแต่ยามทำงานก็ไม่ได้ทำงานอย่างขอไปที พวกนางยังทำงานไวเป็นอย่างมาก
ตอนที่พวกเฉียวซีและฝูหรงเข้ามาในครัวอาสะใภ้ทั้งสองได้ซอยกระหล่ำแล้ว เวลานี้ใส่ไว้พูนชามไม้สามชามใหญ่ส่วนที่ยังเหลือพวกนางก็กำลังเร่งมือซอยอยู่
“ท่านอาสะใภ้ทั้งสองทำงานเร็วจริงๆหั่นซอยไปมากถึงเพียงนี้แล้วหรือ” เฉียวซีอดชมไม่ได้ชาวไร่ชาวนาล้วนคล่องแคล่วมากเสียจริง
“นี่เป็นงานธรรมดาที่ทำประจำอยู่แล้วไม่มีคำว่าเร็วหรือช้าหรอก”
“ใช่จ้ะ พวกข้าทำจนชินแล้ว”
“นั่นเป็นเพราะท่านทั้งสองเก่งมากต่างหาก”
หลังจากพูดคุยกันสักพักเฉียวซีก็เริ่มมอบหมายงาน และทุกคนในห้องครัวก็เริ่มทำงานอย่างเป็นระเบียบ
หลังจากล้างเนื้อหมูและกระดูกหมูจนสะอาดแล้วจึงลวกในหม้อเพื่อกำจัดน้ำเลือด แล้วจึงนำหมูและกระดูกหมูในหม้อขึ้นมาแล้วสะเด็ดน้ำ
จนกระทั่งพวกนางเตรียมอาหารเสร็จก็เป็นยามซื่อ (ประมาณ 9 โมง – 11 โมง ) แล้วและในไม่ช้าผู้คนก็ทยอยมาที่บ้าน
วันนี้มีคนเยอะมาก เฉียวซีไม่ได้ควบคุมการปรุงอาหารเองทั้งหมดนางรับผิดชอบเพียงซุปและซี่โครงหมู ส่วนอาหารรายการอื่นๆพวกสุ่ยเซียนจะเป็นผู้จัดการ เรื่องซุปหลังจากนำกระดูกหมูไปลวกในน้ำ นางก็เคี่ยวมันในหม้อใบใหญ่ ซุปกระดูกยิ่งเคี่ยวนานเท่าไร รสชาติก็จะยิ่งอร่อย
เฉียวซีเทน้ำมันลงในกระทะอย่างคล่องแคล่วหลังจากกลิ่นหอมโชยออกมา นางก็เทซี่โครงทั้งหมดลงไป แล้วผัดด้วยไม้พายสองสามครั้งจากนั้นจึงเติมซีอิ๊ว เหล้า เกลือ และเครื่องปรุงรสอื่นๆ ลงในกระทะหลังจากลงแรงไปไม่นานกลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งไปในห้องครัวทำให้ผู้หญิงที่อยู่ในครัวต่างต้องน้ำลายสอ
แม้จะทำอาหารเหมือนกันเหตุใดพวกนางทำให้มีกลิ่นเช่นนี้ไม่ได้ กู้ฟางฟางดึงแขนเสื้อของพี่สะใภ้ของตน“ท่านพี่สะใภ้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่านพี่ยุ่นและท่านพี่เจินกล่าวว่าเราสู้ไม่ได้”หากไม่มีการเปรียบเทียบก็คงไม่ได้รู้สึกเสียใจ ทำอาหารมานานหลายปี คิดไม่ถึงว่าฝีมือจะสู้เด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เฮ้อ...
แม้ว่าแม่นางกู้จะพูดเบามากแต่คนที่อยู่ที่นั่นก็มีวิทยายุทธ หลังจากได้ยินสิ่งที่แม่นางกู้พูดก็ไม่สามารถกลั้นหัวเราะไว้ได้ ทำให้แม่นางกู้ต้องหน้าแดง “โอ๊ย ข้าจะไม่พูดอะไรน่าขายหน้าอีกต่อไปแล้ว”
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะเบาๆก็กลายเป็นเสียงหัวเราะที่ดังขึ้น และในห้องครัวก็พลันครึกครื้นด้วยเหตุนี้และจึงกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะจากความสุข
เมื่อห้องครัวเริ่มมีเสียงดังในบ้านหลังใหม่ก็ค่อยๆ เสียงดังขึ้นเรื่อยๆผู้คนในหมู่บ้านรวมตัวกันเป็นกลุ่มสามคนห้าคน และเดินมายังบ้านใหม่ของตระกูลเฉียวในมือของพวกเขาถือของมาไม่มากก็น้อย เพื่อนำมาแสดงถึงน้ำใจของพวกเขาแต่ก็ยังมีคนหน้าด้านที่มามือเปล่าด้วย แต่เจ้าบ้านก็ไม่ได้ว่าอะไร
เฉียวซงและเฉียวไป่เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่พวกเขายืนอยู่ที่ประตูที่เต็มไปด้วยพลังที่เต็มเปี่ยมเพื่อทักทายผู้คนที่มาร่วมงาน
ครั้งนี้ผู้อาวุโสและคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเฉียวต่างมาร่วมงานด้วยเช่นกันในเมื่อสามพี่น้องตระกูลเฉียวเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านเฉียวแล้วเช่นนั้นพวกเขาก็ควรมาร่วมงาน อย่างที่ผู้ใหญ่บ้านเฉียวหมิงหย่วนเคยกล่าวเอาไว้หากอาศัยเพียงคนในหมู่บ้านเฉียวก็ไม่รู้ว่าหมู่บ้านเฉียวจะตกต่ำไปกว่าหมู่บ้านใกล้ๆเมื่อไร คนในหมู่บ้านเฉียวของพวกเขาไม่เคยมีใครเป็นซิ่วไฉมาก่อนจึงอยู่ต่ำกว่าผู้อื่นมาตลอด ต้องยากลำบากพอสมควร
หลังจากที่เฉียวซ่งนำผู้อาวุโสไปที่ห้องโถงเขาก็พูดคุยกับพวกเขาอยู่ที่นั่น หน้าที่ต้อนรับแขกข้างนอกจึงต้องส่งให้กับน้องชายและเรียกน้องสาวที่ยุ่งอยู่ในครัวออกมา น้องสามคนเดียวเขาไม่วางใจหากมีน้องสาวของตนอยู่อีกคนจึงจะสบายใจขึ้น
เฉียวซีล้างมือ หลังจากสั่งงานสองสามคำนางก็มาถึงประตูใหญ่ เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เห็นฝุ่นที่ลอยอยู่ไกลๆมีรถม้าวิ่งเข้ามา นางคุ้นเคยกับรถม้าคันนี้มากแทบทุกสองสามวันจะมาที่บ้านของพวกนางครั้งหนึ่ง
การเคลื่อนที่ของรถม้าดึงดูดความสนใจของทุกคนผู้คนที่เดินอยู่บนถนนต่างหยุดมองรถม้าที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วคนที่รถม้าวิ่งสวนผ่านร่างไปแล้ว ก็ต้องหันหลังกลับมามองไปยังรถม้า
ไม่นาน รถม้าก็หยุดลงหน้าบ้านของเฉียวซีเถ้าแก่หยางลงมาจากรถม้า “แม่หนูซี เหตุใดเจ้าจัดงานขึ้นบ้านใหม่ไม่ชวนข้าเลยเล่าถ้ามาเองเช่นนี้ เจ้าจะต้อนรับข้าไหม” เมื่อเถ้าแก่หยางมองเห็นเฉียวซียืนอยู่หน้าประตูจึงเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ
เฉียวซีขมวดคิ้วอย่างไม่สบายใจและยิ้มอย่างไม่เต็มที่“ท่านอาหยางกล่าวอะไรเช่นนั้น ท่านมาที่นี่ได้ ข้าจะไม่ต้อนรับท่านได้อย่างไรเชิญข้างในเถิด” เถ้าแก่ร้านจวี้เซียนโหลวมาร่วมงานเลี้ยงเล็กๆ ของนางนางจะไม่ต้อนรับได้อย่างไร
เกรงว่าเขาจะมาไม่ได้จึงไม่ได้เชิญเขาต่างหากครั้งนี้นางผิดไปเสียแล้ว
หลังจากทักทายกันไม่กี่คำก็ถึงเวลาที่จะเริ่มงานเลี้ยง หลังจากจัดคนแล้ว อาหารก็ถูกทยอยยกเข้ามาทีละจานๆ
ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอาหารของโต๊ะหลักของบ้านเลยนั่นต้องเป็นอาหารที่ดีที่สุดอยู่แล้ว และถูกเสิร์ฟเป็นโต๊ะแรกอีกด้วยโดยโต๊ะนั้นมีเฉียวซงนั่งอยู่ เฉียวซีเป็นผู้หญิงจึงไม่สามารถนั่งโต๊ะหลักได้ส่วนเฉียวไป่อายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบ ก็ไม่สามารถนั่งโต๊ะหลักได้เช่นกันทำได้เพียงไปนั่งโต๊ะอื่นกับพี่สาว
หมูผัดซอสแดง ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานไก่ผัดซอสแดง ปลาผัดซอสเปรี้ยว เห็ดหอมผักกาดกวางตุ้งผัด ขึ้นฉ่ายผัดเนื้อกระหล่ำผัด ผักกาดขาวผัดพริก เมื่อได้เห็นอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะใบหน้าของแขกต่างแย้มบานราวดอกไม้
เมื่อเห็นบ้านเต็มไปด้วยผู้คนเฉียวซีต้องถอนหายใจ นี่คือวิถีชีวิตของผู้คนยามเกิดอะไรขึ้นทุกคนในบ้านต่างต้องอยู่ร่วมกัน นางพิจารณาเรื่องนี้ไว้ตั้งนานแล้วนางทำเพียงมองไปรอบๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาคีบกับข้าวให้น้องชายของตน หากไม่คีบอาหารบนโต๊ะอาจจะถูกแย่งไปจนหมด ดีที่เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
หลังจากงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่เจ้าภาพและแขกก็สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ และหลังจากส่งแขกกลุ่มสุดท้ายกลับบ้านครอบครัวของเฉียวซีก็รู้สึกดีใจที่ตนไม่ได้ทำอะไรขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่อย่างเดียว
ทุกคนจากไปพร้อมความอิ่มท้องในครัวเหลือเพียงพวกเฉียวซีและอาสะใภ้ไม่กี่คนที่คอยช่วยงาน
การเก็บกวาดและทำความสะอาดในครั้งนี้พวกเขาใช้แรงไปเยอะมากเมื่อเห็นว่าในครัวยังเหลือผักอยู่เยอะมากเฉียวซีจึงแบ่งให้อาสะใภ้ที่มาช่วยงานคนละเท่าๆ กันซึ่งแขกบางคนก็ได้นำของที่เหลือติดไม้ติดมือกลับไปบ้างแล้วเป็นบางส่วน
ผู้ที่มาช่วยงานก็ไม่รังเกียจในนี้มีแต่ของดีๆ ทั้งนั้น ผักเหล่านี้เพียงพอให้ครอบครัวของตนกินได้ระยะหนึ่ง
สิ่งที่ควรล้างก็ล้างสิ่งที่ควรเช็ดก็เช็ด สิ่งที่ควรคืนก็คือ หลังจากที่ทำงานเสร็จอาสะใภ้เหล่านั้นก็กลับบ้านอย่างมีความสุข บ้านของเฉียวซีจึงสงบลงในทันใดแค่อาหารเที่ยงมื้อเดียวก็ยุ่งจนไม่สามารถยืนอยู่กับที่ได้เลยพวกเขากลับห้องไปพักผ่อนอยู่นานจึงจะมีเรี่ยวมีแรงขึ้นมา
หลังจากพักผ่อนจนเพียงพอเมื่อออกมาจากห้องเฉียวซีพลันเห็นพี่ใหญ่ของตนยืนเช็ดน้ำตาอยู่ในห้องโถงใหญ่
“พี่ใหญ่”
“ลุกแล้วเหรอน้องรองพักผ่อนเพียงพอหรือไม่” เฉียวซงยกยิ้มให้กับเฉียวซี
“พักผ่อนเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”จะพักผ่อนไม่เพียงพอได้อย่างไร ที่จริงแล้วนางก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายถึงเพียงนั้นคนที่เหนื่อยที่สุดน่าจะเป็นพวกฝูหรง พวกนางต่างหากที่ลำบากมากจริงๆ “พี่ใหญ่เมื่อครู่ท่านร้องไห้หรือ”
เฉียวซงถูก้องสาวจับได้ เขาจึงแสร้งถลึงตาใส่นางเพื่อให้นางไม่พูดถึงมัน ใครจะไปคิดว่านางจะเอ่ยเช่นนี้ออกมาตั้งใจจะทำให้เขาดูน่าขันหรืออย่างไร ในตำรากล่าวไว้ว่ายามชายหนุ่มหลั่งน้ำตาอย่าได้กล่าวหาเขาเพราะชายหนุ่มผู้หลั่งน้ำตาคือผู้ที่สูญเสียความกล้าหาญไปจนหมดสิ้น“เจ้ายังจะเอ่ยเช่นนี้อีกหรือ”
“เหตุใดจึงพูดไม่ได้เล่าข้าเป็นน้องสาวของท่าน ข้าเห็นก็ไม่ได้เสียหน้าอะไรสักหน่อย”นางรู้ดีว่าเหตุใดพี่ใหญ่ของตนจึงหลั่งน้ำตา หากไม่เคยประสบมาก่อนก็คงไม่มีใครรู้ถึงความยากลำบากของพวกนางความรู้สึกยากลำบากของการดูแลครอบครัวนี้พี่ใหญ่ไม่เคยเอ่ยกับผู้ใดเลย
หากนางไม่มีความทรงจำของชาติที่แล้วหากนางไม่มีดัชนีทองคำ ชีวิตของพวกเขาอาจจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ก็เป็นได้
“น้องรอง ขอบคุณเจ้ามากนะ”ขอบคุณเจ้าจริงๆ หากไม่ใช่เพราะเจ้า ไม่รู้ว่าพวกเราจะเป็นเช่นไรหากพึ่งแค่กำลังของเขาคนเดียว ก็ไม่รู้ว่าจะพยุงบ้านหลังนี้ไปได้ไกลแค่ไหนคำว่าขอบคุณนี้ เขาอยากจะเอ่ยกับน้องรองมากแต่ไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลอะไรมากล่าวจึงจะเหมาะสม
วันนี้ในที่สุดเขาก็กล่าวคำว่าขอบคุณออกมาได้แล้วทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาก แต่อย่างไรเสียเขาก็ยังคงแบกความรับผิดชอบเอาไว้อยู่เขาจะต้องพยายามทำเพื่อบ้านหลังนี้ให้ได้
“จะพูดว่าขอบคุณทำไมกันเราเป็นคนบ้านเดียวกันไม่ใช่หรือ”
“ใช่ เราเป็นคนบ้านเดียวกันหลังจากนี้ข้าจะไม่พูดอีกก็ได้” รออีกหน่อย รอให้ถึงการสอบ ขอแค่เขาสอบผ่านเขาก็จะทำคุณให้บ้านหลังนี้มากมาย เขาจะเอาตำแหน่งซิ่วไฉกลับมาตอบแทนน้องรองให้ได้
“เช่นนั้นก็ดีแล้วพวกเราไม่จำเป็นต้องกล่าว”คนที่ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้หากเอ่ยคำว่าขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่าจะรู้สึกเหมือนห่างเหินเป็นคนอื่นคนไกล
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านคุยอะไรกันหรือ”เฉียวไป่ออกไปเล่นข้างนอกครู่หนึ่งจึงกลับมาที่บ้านเมื่อเห็นว่าพี่ชายและพี่สาวของตนนั่งพูดคุยกันอยู่จึงเอ่ยถามขึ้น
“ไม่มีอะไรหรอกเจ้าไปเล่นกับโก่วเซิ่งมาหรือ” เฉียวซีจับมือน้องชายและเอ่ยขึ้นพร้อมปัดฝุ่นที่ติดตามเสื้อผ้าของน้องชายออก
“ไม่ใช่แค่โก่วเซิ่ง ยังมีคนอื่นอีกเฉียวเย่กับเฉียวอี้ก็อยู่ด้วย” หลังจากที่เฉียวเจินกับเฉียวยุ่นมาทำงานที่บ้านลูกๆ ของพวกเขาก็มาเล่นกับเฉียวไป่เป็นประจำ ไปๆ มาๆ ก็เล่นด้วยกันจนสนิทกันและเช่นนี้ ยามที่พวกเขามาที่บ้าน เฉียวไป่ยังสอนหนังสือพวกเขาอีกด้วยยิ่งไปกว่านั้น เด็กๆ เหล่านั้นยังตั้งใจเป็นอย่างมากทำให้พวกเขารู้จักตัวหนังสือมากขึ้นมาก
“เจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว”
“พี่รองของเจ้าพูดถูกเจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว ไม่ต้องเอาแต่เรียนหนังสือจำเป็นต้องออกไปวิ่งเล่นเสียบ้าง”
“ข้ารู้แล้วพี่ใหญ่”