“ซูซาน ลูกชายผมยุ่งหรือเปล่า?”
เธอเงยหน้าขึ้นจากเครื่องพิมพ์ดีดและพบกับใบหน้าเคร่งขรึมของโรเบิร์ต ซูลลิแวน ซึ่งเป็หุ้นส่วนคนสำคัญของสำนักงานทนายความแห่งนี้และเป็บิดาของวอร์เรน บุรุษทั้งสองมีเค้าหน้าที่คล้ายคลึงกันอย่างน่ามหัศจรรย์ใจ ทั้งเรือนร่างที่สง่าผ่าเผยและเค้าหน้าที่คมสันเรือนผมของวอร์เรนเป็สีดำสนิท แต่บิดาของเขาเป็สีเงินแล้วเท่านั้น
“ค่ะ” เธอผงกศีรษะรับ “แต่ก็เข้าไปได้นี่คะคุณซูลลิแวน”
เธอเหลือบตามองไปทางประตูห้องที่อยู่ทางด้านหลังเป็ทำนองเชื้อเชิญขณะเดียวกันก็อดคิดอยู่ในใจไม่ได้ว่า ตัวเองจะเปลี่ยนแปลงสรรพนามที่ใช้เรียกบุรุษนี้ได้หรือไม่หลังจากที่วอร์เรนกับเธอแต่งงานกันแล้ว โรเบิร์ต ซูลลิแวน มักจะแสดงท่าที่ห่างเหินอย่างไม่อาจจะมีใครััถึงเขาได้ อันเป็ลักษณะเดียวกันกับที่วอร์เรนได้แสดงออกในบางครั้ง
เธอถอนหายใจเบา ๆเบือนหน้ากลับมายังเครื่องพิมพ์ดีดลงมืออ่านทบทวนหนังสือสัญญาหน้าสุดท้ายอีกครั้งเพื่อตรวจหาคำผิดและออกจะพอใจอยู่ที่มิได้พบข้อผิดพลาดเลย จากนั้นก็แยกตัวต้นฉบับกับสำเนาออกจากกันเสียงประตูที่เปิดติดต่อกับด้านห้องโถงเปิดออก ขณะที่เธอลงมือเย็บเอกสารให้ติดกันเป็ชุด
“ไฮ ... ” เกร๊กโผล่เข้ามาในห้องทำงานมือซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ๊คเก็ตตัวบาง
“อ้าวสวัสดี” เธอออกจะแปลกใจอยู่มากที่เห็นน้องชายมาหาถึงที่ทำงาน“เข้ามาทำธุระอะไรในเมืองงั้นหรือ?”
“มาเื่ประกันรถน่ะ” เกร๊กตอบพร้อมกับยักไหล่ “ก็เลยคิดว่าจะแวะมาดูเสียหน่อยว่าพี่อยากจะกลับบ้านพร้อมๆ กันเลยหรือเปล่า”
ซูซานก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ เหลือเวลาอีก 5นาทีจะ 17 นาฬิกา ซึ่งเป็เวลาเลิกงานตามปกติ
“เห็นวอร์เรน เขาบอกว่าจะขับรถไปส่งพี่ที่บ้านนะแต่... ” เธอชำเลืองมองไปทางประตูห้องที่ปิดอยู่บังเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาโดยเฉพาะเมื่อพ่อเขามาหาในยามนี้ ซึ่งบอกไม่ได้ว่าเขาจะต้องใช้เวลาอีกนานสักเท่าไรกว่าจะหลุดออกมาได้
“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็ไรหรอกผมเพียงแต่แวะมาดูพี่เท่านั้นแหละ” เกร๊กทำท่าจะเดินกลับออกไป
“เดี๋ยวก่อน เกร๊ก” บรรยากาศระหว่างเธอกับน้องชายเครียดเคร่งมาตลอดนับแต่คืนที่เธอแสดงความขุ่นเคืองเข้าใส่เขาเมื่อ 2 คืนก่อน เมื่อเกร๊กพูดจาเป็ทำนองดูิ่วอร์เรนและเธอก็เดาเอาว่า การที่เกร๊กได้แสดงน้ำใจ เอื้อเฟื้อที่จะขับรถพาเธอกลับบ้านนั้นคือการงอนง้อขอโทษโดยปริยายอยู่แล้ว “พี่ไม่แน่ใจนะ ... ” เธอพูดยังไม่ทันจบประโยคก็พอดีกับที่ประตูห้องทำงานของวอร์เรนเปิดออก
“ซูซาน... ”วอร์เรนเดินเข้ามา แววแห่งความยุ่งยากใจปรากฏอยู่ในรอยย่นเหนือหน้าผากอย่างไม่ตั้งใจทันทีที่เหลือบไปเห็นน้องชายของเธอเข้าเขาก็ผงกศีรษะให้ “อ้อ สวัสดี เกรกอรี่ฉันไม่ยักคิดว่าจะพบเธอที่นี่นะ”
ซูซานมีความรู้สึกว่าน้องชายสะดุ้งเล็กน้อยเขาไม่ชอบให้ใครมาเรียกชื่อเต็ม ๆ เลยและไม่ว่าเธอจะใช้วิธีใดบอกให้วอร์เรนรู้ในเื่นี้เขาก็ยังคงเรียกตามใจชอบอยู่นั่นเอง
“ผมเพียงแต่แวะมาดูว่าซูซานอยากจะกลับบ้านพร้อมกับผมหรือเปล่าเท่านั้น”น้องชายของเธออธิบายห้วน ๆ ประสานสายตากับวอร์เรนอย่างไม่ชอบหน้าเอาเสียเลย
“อา...ถ้าอย่างนั้นก็ออกจะโชคดีอยู่” วอร์เรนยิ้มเย็น และซูซานก็สิ้นหวังที่จะทำให้คนทั้งสองนี้กลายมาเป็มิตรกันได้วอร์เรนหันมามองหน้าเธอด้วยประกายคมปลาบในดวงตา “ผมก็กำลังจะออกมาบอกอยู่พอดีว่าอาจจะเป็การดีนะถ้าวันนี้คุณจะกลับบ้านก่อนเพราะพ่อกับผมมีเื่งานที่จะต้องมอบหมายกันโดยเฉพาะงานสำคัญ ๆ หลายชิ้น ก่อนหน้าที่พ่อจะต้องไปนอนโรงพยาบาลซึ่งก็อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อย”
“ฉันเข้าใจค่ะ” เธอตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“ ถ้าอย่างนั้นฉันจะกลับบ้านพร้อมกับเกร๊กก็แล้วกัน” เธออึ้งไป ไม่อยากจะเอ่ยถึงเื่การออกไปรับประทานอาหารค่ำวันนี้ขึ้นก่อนเลยในเมื่อวอร์เรนยังมิได้เอ่ยถึง“แล้วเื่อาหารค่ำวันนี้ล่ะคะ?”
“เอาเป็ว่า ผมจะโทรศัพท์ไปบอกคุณที่บ้านก็แล้วกันนะเพราะผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะต้องติดอยู่กับพ่ออีกนานเท่าไหร่”เขาตอบ มิได้สำแดงความเสียใจทั้งในคำพูดหรือน้ำเสียงว่า บางทีแผนการที่วางกันไว้อาจจะต้องถูกยกเลิกไปเสียก็ได้
“ค่ะ” ซูซานเบือนหน้าไปเสียทางหนึ่งด้วยเกรงไปว่าความรู้สึกผิดหวังจะแฝงเข้ามาในน้ำเสียงหรือกิริยาท่าทางของตัวเอง
“ เอาละ ในเมื่อตอนนี้เกรกอรี่ก็อยู่ที่นี่แล้วและนี่มันก็เกือบจะ5 โมงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พอคุณเสร็จงานก็กลับไปได้เลย” วอร์เรนบอก
“งานของ ฮอกซเวิร์ธ เสร็จแล้วค่ะ” เธอเอื้อมไปหยิบสัญญาที่เพิ่งเย็บเข้าชุดเสร็จขึ้นมาถือไว้“ คุณ้าเดี๋ยวนี้เลยหรือว่าจะเอาไว้เช้าพรุ่งนี้ล่ะคะ?”
“เอาไปเลยก็แล้วกัน” เขาเอื้อมมารับเอกสารสัญญาทั้งหมดไปจากมือเธอพลิก ๆ ดูพร้อมกับหันหลังจะเดินกลับเข้าห้องทำงาน
“ผมได้ยินว่าคุณพบกับมิทช์เบรเดนเมื่อคืนก่อนใช่ไหมครับ?” เกร๊กเอ่ยถามขึ้นอย่างที่ไม่มีใครคาดหมาย
วอร์เรนชะงักฝีเท้า เอี้ยวตัวมามองหน้าซูซานด้วยดวงตาคมปลาบมีแววตำหนิปรากฏอยู่ในดวงตาของเขาอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันลืมเล่าให้คุณฟังไปค่ะวอร์เรน” ซูซานรีบอธิบายถึงเหตุผลที่ว่าทำไมเกร๊กจึงมารู้เื่นี้ได้ว่าเขาและเธอได้พบกับมิทช์ เบรเดน “ที่ฉันบอกคุณไงล่ะคะว่า หน้าตาเขาคุ้น ๆ อยู่มิทช์เบรเดนน่ะเขาเป็นักแข่งรถและตอนนี้ที่เขามาอยู่ที่นี่ก็เพื่อจะเข้าแข่งขันใน อินเดียนาโพลิส500 เรซน่ะค่ะ”
“อ้อ...เป็นักแข่งรถงั้นเรอะ?” ริมฝีปากของวอร์เรนแยกออกอย่างเหยียดหยัน “มิน่าล่ะถึงได้แสดงกิริยาอย่างนั้น”
ทันทีที่ประตูห้องทำงานของเขาปิดลง ซูซานก็รู้สึกถึงสายตาของน้องชายที่กำลังจ้องมอง
“ที่เขาพูดอย่างนั้นหมายความว่ายังไงน่ะ?” เขาถามขึ้นในที่สุด เธอมิได้เงยหน้าขึ้น ตั้งหน้าตั้งตาเก็บโต๊ะเพื่อเป็การเตรียมพร้อมจะออกจากที่ทำงาน
“ก็เห็นจะพูดได้เพียงว่าคุณเบรเดนที่เคารพของเธอน่ะได้แสดงกิริยาหยาบคายออกมาเมื่อคืนก่อน ซึ่งก็ทิ้งไว้เพียงแค่นั้นก็แล้วกัน
“กับไอ้คนท่าทางหัวสูงอย่างคู่หมั้นพี่น่ะผมเห็นจะไม่ตำหนิเขาหรอก” น้องชายตอบโต้
ซูซานพยายามนับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจช้าๆ
“เธอไม่รู้หรอกนะว่าตัวเองกำลังพูดอะไรออกมาแล้ววอร์เรนก็ไม่ใช่คนหัวสูงด้วย” เธอตอบอย่างอดทน“และฉันก็ไม่้าที่จะพูดหรือทุ่มเถียงกับเธอในเื่นี้อีกต่อไป ตกลงไหม?”
“ก็ได้” เกร๊กตอบสั้น ๆ
อีก 15 นาทีต่อมา ซูซานก็เลื่อนร่างเข้าไปนั่งในรถเชฟโรเลทมือสองที่เกร๊กซื้อมามันเป็รถที่ใช้แล้วอยู่ในสภาพไม่ดีนักและเธอก็จำต้องระมัดระวังที่จะนั่งทับลงบนพลาสติกหุ้มเบาะที่ฉีกขาดที่คอยแต่จะขูดขีดอยู่กับต้นขาตลอดเวลา
“พี่คิดว่าเธอน่าจะตัดใจซื้อผ้าหุ้มเบาะใหม่ได้แล้วนะ”เธอเอ่ยขึ้น ขณะที่ปัดกระโปรงจีบรูดสีเขียวมะกอกสลับด้วยลวดลายสีดำขาว
น้องชายยิ้มกว้างขณะที่ติดเครื่องยนต์ขึ้น
“ผมกำลังหวังว่าแม่กับพ่อจะซื้อให้เป็ของขวัญวันเกิดน่ะสิจะได้เอาเงินที่เก็บๆ ไว้ไปซื้อดุมล้อใหม่”
“พี่คิดว่าเก็บเงินนั้นไว้ไปดาวน์รถคันใหม่ดีกว่ามั้ง”เสนอแนะ พร้อม ๆกับที่เครื่องยนต์ครางกระหึ่มขึ้น”ยังเป็การลงทุนที่เข้าท่ากว่าเสียอีก”
“ไอ้รถคันนี้มันกำลังจะเป็รถสมัยเก่าอยู่แล้วสักวันหนึ่งซูซานมันจะต้องทำเงินให้ไม่น้อยเชียวนะ”
“ใช่ แต่กว่ามันจะเป็งั้นได้ก็หมายความว่าเธอจะต้องลงทุนอีกไม่รู้เท่าไหร่เหมือนกันนะและนั่นแหละคือปัญหา” เธอพูดเสียงล้อ ๆ แต่ก็แฝงสำเนียงจริงจังอยู่
“แต่เครื่องมันแจ๋วมากนะ”เกร๊กพยายามกล่าวแก้
น้องชายของเธอนั้นเป็คนคลั่งไคล้ในเื่รถมากเขากับพวกเพื่อน ๆ สามารถใช้เวลาเป็ชั่วโมง ๆหลังเวลาเรียนและในวันสุดสัปดาห์อยู่กับรถได้อย่างไม่เคยเบื่อหน่ายเลย
ขณะที่เกร๊กนำรถขึ้นสู่ทางหลวงในชั่วโมงเร่งด่วนและตัดเข้าสู่ฟรี เวย์อันเป็เส้นทางที่มุ่งออกสู่ชานเมืองอินเดียนาโพลิสนั้น ซูซานต้องยอมรับว่ารถคันนี้ยังวิ่งได้ไม่เลวทีเดียว