รถม้าคันหรูเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงที่พลุกพล่าน มุ่งหน้าสู่เมืองหลิงโจวอันเป็นบ้านเกิดของเหมยหลิงและชิงเหยา บรรยากาศภายในรถม้าเงียบสงบแต่กลับอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เหมยหลิงเอนกายพิงซบกับอกกว้างของซ่งเหวิน ในขณะที่ชิงเหยานั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งด้วยใบหน้าที่ยังคงมีร่องรอยของความสุขและความอ่อนล้าจากการเดินทางและการร่ำลาอันแสนอาลัยกับเหอหลง
การเดินทางกลับครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง ขามานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความไม่รู้ แต่ขากลับนั้นเต็มไปด้วยความทรงจำอันล้ำค่าและประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกนางไปตลอดกาล เหมยหลิงหลับตาลง ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปถึงช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมาในคฤหาสน์ของซ่งเหวิน ภาพของบทรักอันเร่าร้อนที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งกับซ่งเหวินและเหอหลง ทั้งแบบสองต่อสองและแบบสี่คนยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของนางราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
นางไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าชีวิตของนางจะพลิกผันมาถึงจุดนี้ได้ จากภรรยาของพ่อค้าที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบประเพณีอันน่าเบื่อหน่าย กลายมาเป็นสตรีที่ได้ลิ้มรสชาติของความปรารถนาอันไร้ขีดจำกัด นางได้เรียนรู้ที่จะปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบของตัวเองออกมา ได้เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับร่างกายของตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือนางได้เรียนรู้ที่จะรักและเป็นที่รักอย่างแท้จริง
ซ่งเหวินกระชับอ้อมแขนที่โอบกอดเหมยหลิงให้แน่นขึ้นราวกับรับรู้ได้ถึงความคิดของนาง เขาก้มลงจูบที่หน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา "คิดอะไรอยู่หรือ" เขากระซิบถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
เหมยหลิงลืมตาขึ้น สบตากับดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใยของเขา นางยิ้มบางๆ "ข้าแค่กำลังคิดว่า...ชีวิตของข้ามันช่างเหมือนฝันไปเสียจริง"
"มันไม่ใช่ความฝันหรอก เหมยหลิง" ซ่งเหวินกล่าว "มันคือความจริง และมันจะเป็นความจริงของเราตลอดไป"
คำพูดของเขาทำให้น้ำตาของเหมยหลิงคลอหน่วยขึ้นมาด้วยความซาบซึ้งใจ นางซบหน้าลงกับอกของเขาอีกครั้ง สูดดมกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยและเป็นสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชิงเหยาที่นั่งมองอยู่เงียบๆ ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ นางรู้สึกยินดีกับเพื่อนรักของนางจากใจจริง และในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่นำพานางมาพบกับเหอหลง ชายผู้ที่ทำให้นางได้รู้จักกับความรักและความปรารถนาเป็นครั้งแรก แม้ว่าการจากลาจะทำให้หัวใจของนางเจ็บปวด แต่คำสัญญาของเขาที่ว่าจะกลับมาหานางในไม่ช้าก็เป็นเหมือนแสงสว่างที่หล่อเลี้ยงหัวใจของนางให้ยังคงมีความหวังต่อไป
เมื่อรถม้าเดินทางมาถึงเมืองหลิงโจว ซ่งเหวินก็ทำหน้าที่เป็นสุภาพบุรุษไปส่งเหมยหลิงและชิงเหยาจนถึงหน้าประตูบ้านของแต่ละคน เขากำชับให้พวกนางดูแลตัวเองให้ดีและสัญญาว่าจะมาเยี่ยมในเร็วๆ นี้ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังที่พักของเขาซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
เหมยหลิงก้าวเท้าเข้าสู่บ้านที่คุ้นเคยด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ นางมองไปรอบๆ บ้านที่นางเคยคิดว่าเป็นเหมือนกรงทองที่กักขังนางไว้ บัดนี้มันกลับดูเล็กลงและน่าอึดอัดกว่าที่เคยเป็นมา นางสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่นางจากมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่กลับรู้สึกเหมือนว่ามันนานแสนนาน
ไม่นานนัก หลี่หมิง สามีของนางก็เดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่กว้างขวาง "เจ้ากลับมาแล้ว เหมยหลิง ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน" เขากล่าวพร้อมกับอ้าแขนออกเพื่อที่จะโอบกอดนาง
เหมยหลิงฝืนยิ้มตอบและเดินเข้าไปหาเขาอย่างเชื่องช้า อ้อมกอดที่เคยทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย บัดนี้กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นางไม่รู้สึกถึงความรักหรือความปรารถนาใดๆ จากอ้อมกอดของเขาเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงอ้อมกอดที่ว่างเปล่าและเย็นชาราวกับเป็นเพียงการกระทำตามหน้าที่เท่านั้น
"ข้าก็คิดถึงท่านเช่นกัน" เหมยหลิงตอบกลับไปตามมารยาท พลางค่อยๆ ผละตัวออกจากอ้อมกอดของเขาอย่างแนบเนียน
หลี่หมิงดูเหมือนจะไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภรรยา เขายังคงพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่นางไม่อยู่ด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงเหมือนเช่นเคย แต่เหมยหลิงกลับไม่ได้ใส่ใจในคำพูดของเขามากนัก ในหัวของนางมีแต่ความคิดที่สับสนวุ่นวายเต็มไปหมด
ในตอนแรกนางพยายามบอกตัวเองว่าความรู้สึกที่เปลี่ยนไปนี้อาจจะเป็นเพราะตัวนางเองที่ได้ไปพบเจอกับโลกที่กว้างใหญ่กว่า ได้สัมผัสกับความรักที่เร่าร้อนและลึกซึ้งกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายวัน ความรู้สึกแปลกแยกนั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นางเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของหลี่หมิง เขาเริ่มห่างเหินและให้เวลากับนางน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
จากที่เคยกลับบ้านตรงเวลาทุกวัน เขาก็เริ่มกลับดึกขึ้นโดยอ้างว่ามีงานเลี้ยงกับลูกค้าหรือต้องไปดูแลกิจการที่ร้านจนดึกดื่น จากที่เคยนอนกอดนางทุกคืน เขาก็เริ่มแยกตัวไปนอนที่ห้องหนังสือบ่อยขึ้นโดยอ้างว่าต้องการสมาธิในการทำงาน ความสัมพันธ์บนเตียงของพวกเขาก็จืดจางลงจนน่าใจหาย เขาไม่ได้กระตือรือร้นที่จะสัมผัสนางเหมือนแต่ก่อน แต่กลับทำไปเหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จๆ ไปเท่านั้น
เหมยหลิงรู้สึกสงสัยในพฤติกรรมของสามี แต่แทนที่จะรู้สึกเสียใจหรือโกรธแค้นเหมือนภรรยาทั่วไป นางกลับรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ราวกับว่านี่คือสิ่งที่นางคาดหวังอยู่ลึกๆ เพื่อที่นางจะได้เป็นอิสระจากพันธะการสมรสที่น่าเบื่อหน่ายนี้เสียที
หลายวันต่อมา ซ่งเหวินก็เดินทางมาเยี่ยมเหมยหลิงที่บ้านตามที่เคยสัญญาไว้ เขามาในฐานะหัวหน้าสมาคมการค้าที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมกิจการของสมาชิกในเมืองหลิงโจว แต่สายตาที่เขามองเหมยหลิงนั้นเต็มไปด้วยความนัยที่ลึกซึ้งซึ่งมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่เข้าใจ
เหมยหลิงหาโอกาสอยู่กับซ่งเหวินตามลำพังในศาลาริมน้ำหลังบ้าน นางเล่าถึงความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไประหว่างนางกับหลี่หมิงให้ซ่งเหวินฟังด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย "ข้าคิดว่า...เขาคงจะมีคนอื่นแล้ว" นางกล่าวสรุปในตอนท้าย
ซ่งเหวินไม่ได้แสดงความประหลาดใจใดๆ ออกมา เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะวางมันลงแล้วหันมาสบตากับเหมยหลิงด้วยแววตาที่จริงจัง "ข้ามีเรื่องจะสารภาพกับเจ้า" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ
เหมยหลิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "เรื่องอะไรหรือ"
"เรื่องของหลี่หมิง...เป็นฝีมือของข้าเอง" ซ่งเหวินกล่าวออกมาในที่สุด
คำสารภาพของเขาทำให้เหมยหลิงถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ นางจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาด้วยความไม่เชื่อสายตา "ท่านหมายความว่าอย่างไร"
ซ่งเหวินถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเริ่มเล่าความจริงทั้งหมดให้เหมยหลิงฟัง "ก่อนที่เจ้าจะเดินทางกลับมา ข้าได้วางแผนส่งคนเข้าไปในชีวิตของหลี่หมิง" เขากล่าว "ข้าต้องการที่จะทดสอบความรักที่เขามีต่อเจ้า และในขณะเดียวกันก็ต้องการที่จะสร้างเหตุผลอันชอบธรรมให้เจ้าในการขอหย่า หากว่าเขาไม่ได้รักเจ้าจริงอย่างที่ปากพูด"
เหมยหลิงยังคงนิ่งเงียบ ปล่อยให้เขาเล่าต่อไป
"ข้าได้คัดเลือกสาวงามนางหนึ่งจากหอคณิกาชั้นสูงในเมืองหลวง นางมีชื่อว่า
หลินหลิน" ซ่งเหวินกล่าวต่อ "นางไม่เพียงแต่มีรูปโฉมที่งดงาม แต่ยังมีความสามารถในการปรนนิบัติบุรุษอย่างที่ไม่มีชายใดจะต้านทานได้ ข้าส่งนางมาที่เมืองหลิงโจวและสร้างสถานการณ์ให้นางได้พบกับหลี่หมิงโดยบังเอิญ"
"ข้าบอกกับนางว่าให้ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะยั่วยวนเขา ทำให้นางเป็นที่รักและหลงใหลของเขาให้ได้ ข้าต้องการที่จะดูว่าเขาจะมั่นคงในความรักที่มีต่อเจ้าได้มากน้อยเพียงใด และผลก็เป็นอย่างที่เจ้าเห็น...เขาตกหลุมพรางของข้าอย่างง่ายดาย"
เหมยหลิงฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ในตอนแรกนางรู้สึกตกใจและโกรธที่ซ่งเหวินทำอะไรลงไปโดยที่ไม่ปรึกษานางก่อน แต่เมื่อนางได้คิดทบทวนดูดีๆ แล้ว นางก็เข้าใจถึงเจตนาดีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำของเขา
เขาทำทุกอย่างก็เพื่อที่จะปลดปล่อยนางให้เป็นอิสระจากชีวิตแต่งงานที่ไม่มีความสุข เพื่อที่นางจะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเขาอย่างที่ใจปรารถนา
"ท่านทำเพื่อข้าถึงขนาดนี้เชียวหรือ" เหมยหลิงถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจไหลรินลงมาอาบแก้มของนาง
ซ่งเหวินเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้นางอย่างแผ่วเบา "ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ว่าข้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เจ้ามาครอบครอง" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ข้าไม่สามารถทนเห็นเจ้าต้องทนทุกข์อยู่กับชายที่ไม่ได้รักเจ้าจริงได้อีกต่อไปแล้ว"
"แล้ว...แล้วแผนการต่อไปของท่านคืออะไร" เหมยหลิงถาม
"ข้าจะปล่อยให้หลี่หมิงลุ่มหลงอยู่กับหลินหลินต่อไปอีกสักพัก จนกระทั่งความสัมพันธ์ของพวกเขาสุกงอมเต็มที่ จากนั้นข้าจะสร้างสถานการณ์ให้เจ้าได้เห็นภาพบาดตาบาดใจนั้นด้วยตาของตัวเอง เพื่อที่เจ้าจะได้มีหลักฐานที่แน่นหนาในการฟ้องหย่า" ซ่งเหวินอธิบายแผนการของเขา "ข้ารับรองได้ว่าเจ้าจะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน และจะไม่มีใครสามารถกล่าวหาเจ้าได้ว่าเป็นฝ่ายผิด"
เหมยหลิงมองลึกเข้าไปในดวงตาของซ่งเหวิน นางเห็นถึงความรัก ความมุ่งมั่น และความจริงใจที่เขามีต่อนางอย่างเต็มเปี่ยม นางไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าในชีวิตนี้นางจะได้พบกับชายที่รักและพร้อมที่จะทำเพื่อนนางได้ถึงขนาดนี้
นางรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่นำพาเขาเข้ามาในชีวิตของนาง และในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกสมเพชสามีของตัวเองที่ช่างโง่เขลาและอ่อนแอถึงเพียงนี้ เขาทิ้งเพชรเม็ดงามอย่างนางไปเพื่อที่จะคว้าเอาก้อนกรวดที่ไร้ค่ามาเชยชม
รอยยิ้มแห่งผู้ชนะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหมยหลิงอย่างช้าๆ บัดนี้นางไม่ได้รู้สึกเสียใจหรืออาลัยอาวรณ์ในตัวของหลี่หมิงอีกต่อไปแล้ว ในใจของนางมีแต่ความตื่นเต้นและความคาดหวังถึงอนาคตอันสดใสที่กำลังจะมาถึง อนาคตที่จะมีนางและซ่งเหวินอยู่เคียงข้างกันตลอดไป