ระหว่างที่เซียวเย่กำลังโม้กับตนเองอยู่นั้นก็มีเสียงแว่วดังเข้ามาให้หู
“เซียวเอ๋อ! เกิดอะไรขึ้น! ”
เซียวหยางกับเซียวหงใ พลางพูดพร้อมวิ่งเข้ามาในห้องเซียวเย่ มองบุตรชายตนเอง ที่โดยรอบมีพลังลมปราณอยู่ แทรกเข้าไปในร่างกาย
“ ขอบเขตปราณสะสม? เซียวเอ๋อ นี่เ้าเริ่มฝึกยุทธแล้วรึ?”
เซียวหยางถามบุตรชายด้วยใบหน้าที่ตกอกใ
“ใช่แล้วท่านพ่อข้าอยู่ขอบเขตสะสมปราณขั้นที่1แล้ว”
เซียวเย้ ตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“ถึงข้าไม่รู้ว่าเ้าฝึกได้อย่างไร แต่การที่เ้าฝึกโดยตันเถียนยังไม่เติบใหญ่เต็มที่ เ้าจะไปสู้ใครได้อย่างไร แค่ผู้ฝึกยุทธทั่วไป ดีดนิ้วเ้าก็หงายท้องแล้ว ”
เซียวหยางพูดพร้อมถอนหายใจ
เซียวเย่ยิ้มแย้มไม่พูดอะไร แต่เอามือบิดามาทาบที่ช่องท้องบริเวณตันเถียน จงใจให้เซียวหยางตรวจสอบด้วยตนเอง เซียวหยางใพลางส่งพลังพลังปราณของตนไปตรวจสอบตันเถียนบุตรชาย
“ นี่มันนน ตะ ต ตันเถียนของเ้า!! มันไม่ใหญ่ไปหน่อยรึ ในขอบเขตขั้น1 ตันเถียนโดยทั่วไปควรกว้างแค่ 3-5 จั๊งเท่านั้น แต่ของเ้ามันใหญ่กว่า10จั๊ง ฝึกยุทธก่อนเวลาอันสมควร ทั้งตันเถียนตอนนี้ยังใหญ่10จั๊ง! เซียวหง นี่ลูกข้าแน่รึ เ้าแน่ใจนะว่าลูกข้า?”
เซี่ยวหยางหันไปถามเซียวหงด้วยความคับข้องใจ
“ท่านจะบ้าไปแล้วรึ! หน้าเหมือนท่านอย่างกะคลานตามกันมาเกิดขนาดนั้น อยากให้ข้ามีลูกกับคนอื่นมากงั้นรึ? ข้าจัดการให้ท่านได้นะ ”
เซียวหงพูดพลางส่งสายตาโกรธเคือง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่ต้องทะเลาะกัน ข้าลูกพวกท่านแน่นอน ข้าแค่บ่มเพาะตามแบบฉบับที่ข้าคิดค้นขึ้นเองก็เท่านั้น เื่พวกนี้มันของง่ายๆ”
เซียวเย่พร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม
‘ของง่ายๆ? คิดขึ้นเอง? นี่ลูกข้าพูดเื่อะไรกัน รึว่าอ่านตำรา จนบ้าเข้าขั้นไปแล้ว แต่ถ้าบ้าจริงสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ออกจะเกินไปหน่อย นี่ลูกข้าเป็ผู้มีพร์งั้นรึ? ข้าก็คิดไว้แล้วว่าลูกข้าไม่เหมือนเด็กที่อายุ10ขวบทั่วไปแต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้’
เซี่ยวหยางมองบุตรชายพลางครุ่นคิด
“เ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังโดยละเอียดได้รึไม่?”
เซี่ยวหยางกล่าวถาม
"ย่อมได้ แต่ท่านพ่อท่านแม่ห้ามบอกใครเด็ดขาด เพราะมันอาจสร้างอันตรายกับตัวลูกแล้วกับตัวพวกท่านเอง"
เซี่ยวเย่อธิบายให้พ่อแม่ตนเองฟัง ให้พอเข้าใจได้ ไม่เจาะลึก จนครึ่งชั่วยามผ่านไป ก็เข้าใจกันได้หมด
“ นี่ลูกข้าเป็ผู้มีพร์ ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่ายินดีนัก น่ายินดีนัก แค่นี่พ่อก็ตายตาหลับแล้ว ลูกจะต้องพาตระกูลเรายิ่งใหญ่ดั่งัอุ้มชูมุ่งสู่์ พ่อจะไปบอกเล่าเื่ให้ท่านปู่เ้าฟัง ให้ผลักดันเ้า พ่อจะเล่าพอประมาณ ไม่ต้องเป็ห่วง”
เซียวหยางพูดเสร็จก็รีบวิ่งออกไปจากห้อง
“เซียวเอ๋อ ลูกไม่เป็อะไรใช่แน่รึไม่ ข้าวปลา อาหาร น้ำ ไม่ดื่มกิน เ้าจะให้แม่ปวดใจตายงั้นรึ?”
เซียวหงพูดด้วยใบหน้าที่เป็ห่วง
"ท่านแม่วางใจ ข้าเป็ผู้ฝึกยุทธแล้ว อดข้าวไม่กี่วันย่อมไม่ส่งผลเสีย"
บอกกล่าวกันแล้วก็พากันไปกินข้าวเสร็จก็แยกย้าย เซี่ยวเย่เข้ามาในห้องนั่งลงบนเตียงครุ่นคิด
‘ตอนนี้ถ้าจะทำให้เคล็ดบ่มเพาะไปได้ไกลกว่านี้คงยังทำไม่ได้ แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้ข้าไปได้ไกลกว่าผู้ใด ในเมืองนี้แน่แล้ว สร้างเคล็ดบ่มเพาะของตนเองแล้ว ข้าก็ต้องสร้างเคล็ดวิชาของตนเองเช่นกัน เพื่อเป็บันไดในการก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้ข้าได้เปรียบผู้อื่น5ปี ต้องใช้ให้คุ้มค่า เคล็ดวิชาอะไรดีที่ข้าควรสร้างมัน วิชาดาบ? วิชากระบี่? บนโลกนี้ผู้ฝึกยุทธ ส่วนใหญ่ล้วนใช้ดาบและกระบี่กันทั้งนั้น เพราะพลังทำลายล้วนสูงส่ง ผลิกแพลงได้หลากหลายกระบวนท่า ข้าก็ควรคิดวิชาแบบนี้เช่นกัน'
หลังจากครุ่นคิด ก็ตัดสินใจได้ นั่งสมาธิหลับตา ให้เห็นภาพกระบวนท่าภายในหัว เคล็ดวิชาที่อ่านมาหลายปีมากมาย ซ้อนทับกันในหัว ผ่านไป1ชั่วยาม ก็ได้มาหนึ่งเคล็ดวิชา
เซียวเย่ยืนขึ้นออกจากห้องเดินไปที่สวนหลังบ้านตนเอง ยืนอยู่หน้าต้นไม้ต้นใหญ่ หลับตาทบทวนวิชาที่คิดค้น มือขวากำแน่น พลังปราณในร่างกายเดินทางไปที่แขนขวาที่กำแน่น ตามแบบเคล็ดวิชาหมัดที่ฝึกฝน
เซียนเย่ส่งหมัดออกไป หมุนหมัดเหมือนพายุ เกิดเป็คลื่นพลังปราณหมุนวนรอบหมัด หมัดกระแทกเข้ากับต้นไม้ดัง ตูม ม!! ต้นไม้หักโค่นลงครึ่งนึง เหลือแค่ครึ่งล่าง ครึ่งบนอยู่ไหนไม่รู้
“พลังแบบนี้น่าจะถือว่าดีแล้วรึเปล่านะ? วิชาที่ข้าสร้าง ล้วนมีวิธีในการก้าวหน้าในแบบของมัน ตราบใดที่ข้าได้อ่านเคล็ดวิชามากพอ มันย่อมเติบโตไปพร้อมกับข้าเรื่อยๆ ตอนไปนี้ข้าจะตั้งชื่อเคล็ดวิชาหมัดนี้ว่า ควงวายุ! ข้าจะเชียวชาญเคล็ดวิชาหมัด กับ เคล็ด วิชาอาวุธ ควบคู่กันเพื่อการต่อสู้ที่หลากหลายขึ้น แต่ที่ตระกูลเซียวมีเคล็ดวิชาอาวุธน้อยเกินไป จะสร้างเคล็ดวิชาอาวุธที่ข้า้าคงไม่ง่าย ยิ่งข้าสามารถเดินลมปราณแทนสายตาได้แล้ว ถึงจะยังใช้ปราณได้ไม่มากเพราะขอบเขต แต่ถ้าได้อ่าน ด้วยความฉลาดของข้า ย่อมรวดเร็วกว่าอ่านด้วยสายตาเป็10เท่า แต่ข้าจะไปหาเคล็ดวิชามาจากไหนตัวข้ายังเป็เพียงเด็ก10ขวบ จะไปหาหินปราณจากที่ใดได้กัน”
กลับมาที่ห้องนั่งครุ่นคิด ตระกูลเซียวเป็ตระกูลระดับกลางในกวางตุง เมืองกวางตุงก็เป็เมืองเล็กอยู่แล้ว ตระกูลระดับกลางยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทำการค้าขายของทั่วไป เปิดโรงเตี๊ยม มีเหมืองหินปราณขนาดเล็กในการหนึ่งแห่ง พอขึ้นเป็ตระกูลระดับกลางของเมือง
"ข้าคงต้องพึ่งตนเองในการทำให้ตนเองมั่งคั่งเสียแล้ว" ้
เมื่อคิดได้แล้วจึงข่มตาหลับ ยามเช้าตรู่ เซียวอู่เดินออกมาจากห้องมานั่งที่ม้านั่งข้างห้องพร้อมกล่าว
“เอ้อหวาง เอ้อหวัง มาพบข้า!!”
คน2คนสวมชุดธรรมดาวัยกลางคน เดินเข้ามาหาอย่างรีบร้อน
"นายน้อยมีอะไรให้รับใช้ขอรับ"
"ข้าอยู่ในตระกูลมาั้แ่เกิดจนบัดนี้ข้าอายุ10ขวบปีแล้วไม่เคยออกจากจวน จึงอยากให้พวกท่านพาข้าออกไปเดินเล่นเสียหน่อย ไปบอกท่านพ่อท่านแม่ข้าให้ด้วย"
บ่าวรับใช้ รีบไปขออนุญาตเซียวหยาง เ้าตัวก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไร ยอมให้ออกมาแต่โดยดี
เซี่ยวเย่เดินมาถึงหน้าประตูจวณตระกูลเซียว มีองครักษ์หนุ่ม1คนยืนรออยู่ที่รถม้า อายุประมาณ20ปี หน้าตาคมสัน คิวโก่ง ผิวคล้ำ ไม่ได้ใส่หมวกแต่สวมชุดเกาะยืดหยุ่นสีขาว มีดาบเสียบฝักอยู่ที่เอว ดูแล้วน่าเกรงขาม
“คารวะนายน้อย นายท่านให้ข้า เย่หลิว มาเป็ผู้ติดตามนายน้อย”
เย่หลิว เด็กกำพร้าที่ตระกูลเซียวรับมาเลี้ยง ภายหลังเติบใหญ่ พอมีฝีมืออยู่บ้างจึงฝึกยุทธ์เรียนรู้จนมาถึงขอบเขตปราณสะสมขั้น4ระดับนี้ถือว่าทั่วไป จนได้เป็องครักษ์ตระกูลเซียว
“ลำบากเ้าแล้วเย่หลิว”
เซียวเย่ พูดพร้อมเดินขึ้นไปบนรถม้า พอเดินผ่าน เย่หลิวหันมองตามรู้สึกได้ถึงลมปราณรอบตัวเซียวเย่
‘ขอบเขตสะสมปราณขั้น1! นายน้อย..นี่ท่าน’
เย่หลิวใแต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาขึ้นรถม้าตามเซียวเย่ขึ้นไป โดยมีเอ้อหวางกับเอ้อหวัง ควบคุมรถม้า
“เย่หลิว เ้าช่วยเล่าเื่เกี่ยวกับเมืองนี้ให้ข้าฟังหน่อย”
เซียวเย่พูดเพื่อทำลายความเงียบ
“ขอรับนายน้อย เมืองกวางตุง เป็หนึ่งในเมืองของอาณาจักรต้าเชียง เป็เมืองขนาดเล็กก่อสร้างอยู่ร่วมกันกับูเาและแม่น้ำ ภายในเมืองมีประชากร 10 หมื่นคน 15ตระกูล มี3ตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลหลิว ตระกูลหลง และตระกูลเจียงทั้ง3ตระกูลต่างแข่งขันกันอย่างลับๆ ที่เมืองมีทหาร1หมื่นนาย เ้าเมืองกวางตุงชื่อ กงซื่อ พึ่งมารับประจำการเมื่อ2ปีที่แล้ว นิสัยโอบอ้อมอารี หน้าคบหา เนื่องจากเมืองไม่ได้อยู่ติดชายแดน และไม่ได้อยู่ใกล้ป่าอสูร ที่เมืองจึงไม่มีทหารดินแดนอื่นบุกมาหรืออสูรบุกมาเลย แต่ก็เป็การตัดรายได้ของเมืองลงหลายส่วน แต่ที่เมืองก็ไปเน้นที่การผลิตเช่น อาวุธต่างๆ โอสถ ขุดเหมือง โรงเตี้ยม เพราะที่เมืองบรรยากาศติดูเาแม่น้ำมากมาย วิวสายตามากมี จึงมีผู้คนมาพักผ่อนหย่อนใจเสียมากกว่ามาเพื่อสิ่งอื่น”
เย่หลิวบอกในสิ่งที่ตนเองรู้
เซียวเย่เมื่อได้ฟังจึงกล่าวถามต่อว่า
"ที่เมืองนี้ ธุรกิจอะไรที่ทำรายได้ ได้มากที่สูง"
เย่หลิวคิดสักพักจึงกล่าว “เรียนนายน้อย ย่อมต้องเป็หลอมโอสถกับหลอมอาวุธเป็แน่แท้"
"อย่างงั้นรึ…"
‘ถ้าจะหลอมโอสถ คงเป็ไปไม่ได้ ข้ายังขอบเขตต่ำต้อยนัก คงต้องรออีกสักหน่อย แต่ถ้าหลอมอาวุธยังพอมีหนทาง’
“เย่หลิวในเมืองนี้ โรงหลอมที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ใด “
เย่หลิวคิดเล็กน้อยพร้อมกล่าว ”เรียนนายน้อยถ้าโรงหลอมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองน่าเป็ของตระกูลหลง อยู่ที่ทิศตะวันออกอยู่นอกเมืองไม่ไกลนัก”
“บอกเอ้อหลางเอ้อหวัง เดินทางไปที่นั้น แล้วอย่าได้ถามอะไรทำตามที่ข้าสั่งก็พอ เข้าใจรึไม่”
เซียวเย่หันไปบอกกล่าว เย่หลิวก้มหน้าลง ค้อมมือทำความเคารพ
"เย่หลิวจะทำตามที่นายน้อยสั่ง.."
นอกเมืองกวางตุง โรงหลอมตระกูลหลง
2ชั่วยามก็นั่งรถม้ามาถึง ด้านหน้าเป็โรงหลอมขนาดใหญ่ มีรถม้าขบวนใหญ่ ขนเหล็กเข้าออกไม่ขาดสาย รถม้าเทียบด้านข้างโรงหลอม เซียวเย่ลงจากรถม้า เดินเข้าไปโรงหลอมพร้อมเย่หลิว เถ้าแก่โรงหลอมใส่เสื่อคลุมผมขาว พอเห็นลูกค้าเดินเข้ามา ก็กระตือรือร้นรีบวิ่งมาต้อนรับลูกค้า
“ไม่ทราบนายน้อยท่านนี้ มีอะไรให้รับใช้ขอรับ”
เถ้าแก่โรงหลอมพูดด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“ข้าอยากทราบว่าที่โรงหลอมตระกูลหลงนี้ หลอมอาวุธจากเหล็กอะไร แล้วข้า้าให้พวกท่านตีดาบให้ข้าดูหนึ่งเล่มกับกระบี่หนึ่งเล่มแล้วข้าจะซื้อดาบและกระบี่เล่มนั้นเอาไว้”