บทที่ 30 มีหมูมาใกล้ผักกาดขาวของข้า
เมื่อเห็นคนมาใหม่ เด็กในบ้านต่างก็ประหลาดใจ
เด็กคนนี้ดูมีอาการเท้าแพลงทุก ๆ สองก้าว ก้าวที่สามเหยียบมูลนก
ความแปลกใจสลายหายไปและพวกเขาก็ถอยกลับมา
ไม่เพียงแต่วิ่งหนีเท่านั้น ยังวิ่งไปหลบข้างหลังหน่วนเป่าและกอดนางแน่นอีกด้วย
พวกเขาไม่มีวันลืมหรอกว่า ก่อนที่จะเจอหน่วนเป่า ครอบครัวของพวกเขาโชคร้ายขนาดไหน
หน่วนเป่าถูกพี่ ๆ กอดจนเริ่มอึดอัด “ปล่อยหน่วนเป่าลงนะ หน่วนเป่าจะไปหาพี่ชายคนนั้น”
พี่น้องสกุลเซียวปวดใจ เอามือกุมอก พวกเขาถูกน้องสาวทอดทิ้งและมีหมูที่ไหนไม่รู้มาใกล้ผักกาดขาวของพวกเขา
ฉีสือเยี่ยนถูกเด็กคนอื่นรังเกียจมาตลอด มีเพียงแม่ของเขาเท่านั้นที่ไม่เคยสนใจว่าเขาจะเป็คนโชคร้ายหรือไม่
ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจเลยที่พี่น้องสกุลเซียววิ่งหนีไป แต่เมื่อเห็นเ้าก้อนแป้งถูกคนดึงแยกออกไป ในใจเขาพลันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เด็กชายนั่งอยู่บนขั้นบันไดหน้าประตูบ้าน ฟังบทสนทนาภายในบ้านเงียบ ๆ ความรู้สึกโดดเดี่ยวค่อย ๆ เกาะกุมหัวใจ แต่ทันใดนั้นก็มีมือเล็ก ๆ ยื่นมาจับเขาไว้
เมื่อหันไป เขาก็เห็นเด็กหญิงตัวเล็กนั่งยอง ๆ อยู่ข้างหลังเขา ยิ้มยิงฟันแฉ่ง
“พี่ชาย พี่หิวหรือ”
ความผิดหวังในใจของฉีสือเยี่ยนปลิวหายไปกับสายลม
“ข้าไม่หิว เ้าหิวหรือ เดี๋ยวข้าให้พวกเขาเอาขนมมาให้กิน” เขารู้ว่าเด็กที่ไหนก็ชอบกินขนม
แน่นอนว่าทันทีที่เ้าก้อนแป้งได้ยินคำว่าขนม ดวงตาของนางก็เป็ประกายและพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
เด็กชายหันไปพูดกับทหารองครักษ์ “ไปเอาขนมมาหน่อยสิ”
เ้าก้อนแป้งนั่งลงอย่างระมัดระวังและแกว่งขาไปมาอย่างสบายอารมณ์
ทหารองครักษ์นำขนมมาสองสามกล่องแล้วย้ายโต๊ะไปวางไว้ตรงหน้าเด็กทั้งสอง
ทันทีที่เ้าก้อนแป้งเห็นกล่องที่ประณีตสวยงาม นางก็รู้ได้ทันทีว่าขนมนี่ต้องอร่อยมากแน่ ๆ
และเป็อย่างที่คิดจริง ๆ แค่เปิดกล่องกลิ่นหอมก็ลอยมากระทบจมูกแล้ว
เ้าก้อนแป้งปรบมือและยกนิ้วให้องครักษ์ “เยี่ยมมาก!”
สีหน้าที่จริงจังขององครักษ์กระตุกเล็กน้อย แต่เ้าก้อนแป้งไม่สนใจ องครักษ์นายนั้นเหลือบมองนายน้อยอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขาดูสงบมากจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ภายในกล่องขนมถูกแบ่งออกเป็ช่องเล็ก ๆ เ้าก้อนแป้งเห็นว่าขนมแต่ละช่องหน้าตาไม่เหมือนกัน นางยื่นมือออกไปเลือกด้วยความลังเล น่ากินหมดเลย นางเลือกไม่ได้จริง ๆ
เมื่อฉีสือเยี่ยนเห็นแบบนั้นก็รู้สึกว่าตลกดี เขาจึงหยิบขนมชิ้นหนึ่งวางไว้บนมือนาง “ไม่ต้องรีบ ทั้งหมดนี้เป็ของเ้า”
เ้าก้อนแป้งร้อง ‘ว้าว’ ออกมา “ดีจังเลย หน่วนเป่าไม่ต้องเลือก หน่วนเป่าจะเอาทั้งหมด”
เมื่อองครักษ์ได้ยินแบบนั้น พวกเขาก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา เด็กน้อยคนนี้น่าสนใจดีจริง ๆ
เ้าก้อนแป้งและฉีสือเยี่ยนนั่งอยู่ข้างนอกกินขนมด้วยกัน พูดคุยกันไปเรื่อย ๆ
เจี่ยงอี๋โม่เล่าเื่ฉีสือเยี่ยนให้กับสองสามีภรรยาสกุลเซียวและหยวนหลางฟังอยู่ในบ้าน
“น้องเยี่ยนคือลูกของสหายเก่าข้าคนหนึ่ง น่าเสียดายที่แม่ของเขาถูกวางยาพิษตอนที่เขายังอยู่ในครรภ์ พิษนั้นรุนแรงมากและมันก็ส่งผลต่อเขาไปด้วย”
หลินซื่อรู้สึกปวดใจแทนเมื่อนึกถึงเด็กน้อยคนนั้นที่ถูกวางยาพิษ
“โสมและเห็ดหลินจือคราวก่อนที่ขายให้ข้าก็เพื่อช่วยชีวิตทั้งพวกเขาแม่ลูก”
เซียวหย่งฝูถอนหายใจ “เด็กคนนี้ดูไม่เหมือนถูกพิษเลย รักษาหายแล้วหรือ”
เจี่ยงอี๋โม่นึกถึงอันตรายที่เกิดขึ้นและส่ายหัวด้วยรอยยิ้มจนใจ “ไม่เลย มันแค่ช่วยชีวิตเขาไว้ชั่วคราวเท่านั้น”
“มารดาของเขาถูกวางยาพิษตอนที่นางตั้งท้อง และนางก็เสี่ยงชีวิตเพื่อให้กำเนิดฉีสือเยี่ยน ตอนนั้นเหลือเวลาไม่มาก ข้าจึงนำโสมและเห็ดหลินจือกลับไปเพื่อช่วยนาง แต่ไม่คิดว่า…”
เจี่ยงอี๋โม่ปาดน้ำตา “แต่ไม่คิดว่าคนชั่วพวกนั้นจะวางยาพิษนางอีกครั้ง นางในตอนนั้น...ไหนเลยจะมีเวลามาถอนพิษให้ฉีสือเยี่ยน”
หลินซื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตา “สงสารคนเป็พ่อเป็แม่จริง ๆ นางคงรักเด็กคนนี้มากถึงรั้งอยู่มาได้นานขนาดนี้ คนชั่วพวกนั้นมัน...”
หลินซื่อเ็ปใจ ในฐานะที่นางเป็แม่คน นางจึงสามารถเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้ได้เป็อย่างดี
เ้าก้อนแป้งที่กำลังกินขนมอยู่ เหลือบมองฉีสือเยี่ยนและคว้ามือของเขาเอาไว้ “พี่ชาย พี่ป่วยหรือ”
ฉีสือเยี่ยนใ เขาไม่รู้ว่าเ้าก้อนแป้งที่กำลังกินขนมอยู่จะได้ยินเื่ที่อยู่ข้างหลังกำแพง
“ข้า… ไม่เป็ไร” เขาคิดว่าคงเป็เพราะสีหน้าที่ดูไม่ดี ทำให้เ้าก้อนแป้งเอ่ยปากถามเช่นนี้
เซียวหน่วนหยางวางมือทับมือของเด็กชาย เขารู้ตัวดีว่าเขาถูกวางยาพิษ และพิษนั้นก็ผสมกับพิษหลายชนิด
แต่ตอนนี้เขาไม่เป็ไรแล้ว อาจเป็เพราะพิษเ่าั้กำลังต้านกันและกัน หากถอนพิษตัวใดตัวหนึ่งไปนั่นจะเป็วันสุดท้ายของชีวิต
เว้นแต่พิษเหล่านี้จะถูกถอนออกไปพร้อมกัน
ในห้องยังคงพูดคุยกัน
“เพื่อป้องกันไม่ให้ฉีสือเยี่ยนถูกคนชั่ววางยาอีก ข้าจึงพาเขาออกมา”
“ตอนนี้ทุกคนข้างนอกล้วนรู้แล้วว่าเขาถูกวางยาพิษ และเหลือเวลาอีกไม่มาก” เจี่ยงอี๋โม่ก้มหัวลง มีบางคำที่เขาไม่สามารถพูดได้
เซียวหย่งฝูเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายจะสื่อ หากเด็กคนนั้นยังอยู่ที่นั่นมีโอกาสสูงที่คนชั่วจะหาทางวางยาอีก และคนที่อยู่รอบตัวจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
ในตอนนี้เองที่เ้าก้อนแป้งลุกขึ้นพูดทั้งที่ขนมยังเต็มสองแก้ม “ตั้นแม่ ข้าอยากให้พี่ชายมาอยู่ด้วย”
หลินซื่อคาดไม่ถึงว่าจู่ ๆ หน่วนเป่าจะพูดเช่นนั้น ขณะที่นางกำลังพูด สายตาพลันเหลือบเห็นเศษขนมที่มุมปากเล็ก ๆ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ “เ้ากินอีกแล้ว เ้าตะกละตัวน้อย”
ว่าแล้วก็เช็ดปากให้อย่างอ่อนโยน
“ท่านพี่ เด็กคนนี้น่าสงสารจริง ๆ อีกอย่างหน่วนเป่าก็พูดแล้ว คงไม่เป็ไรหรอก”
เซียวหย่งฝูคิดกับตัวเอง ลูกสาวอยากเล่นกับคนอื่น นี่นางพูดออกมาว่าไม่เป็ไรได้อย่างไร
แต่เขาก็รู้ดีเช่นกันว่า หากโต้แย้งภรรยาจะเท่ากับว่าเขาฏและนั่นก็จะทำให้หน่วนเป่าโกรธ
สถานะในบ้านนั้นชัดเจนยิ่ง …เขาเข้าใจแล้ว
เจี่ยงอี๋โม่รีบลุกขึ้นยืนและกำลังจะคุกเข่าให้พวกเขา แต่เซียวหยวนหลางคว้าอีกฝ่ายไว้อย่างรวดเร็ว “พี่เจี่ยง อย่าทำเช่นนี้”
เจี่ยงอี๋โม่ “เช่นนั้นสหายเยี่ยนตัวน้อยต้องขอรบกวนทุกท่านแล้ว พวกเราจะจ่ายค่าเช่าห้องให้ จะมีหมอมาที่หมู่บ้านในอีกสองวัน ถึงตอนนั้นค่อยให้ฉีสือเยี่ยนไปหาเขา”
เขากัดฟันแน่น “ข้าจะกลับไปแจ้งข่าวคนตาย”
เ้าก้อนแป้งพูดขึ้นมาทันที “เช่าห้องคืออะไร ข้าไม่อยากได้ค่าเช่า ข้าอยากกินขนมพวกนี้ ข้าอยากกินวันละกล่อง”
เซียวหยวนหลางหันหน้าหนี เขาไม่อยากให้ท่านพ่อกับท่านแม่เห็นว่าเขาแอบยิ้มแปลก ๆ
หลินซื่อตอบกลับไป “ค่าเช่าอะไรกันล่ะ ท่านช่วยครอบครัวของเรามามากแล้ว หากจ่ายค่าเช่า ข้าจะไม่สนใจเขาแล้ว”
“ใช่แย้ว แค่ขนม” หน่วนเป่าพยักหน้าอย่างจริงจัง ท่านแม่พูดถูก
หลินซื่อไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ความรู้สึกที่ข่มเอาไว้ในใจของเจี่ยงอี๋โม่หายไปในทันที เขาหัวเราะ “ขนมมีแน่ ไว้กลับไปแล้วข้าจะส่งแม่ครัวมา นางเป็เด็กรู้ความจริง ๆ เ้าต้องทำอะไรอย่างจริงจังให้นางแล้ว”
เ้าก้อนแป้งยื่นมือออกมา เจี่ยงอี๋โม่ไม่เข้าใจแต่ก็ยื่นมือออกด้วย
มืออวบเล็กตบมือใหญ่อันหยาบกระด้างของเขา “ตกลง”
ปัญหาหนักใจได้รับการแก้ไขแล้วและเจี่ยงอี๋โม่ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่นานนัก ขากลับสบายใจขึ้นเยอะ
ก่อนออกไป เขาบังเอิญเห็นต้าไป๋ที่กำลังนอนเล่นใต้เงาเถาองุ่น เขาถึงกับเข่าอ่อน
“พี่หยวนหลาง นะ นั่น สุนัขหรือ!” เจี่ยงอี๋โม่ถามอย่างไม่มั่นใจจนต้าไป๋เงยหน้าขึ้นแล้วร้อง ‘โฮ่ง’ คำหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาหน้าซีดด้วยความใ
ทันใดนั้นเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการทิ้งนายน้อยไว้ที่นี่จะเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่
เซียวหยวนหลางยิ้ม “พี่เจี่ยง นี่คือสหายของหน่วนเป่า ชื่อว่าต้าไป๋”
แม้ว่าเขายังไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น แต่ก็ทำให้เจี่ยงอี๋โม่ตาเบิกโพลงด้วยความเหลือเชื่ออยู่ดี
พอถึงเวลาอาหารเย็น หลินซื่อก็ได้จัดห้องให้ฉีสือเยี่ยน และแม่ครัวที่เจี่ยงอี๋โม่รับปากก็มาถึงแล้ว
นางเป็สตรีอายุราว ๆ สามสิบ ชื่อว่าหานเหนียง
รูปร่างหน้าตาธรรมดา เรียกได้ว่าเอาไปวางกับฝูงชนก็แทบมองไม่ออก
ว่ากันว่านางมีฝีมือทำอาหารที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ สามารถทำอาหารอร่อยได้มากมาย
สิ่งนี้ทำให้เ้าก้อนแป้งน้ำลายไหลหนัก มองหานเหนียงตาแป๋วทุกครั้งที่นางเดินผ่าน