“แม่ต้อยเหรอ?ไม่น่านะคุณเขม” ป้าคนงานตอบเ้านายหนุ่มด้วยน้ำเสียงและสีหน้าไม่เห็นด้วยกับข้อสงสัยของเขาโดยที่สองมือยังคงง่วนอยู่กับการจัดเรียงฝักข้าวโพดลงเข่ง
“ในฐานะคนที่อยู่มานานเหมือนกันป้าไม่เคยเห็นแม่ต้อยมีเื่ด่างพร้อยอะไรเลยนา ป้าใช้ลูกสาวเป็ประกันเลยเอ้า” คุณป้าคนงานเอ่ยต่อโดยไม่ได้สนใจเสียงประท้วงอย่างเขินอายของลูกสาวตนเองที่กำลังนั่งแยกข้าวโพดอยู่ข้างๆกัน
“แม่ก็! พูดเอาซะหมดความน่าเชื่อถือเลย แต่จิ๊บขอยืนยันอีกเสียงว่าแม่ต้อยไม่เคยมีข่าวเสียหายอะไรมาก่อนจริงค่ะ ที่สำคัญคือแม่ต้อยจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?”จิ๊บพูดเสริมในฐานะคนที่เกิดและเติบโตมาในฟาร์มแห่งนี้
“จริงอย่างที่ทุกคนว่าแหละครับแล้ว...เอื้องล่ะ” เขมตัดสินใจถามเข้าประเด็นของวันนี้ในขณะที่แขนแกร่งมีมัดกล้ามแน่นยกตะกร้าข้าวโพดขนาดใหญ่ลงจากหลังกระบะรถมาวางไว้โซนบรรจุผลผลิตด้วยท่าทางสบายๆราวกับกำลังยกปุยนุ่น ภาพของเ้านายหนุ่มลงมาช่วยทำงาน ใช้ชีวิตเรียบง่ายกลายเป็ภาพชินตาของทุกคนไปแล้ว
“เอื้องเหรออืม...” คุณป้าคนงานถือข้าวโพดในมือนิ่ง สีหน้าดูครุ่นคิดอย่างหนัก
“นึกออกแล้ว!เื่นี้ไงแม่...่ประมาณ 2-3 เดือนที่แล้ว เห็นเอื้องบ่นให้ทุกคนฟังอยู่ว่าบ้านที่อยู่บ้านนอกกำลังจะถูกยึด นางก็เลยต้องหาเงินไปใช้เขาด่วน ตอนนั้นจำได้เลย เอื้องคือหน้าดำคร่ำเครียดมาก แต่ไม่กี่วันต่อมาก็กลับมาสดใสเหมือนเดิมซะงั้น” จิ๊บเล่าอย่างออกอรรถรสหลังจากนึกไปถึงเหตุการณ์นั้นได้
“เออใช่! แต่ตอนนั้นแม่ถามเอื้องอยู่นะ เอื้องบอกว่าหาเงินได้แล้ว แม่ก็เลยไม่ได้ถามอะไรต่อ คิดว่า คงไปขอเบิกเงินล่วงหน้ากับคุณเขมแล้วอะไรประมาณนี้” ป้าคนงานพูดเสริมอีกแรง
“ไม่มีนะครับ่นั้นผมน่าจะไปประชุมที่ต่างประเทศอยู่” เขมเอ่ยเสียงเรียบหลังจากนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรต่ออีกเลยทว่ารังสีแห่งความเย็นเยียบกลับค่อยๆ แผ่ขยายออกมารอบตัวเขา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นดูแข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจนช่อเอื้อง ผู้หญิงโรคจิตที่ชอบแอบมองเขาเป็ประจำคนที่เขารู้สึกในแง่ลบด้วยอยู่ทุนเดิม บัดนี้กลายเป็ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งไปแล้ว...เป็ฝีมือของเธอไม่ผิดแน่!
เลย่เวลาเลิกงานไปไม่นาน หลังจากบอกลาแม่ต้อยและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆแล้ว เอื้องจัดโต๊ะตัวเองเป็การฆ่าเวลารอให้ทุกคนออกจากสำนักงาน เพราะอีกหน้าที่สำคัญที่ได้รับมอบหมายของหญิงสาวคือดูแลความเรียบร้อยภายในสำนักงานก่อนจะปิดล็อคประตูทุกบานซึ่งเธอทำเช่นนี้ทุกวันตามหน้าที่ไม่มีเกี่ยง วันนี้คงจะเป็อีกวันปกติทั่วไปหากไม่...
“อุ๊บ!” อยู่ๆ ร่างของหญิงสาวถูกมือปริศนาของใครบางคนจับเหวี่ยงจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับผนังห้องดังปึกเท่านั้นยังไม่พอ มือหนานั้นยังตามมาปิดปากเธอเอาไว้ไม่ให้ส่งเสียงออกไป หัวใจของหญิงสาวเต้นถี่รัวจนแทบจะหมดสติดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยอารามใ ยิ่งพอได้เห็นใบหน้าเ้าของมือหนา ดวงตาของเธอยิ่งเบิกกว้างขึ้นไปอีก
“อุนเอ๋ม!” เอื้องส่งเสียงอู้อี้ผ่านมือเขา มือน้อยพยายามดึงมือแกร่งนั้นออกแต่เธอสู้แรงของชายหนุ่มร่างใหญ่ตรงหน้าไม่ได้เลยแม้มือเล็กๆ ทั้งสองจะไม่ได้สร้างความเ็ปให้เขาแต่อย่างใด ทว่ากลับสร้างความรำคาญให้ไม่น้อยมือใหญ่จึงเลื่อนมายกข้อมือเล็กสองข้างตรึงไว้กับผนังเป็การกักขังร่างบางเอาไว้กลายๆ
“ทำอะไรของคุณเนี่ย!” หลังจากริมฝีปากของหญิงสาวถูกปล่อยให้เป็อิสระมันก็ได้ทำหน้าที่ทันที
“มีอะไรอยากจะบอกผมหรือเปล่า?” ใบหน้าดุดันโน้มเข้ามาใกล้ดวงหน้าเธออย่างหาเื่นั่นพาให้หัวใจดวงน้อยของหญิงสาวเต้นถี่รัวยิ่งกว่าเดิม
“พูดเื่อะไรของคุณ ปล่อยฉัน!” แต่สำหรับหญิงสาวแล้ว สติยังคงเหนือกว่าสิ่งอื่นใด เธอตอกกลับเสียงแข็งแขนเรียวเล็กยังคงพยศแต่ช่างยากเหลือเกินที่จะสู้แรงของบุรุษร่างกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามคนนี้ได้
“ปล่อยแน่! ถ้าคุณสารภาพ” ใบหน้าคมขยับเข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิมจนปลายจมูกของทั้งสองิ่เหม่จะชนกันเต็มแก่จนหญิงสาวไม่กล้าขืนสะบัดอีกกลัวว่าจะชนกันเข้าให้ ใบหน้าของเอื้องกำลังร้อนผ่าวอย่างหนักมันต้องแดงเรื่อมากแน่ๆ
“สารภาพอะไรของคุณ ฉันไม่รู้เื่!” แม้ดูจากรูปการณ์แล้วเธอกำลังตกเป็รอง แต่หญิงสาวเลือกที่จะไม่ยอมแพ้มันต้องคุยกันให้รู้เื่ก่อนสิ ตอนนี้เธองงจนเป็ไก่ตาแตกไปหมดแล้ว
“อย่ามาทำเป็ใสซื่อ สารภาพมาซะ! ถ้าไม่อยากให้ผมลงมือ” แผ่นอกหนากว้างที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามดันร่างเธอให้ชิดเข้ากับผนังยิ่งกว่าเดิมสายตาของชายหนุ่มดูหื่นกระหายเต็มที่ ยิ่งทำให้เอื้องสับสนไปใหญ่กับท่าทีของคนตรงหน้า
“ลงมืออะไร? ผู้ชายมาดแมนอย่างคุณจะตีผู้หญิงเหรอ!” เอื้องขมวดคิ้วมุ่น ฟังจากน้ำเสียงท้าทายของเธอแล้ว คำขู่ของเขาดูจะไม่ได้มีผลอะไรต่อผู้หญิงคนนี้นัก
“ลงมือแบบผู้ชายมาดแมนนี่ล่ะ” ริมฝีปากหนาเริ่มขยับเข้ามาใกล้ชิดกับริมฝีปากบางมากขึ้นเรื่อยๆสายตาของเขาดูลึกล้ำเต็มไปด้วยไฟกำหนัดยิ่งกว่าเดิมเพราะเขายิ่งเข้าใกล้เธอมากเท่าใด ร่างสมส่วนโค้งเว้าน่าค้นหาของหญิงสาวตรงหน้ายิ่งปลุกให้ไฟสวาทของบุรุษเพศแผดเผามากขึ้นเท่านั้นทั้งที่ชายหนุ่มไม่ได้ตั้งใจจะเข้าหาด้วยวิธีนี้ั้แ่แรก
“อะๆ ฉันยอมสารภาพก็ได้ ว่าแต่ฉันต้องสารภาพเื่อะไรเหรอ?”
“...?!” คำถามกวนๆ จากหญิงสาวทำเอาอารมณ์ของเขาหล่นฮวบลงไปในทันใด คนตัวโตถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่สีหน้าของเขาดูไม่สบอารมณ์แตกต่างจากไม่กี่วินาทีที่แล้วโดยสิ้นเชิงอกแกร่งขยับห่างออกไปจากตัวเธอเล็กน้อย
“คุณเป็คนขายสูตรฟาร์มให้คู่แข่งใช่ไหม?” คำถามตรงไปตรงมาของชายหนุ่มพาให้ร่างบางหยุดชะงักทันใดดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าเขาตรงๆ
“เปล่าเสียหน่อย! ทำไมถึงคิดว่าเป็ฉัน?” น้ำเสียงของเธอดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันใดเอื้องเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาจับจ้องไปยังชายหนุ่มไม่วางตา
“ก็เธอเคยร้อนเงินไม่ใช่เหรอ”
“ร้อนเงิน?” เอื้องทวนคำพูดของเขาพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าอ๋อเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เธอจึงต้องพูดอธิบาย
“ใช่! 3 เดือนก่อนที่บ้านฉันร้อนเงิน ต้องรีบนำเงินไปใช้เ้าหนี้ก่อนบ้านโดนยึดแต่ฉันเข้าไปคุยเจรจาขอยืดเวลากับเ้าหนี้ ซึ่งโชคดีที่เขาตอบตกลง พ่อของฉันเลยต้องจำใจขายสวนมะม่วงไปใช้หนี้จนครบไม่เชื่อก็โทรถามยืนยันกับพ่อฉันได้” เอื้องพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่พอแค่นั้นหญิงสาวยังย่อตัวมุดออกจากอ้อมแขนแกร่งของร่างสูงแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ามายื่นให้เขาหวังยืนยันความบริสุทธิ์ใจ
เขมมองพินิจไปยังเธอด้วยสีหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ทางด้านหญิงสาวที่เห็นท่าทีของเขาเช่นนั้นเธอได้แต่ถอนหายใจออกมายาวๆ แถมยังแอบกลอกตาให้แบบเนียนๆ
“พวกเราอุตส่าห์ช่วยกันระดมสมองคิดสูตรพวกนี้มาตั้งแรมปี ฉันจะขายไปเพื่ออะไรกัน”เอื้องยกแขนขึ้นมากอดอก ทั้งสองจ้องตาประสานกันอยู่นานราวกับกำลังพยายามพินิจพิเคราะห์ความคิดของอีกฝ่าย
“แต่ผมก็ยังไม่ไว้ใจคุณอยู่ดี” เขมเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาคมของเขาเผยความแข็งกร้าว
“เอาอย่างนี้! ให้ฉันช่วยคุณหาตัวคนทำไหมล่ะ”ในเมื่อห้ามความคิดของชายหนุ่มตอนนี้ไม่ได้ เอื้องจึงยื่นข้อเสนอเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
“...แบบนั้นก็ได้” ชายหนุ่มตอบกลับมาหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะหันหลังเตรียมเดินออกไป
“ถ้าได้เื่อย่างไร ฉันจะแจ้งคุณอีกทีก็แล้วกัน อ้อ! แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง...” เสียงของหญิงสาวเงียบไป พาให้จังหวะการก้าวเดินของชายหนุ่มหยุดชะงักลงร่างสูงใหญ่หันหลังกลับไปมองเธออีกครั้งพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“นึกไม่ถึงเลยนะว่า...คุณจะเป็คนหื่นขนาดนี้” หญิงสาวพูดต่อพร้อมกับเหยียดยิ้มมุมปากเล็กน้อยดวงตาของเธอฉายแววล้อเลียน
“หึ! ฉันหื่นได้มากกว่านี้”เขมแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เขาสบตาเธอด้วยแววตาลึกล้ำเข้มข้นขึ้น พอได้พินิจพิจารณาดวงหน้าและเรือนร่างซ่อนรูปของหญิงสาวคนนี้ใกล้ๆแล้ว ความรู้สึกรำคาญที่เคยมีต่อเธอก่อนหน้านี้ดูจะอ่อนลง จากที่เป็ผู้ถูกมองมาตลอดบัดนี้เขาเองก็อยากจ้องเธอแบบนี้ทั้งวันเช่นกัน ความหิวกระหายเป็เื่ธรรมดาของวัยเจริญพันธุ์อย่างพวกเขา
“คุณดูภูมิใจกับความบ้ากามดีนะ” ฝีปากไม่ธรรมดาของหญิงสาวพาให้เืลมในกายชายหนุ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาเกิดเป็ความอยากเอาชนะ
“เธอตั้งใจจะพูดยั่วฉันเหรอ” ใบหน้าหล่อเหลาแสยะยิ้มออกมา ร่างสูงใหญ่ย่างเท้ากลับไปหาหญิงสาวอีกครั้งอย่างช้าๆ
“แถมยังหลงตัวเองอีกด้วย” เอื้องพูดด้วยน้ำเสียงปนขำ เธอยังคงยืนนิ่งพลางช้อนตามองคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัวใดๆที่ผ่านมาเธอชอบแอบมองเขาก็เพราะว่า ผู้ชายหน้าหล่อแถมยังหุ่นเซ็กซี่ดึงดูดสายตาสมัยนี้หาไม่ได้ง่ายๆหรอกนะ เธอก็แค่อยากมองอะไรที่มันจรรโลงใจ ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปกว่านั้น
“...” คำตอบและท่าทางจากเธอทำให้ชายหนุ่มเงียบไป สองเท้าใหญ่หยุดชะงักลงใบหน้าคมเข้มเผยความรู้สึกไม่สบอารมณ์ออกมาโดยไม่คิดจะปิดบัง
“เอาล่ะ คุณออกไปได้แล้ว ฉันจะล็อคสำนักงาน” หญิงสาวพูดต่อด้วยสีหน้าที่ดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรร่างสูงเพรียวบางเดินไปปิดหน้าต่างบานที่เหลือจนครบแล้วเดินไปยังประตูสำนักงานตั้งท่าจะปิด แต่ติดที่คนตัวโตยังยืนจังก้าอยู่ในห้อง เธอมองมายังชายหนุ่มนิ่งก่อนจะทำทียกข้อมือดูนาฬิกาพร้อมกับกระแอมในคอเสียงดัง
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกเซ็ง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังทางออกเขายังเดินไม่พ้นขื่อประตูดีนัก มือบางก็ได้จัดการเลื่อนประตูปิดล็อคกุญแจปุบปับทันใด เอื้องบอกลาเ้านายสั้นๆ แล้วเดินตรงไปยังลานจอดรถก่อนจะบึ่งมอเตอร์ไซค์ออกไปทุกอย่างเกิดขึ้นภายใน 2 นาที
ผู้หญิงคนนี้...กวนส้นเท้าชะมัด เขมคิดในใจ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
คุณเขมคะ ฝากจัดสักหน่อยดิ๊ 55555
เจอกันอีกทีวันศุกร์จ้า