ณ วังหลวง เมืองอินตรา บัดนี้ท้องพระโรงอันเคยสง่างามกลายเป็สนามรบที่โกลาหลและยับเยินไม่เป็ท่าเปลวเพลิงจากศรเพลิงของจันทร์ยังคงลุกไหม้ตามแนวเสาทั้งผนังและผ้าม่านให้ไหม้เกรียม ควันไฟลอยอบอวลไปบนท้องฟ้าพื้นหินอ่อนแตกร้าวจากแรงปะทะของพลังเวทศาสตราที่ปะทะกัน ทุก ๆ การเคลื่อนไหวไปท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุ
ทางฝั่งของพระยาเดโชและจันทร์กำลังปะทะกันอยู่กลางห้องแสงของดาบหลวงคู่ที่เขาถือไว้ในมือฟาดผ่านอากาศเป็เส้นสายของพลังเวทสีทองปะทะเข้ากับลูกศรเวทจากศรเพลิงโทสะของจันทร์พระยาเดโช ที่เป็ นักรบขั้น 4 ซึ่งมีเกราะอาวุธอยู่สี่ส่วนและครบสามระดับส่วนจันทร์ ที่เป็ นักรบขั้น 2 ที่ยังไม่ได้หลอมเกราะอาวุธส่วนแขนซ้ายให้ถึงสามระดับแต่ด้วยความสามารถโจมตีได้อย่างรุนแรงและแม่นยำและทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจ
แต่ทว่าต้องเผชิญหน้ากับพระยาเดโชซึ่งมีระดับพลังที่มากกว่าหลายเท่าตัวและแน่นอนว่าเขาเป็ถึงตำแหน่งเดโชของเมืองจะต้องมีทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจไม่แพ้กัน
ในการต่อสู้จันทร์ยกคันศรขึ้นแล้วเล็งปลายศรไปหาพระยาเดโชที่อยู่เบื้องหน้าอยู่หลายครั้งแต่การโจมตีนั้นก็ถูกทำลายโดยง่ายดายจากการฟาดด้วยดาบหลวงคู่ให้สลายทีละดอกจนหมดพลังป้องกันของพระยาเดโชที่สมบูรณ์แบบ ก่อนที่พระยาเดโชจะโจมตีกลับด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับ 3คมดาบเก้านภา ดาบหลวงคู่ของเขาเรืองแสงก่อนที่เขาพุ่งเข้าไปโจมตีจันทร์ในระยะประชิดอย่างรวดเร็ว
จันทร์พยายามป้องกันอย่างให้ถึงที่สุดและหาทางโจมตีกลับให้ได้แต่การโจมตีด้วยคันศรเพลิงโทสะโชติ่ที่เป็ศาสตราวุธของเขาทำให้จันทร์ต้องพยายามเว้นระยะห่างในการโจมตีด้วยความห่างชั้นของระดับพลังและฟาดฟันมาใส่จันทร์อย่างไม่หยุด ขาถอยหลังเรื่อย ๆแม้ไม่อยากยอม แพ้และพยายามฝืนสู้ให้ได้มากที่สุดแม้ว่าเขาจะมีทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจแต่ก็ไม่อาจจะต้านทานคนที่ระดับขั้นพลังมากขนาดนี้ได้
ทางด้านของธีระ มีพลังถึง นักรบขั้น 2 เพียงแต่ยังไม่หลอม เกราะอาวุธส่วนหัวระดับ 3 เท่านั้นซึ่งเขากำลังปะทะกับเ้าอยู่อีกด้าน เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วจนแทบมองไม่เห็นทวนเทพราชัยของเ้าแทบไม่อาจััร่างของธีระได้เลยด้วยความที่เ้าที่เป็นักรบขั้น 1 แม้จะมีทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจไม่แพ้พี่ชายของเขาเลยแม้แต่น้อย
การที่จะรับมือกับคนที่ระดับขั้นพลังมากกว่าอีกทั้งยังโจมตีด้วยการใช้สายฟ้าฟาดใส่ได้ในระยะไม่จำกัดซึ่งแตกต่างจากเ้าที่โจมตีได้ในระยะของเขาที่จำกัดแค่ระยะใกล้และระยะกลางทำให้เขาต้องคอยหลบการโจมตีอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ว่าจะหลบได้มากแค่ไหนเขาก็ยังพลาดโดนสายฟ้าฟาดทำให้ร่างของเขากระเด็นไปหลายครั้งจนแม้กระทั่งการยืนทรงตัวยังเป็เื่ยาก
ธีระที่เห็นแบบนั้นเขายังคงไม่แม้แต่จะหยุดโจมตี แต่ยังกระหน่ำโจมตีย่างต่อเนื่องภาพของหมู่บ้านที่ถูกโจมตีกับเหล่าชาวบ้านที่ถูกจับตัวมาทั้งการเผาทำลายบ้านเรือนอย่างโเี้ความโกรธแค้นเริ่มลุกโชนอยู่ในใจมากขึ้นเรื่อย ๆและมันทำให้เขากระหน่ำโจมตีเ้าอย่างไร้สติไม่ว่าจะใช้สายฟ้าฟาดจากระยะไกลหรือแม้แต่โจมตีได้ในระยะประชิดอย่างไม่ยั้งมือ
ธีระ : ทหารของเ้า!ทำร้ายคนให้หมู่บ้านทั้งเผาทำลายบ้านเรือนของข้า แบบนี้เ้าจะชดยังไง!!
เ้า : อย่างข้าต้องชดใช้ด้วยรึในเมื่อพวกเ้ามันไม่มีค่าอะไรอยู่แล้ว ฆ่าให้ตายแล้วเอาไปทิ้งก็สิ้นเื่..
ธีระ : ยังจะมีหน้ามาทำเป็ปากดีอีก
เ้า : ข้าก็ไม่ได้พูดเกินจริงไหมล่ะ…
ธีระ : ชิ! เ้านี่หนิ!งั้นก็เ้าชดใช้ด้วยชีวิตของเ้าซะ!!
สิ้นสุดคำกล่าวนั้นการโจมตีของธีระเริ่มหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาพยายามตั้งหลักแต่ด้วยพลังที่ด้อยกว่าและความเร็วที่ตามไม่ทันทำให้ทุกความพยายามกลายเป็ช่องโหว่ ถูกสายฟ้าฟาดซ้ำมาเรื่อย ๆจนร่างเขาเริ่มอ่อนแรงและหอบหายใจหนัก แขนขาเกร็งชา
จากนั้นธีระใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนซ้ายระดับ 1ค่ายกลอัสนี ฝ่ามือของเขาทาบลงกับพื้นเส้นสายฟ้าสีฟ้าเรืองแสงแผ่ขยายออกเป็วงกว้างราวเป็รังของแมงมุมขนาดใหญ่
เส้นใยเ่าั้ฝังลึกลงในพื้นกระเบื้องของท้องพระโรงและยึดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในระยะเ้าพยายามใช้ทวนตัดใยสายฟ้าออกจากร่าง แต่เขาก็ทำได้เพียงตัดสายธีระเดินตรงเข้าหาเ้าช้า ๆ แววตานั้นเต็มไปด้วยไฟแค้น
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้านับร้อยก็ดังขึ้นตามทางเดินด้านนอกของกำแพงวังหลวง ทำให้ธีระหยุดชะงักเล็กน้อยแล้วทุกคนต่างก็มองไปยังต้นตอของเสียงประตูไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ติดอยู่กำแพงล้อมของท้องพระโรงก็เปิดออก
แสงสว่างจากด้านนอกทะลักเข้ามาท่ามกลางควันไฟปรากฏร่างของเ้าเมืองอินตราและทหารคนสนิทพร้อมกองกำลังชุดใหญ่ในชุดเกราะเต็มยศเหล่าทหารในชุดเกราะดำขลับเรียงแถวแ่าเข้ามาล้อมรอบสถานที่แห่งนั้นไว้เขายกมือขึ้นสูงก่อนะโคำสั่งเสียงดังก้องบริเวณ
เ้าเมืองอินตรา : ทหาร!ฆ่าผู้บุกรุกพวกนั้นให้หมด!!
สิ้นเสียงคำสั่งของเขาทหารอินตราหลายร้อยนายก็กรูกันเข้าทันที กล้า,ทิว,เอก,รำพาและกองกำลังทหารของพระยาเดโชได้เข้าสกัดทหารเ่าั้เอาไว้เสียงปะทะกันของดาบทหารดังกระหึ่ม ความวุ่นวายเริ่มปกคลุมท้องพระโรงแห่งกล้าพยายามสู้กับทหารด้วยหมัดเหวี่ยงที่เสริมด้วยพลังจากศาสตราวุธเข้าใส่ศีรษะของทหารคนหนึ่งอย่างจังก่อนจะตามด้วยศอกกระแทกเบ้าตาอีกคนแล้วตวัดขาเตะก้านคอศัตรูที่พุ่งเข้ามาซ้ำร่วงไปในพริบตา
ทางฝั่งของทิวกำลังรับมือกับทหารสามนายที่โถมเข้าพร้อมกันเขาพลิกร่างหลบไปมาและสวนกลับด้วยหมัดที่เสริมพลังศาสตราวุธของเขาเข้าไปทำให้ทหารของเมืองอินตราคนนั้นกระเด็นออกไปไกล
ขณะเดียวกัน เอกยืนสู้กับกองกำลังทหารอีกชุดอย่างแ่า เขาใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัวระดับ 1มหิสาคุ้มกัน เพื่อเป็โล่ป้องกันการโจมตีจากศรธนูที่ถูกยิงเข้ามาจำนวนมากเสียงศรปะทะเข้ากับโล่ดังสนั่นราวกับสายฝน แต่ก็ไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลยแม้แต่น้อยเมื่อเสียงนั้นหยุดลง เอกได้โจมตีต่อด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับ 2 พุ่งชนทลายภูพาน พุ่งเข้าชนทหารเ่าั้จนกระเด็นกันออกไปคนละทาง
ส่วนรำพาที่หลัง เธอใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้ายระดับ 2ประกายแสงนิโลบล เคลื่อนที่พริบตาไปจัดการกับเหล่าทหารอย่างรวดเร็วขว้างปิ่นทองถูกขว้างออกไปปักที่ซอกคอของทหารอย่างแม่นยำทำให้ทหารเ่าั้ล้มลงและสิ้นใจตายในทันที แล้วกลับเข้ามาหาเอก
ถึงแม้จะไม่ได้เป็กองทัพฝึกมาโดยตรงแต่การประสานกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ การเปิดทางให้กันและกันโจมตีโต้ตอบซ้ำรูปแบบทำให้ทหารของเมืองอินตราลดกำลังลงมาก ด้วยความที่ว่าทหารเ่าั้ก็ต่างเป็นักรบธรรมดาส่วนพวกเขาเป็ถึงนักรบผู้ใช้ศาสตราวุธที่มีเกราะอาวุธหมดทุกคนอยู่แล้วพลังของศาสตราวุธคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่เหนือระดับการโจมตีธรรมดาและเกราะอาวุธที่มีความสามารถให้การใช้โจมตีต่าง ๆซึ่งต้องถูกโจมตีด้วยศาสตราในระดับเดียวกันถึงจะาเ็ได้และนั่นคือความได้เปรียบของพวกเขาในสมรภูมินี้
แม้ว่า ทหารของเมืองอินตราจะมีจำนวนมากแต่กลับถูกผู้บุกรุกเพียงไม่ถึงร้อยคนกำจัดได้ในระยะเวลาไม่นานเ้าเมืองอินตราที่อยู่ด้านนอกประตูทางเข้ามายังท้องพระโรงเขาอยากเข้าไปช่วยลูกชายทั้งสอง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้หากไม่มีศาสตราวุธก็จะเข้าไปตายเปล่า ไม่ต่างจากกองกำลังทหารของเขา
ทำให้เขาทำได้เพียงยืนมองลูกชายทั้งสองสู้อย่างสุดชีวิตกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าหลายเท่าและกองทัพของเขากำลังจะพ่ายแพ้ในไม่ช้า
เ้าเมืองอินตรา : (คิดในใจ)ทำไม…ถึงเป็เช่นนี้กันได้… กองทัพของข้าพวกมันเพียงไม่กี่คนสามารถทำลายลงทหารเป็กองทัพของข้าได้ยังไง!
เ้าเมืองอินตรายืนนิ่งอยู่เื้ัขอบบานประตูท่ามกลางแสงไฟที่ลุกไหม้อยู่ไกลออกไปในท้องพระโรงเขากำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปนขึ้นบนหลังมือ ใบหน้าถมึนทึงและแววตาหนักอึ้งจนเหมือนมีหินก้อนมหึมากดทับความคิดแผ่ไหลวนหลูบอยู่ในหัวของเขาอย่างหยุดคิดไม่ได้กับความรู้สึกที่ตอกย้ำจิตใจตัวเอง
เ้าเมืองอินตรา : (คิดในใจ)ต่อให้เข้าไปตอนนี้ ก็ไม่ต่างจากการเดินเข้าไปเปล่าอะไรที่ทำให้พวกเ้าสามารถกำจัดทหารของข้าได้ขนาดนี้กัน! หรือว่า…ศาสตราวุธ
เมื่อคำคำนั้นผุดขึ้นในหัวทำให้เขาสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยและได้สติกลับมา ดวงตาเขากลับมาแน่วแน่แม้จะรู้ดีว่าตนไร้ศาสตราวุธในแต่เขาก็เป็นักรบผู้ผ่านสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเขาไม่อาจยืนมองลูกชายทั้งสองของตนตายต่อหน้าต่อตาได้เขาจึงตัดสินใจวิ่งเข้ามาในท้องพระโรงที่เป็ดั่งสนามรบในตอนนี้ และเขาไม่พลาดหยิบดาบจากศพของทหารนายหนึ่งติดมือมาด้วยก่อนจะเข้าสู้ช่วยกองกำลังทหารของเขา ดาบในมือของเ้าเมืองอินตราฟาดฟันอย่างแม่นยำแม้เขาจะไม่มีพลังของศาสตราวุธ
แต่ด้วยประสบการณ์ในสนามรบหลายสิบปีทำให้เขาสามารถกำจัดกองกำลังทหารของพระยาเดโชได้หลายคนในการก้าวเข้ามาในท้องพระโรงเพียงไม่นาน
ท่ามกลางเปลวไฟยังลุกโชนอยู่ในมุมของท้องพระโรงเงาของนักรบหลายสิบเคลื่อนไหววูบวาบท่ามกลางควันดำที่พวยพุ่งออกจากรอยแตกร้าวบนกำแพงหินกล้ากับทิวและเอกกับรำพา ที่ยืนประจันหน้ากับทหารของเมืองอินตราก็เริ่มสังเกตเห็นว่า เ้าเมืองอินตราเพียงผู้เดียวกลับสามารถสังหารกองกำลังของพระยาเดโชได้อย่างต่อเนื่อง
ทางฝั่งของจันทร์ที่เห็นว่าผู้บุกรุกเ่าั้กำลังจะหันไปโจมตีพ่อของตนเองแต่เขากลับช่วยอะไรไม่ได้ เขาหันมองไปยังเ้าผู้เป็น้องชายแต่สายตาที่ทอดผ่านนั้น กลับเห็นเพียงร่างของเ้าที่ถูกมัดไว้ด้วยเส้นใยสายฟ้าจากความสามารถเกราะอาวุธของธีระ ในตอนนี้เ้าแทบขยับไม่ได้และยังโดนไฟฟ้าจากใยช็อตอยู่เรื่อยๆ จนเขาเริ่มอ่อนแรง
จันทร์ : เสด็จพ่อ…
เสียงของเขาเบา ๆราวกับเสียงของลมหายใจที่หลุดจากปากนั้น แต่ใจกลับยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆเขากัดฟันแน่นและฝืนพยุงร่างที่แทบยืนไม่ไหว สูดลมหายใจลึกอย่างเชื่องช้าก่อนจะหันกลับมาประจันหน้ากับพระยาเดโชอีกครั้ง
ทางด้านของกล้าและคนอื่น ๆที่มาประชันหน้ากับเ้าเมืองอินตราในสนามรบที่เต็มไปด้วยกองเพลิงและศพของทหารของเมืองอินตราและเมืองศิวิลักษณ์อยู่ทั่วท้องพระโรงพวกเขาทั้งสี่คนไม่รอช้ารีบพุ่งตัวเข้าไปสู้กับเ้าเมืองอินตราทันที
กล้าพุ่งตัวไปข้างหน้าแล้วเหวี่ยงหมัดขวาออกไปอย่างสุดแรงแต่เ้าเมืองอินตราเบี่ยงตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว เขาหมุนตัวกลับก่อนจะเสยปลายเท้าขึ้นถีบใส่ลำตัวกล้าอย่างแรง ร่างของกล้ากระเด็นถอยหลังไปสามก้าว
ยังไม่ทันที่เ้าเมืองอินตราจะได้หายใจต่อทิวกับเอกกระโจนเข้าซ้ายขวา ทิวเหวี่ยงหมัดเข้าที่หน้าอกเอกก้มตัวพุ่งเข้าเตะตัดขาเ้าเมืองอินตราในจังหวะเดียวกันแต่เ้าเมืองอินตราต้องเบี่ยงตัวหลบหมัดของทิวไปอย่างฉิวเฉียดแล้วะโยกขาหลบการเตะของเอกได้แบบหวุดหวิด
ทันใดนั้นแสงสีทองอันหนึ่งพุ่งตรงมาที่เขาอย่างรวดเร็ว เสียงแหวกอากาศกรีดขึ้นเ้าเมืองอินตรายกดาบขึ้นฟันสวนแต่ปลายปิ่นแทงทะลุดาบนั้นไปแทงเข้าหัวไหล่ซ้ายของเขา เืพุ่งกระเซ็นออกเป็สายทำให้เขาก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยด้วยความเ็ป แต่มือขวายังกำดาบไว้แน่น
กล้าที่เห็นแบบนั้นเขารีบวิ่งเข้าไปแล้วเหวี่ยงหมัดสลับซ้ายขวาซ้ำเข้าไปถึงแม้ว่าเ้าเมืองอินตรายกแขนขึ้นรับแต่กล้าหมุนตัวเตะเข้าเต็มแรงที่บริเวณก้านคอจนเขาเดินเซไปข้างหนึ่งและก้าวถอยหลังออกไปมาก เอกจึงใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัวระดับ 2พุ่งชนทลายภูพาน ร่างของมหิงสาและตัวเขาพุ่งไปด้านหน้าพร้อมกันก่อนจะชนเข้าที่เ้าเมืองอินตราอย่างจังจนร่างเขากระเด็นออกไปตามมาด้วยที่รำพาจะใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 2 ประกายแสงนิโลบล ปิ่นทองปักเข้ากลางลำตัวของเ้าเมืองอินตราอย่างแม่นยำเขาสะดุ้งเฮือกขึ้นด้วยความเ็ป ก่อนจะเคลื่อนที่พลิบตาไปยังตำแหน่งของปิ่นทองแล้วเธอถีบส่งเต็มแรง ทำให้เขากระเด็นลอยขึ้นฟ้าเธอพลิ้วตัวลงมาที่พื้นอย่างแม่นยำ ยืนรอที่ตำแหน่งด้านล่างที่อีกฝ่ายกำลังจะตกลงมาและในจังหวะนั้นเองรำพาเงยหน้าขึ้นแล้วพุ่งตัวขึ้นโจมตีสวน
รำพา : เ้าคนชั่วตายไปซะ!!
เสียงของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้นเขาโจมตีด้วยทุกกระบวนท่า ทั้ง หมัด ศอก เข่า เท้าระดมใส่ร่างของเ้าเมืองอินตราอย่างบ้าคลั่งทุกจังหวะต่อเนื่องไม่มีช่องว่างให้แม้แต่จะหายใจร่างของเขาถูกอัดลอยอยู่กลางอากาศ และสุดท้ายรำพาเคลื่อนที่ขึ้นไปเหนือร่างเขาแล้วถีบลงมาเต็มแรงร่างของเ้าเมืองอินตราล่วงลงมายังพื้นของท้องพระโรงอย่างรุนแรงจนฝุ่นควันฟุ้งไปทั่ว
จากนั้นทิววิ่งเข้าไปแล้วกำหมัดแน่ก่อนจะง้างหมัดขึ้นเหนือศีรษะแล้วแสงสีเงินก็เปล่งออกมาจากข้อของเขาก่อจะปรากฏเป็ร่างของช้างเอราวัณขนาดยืนอยู่ด้านหลังดวงตาทั้งหกของมันเปล่งประกายอย่างน่าเกรงขามมันยกขาหน้าข้างหนึ่งขึ้นสูงทิวมองไปยังร่างของเ้าเมืองอินตราที่อยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาของเดือดดาลราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกโชนในจิตใจ ก่อนะโออกไป
ทิว : นี่สำหรับที่พวกเ้าเผาทำลายหมู่บ้านของข้า!!
สิ้นสุดเสียงนั้นเขาเหวี่ยงหมัดลงเป้าหมายตรงหน้าของเขาคือหน้าอกของเ้าเมืองอินตราหมัดของเขากระแทกลงอย่างแรง ในวินาทีเดียวกันเท้าหน้าของช้างเอราวัณก็กระแทกซ้ำลงมายังร่างของเ้าเมืองอินตราจนหยาดเืกระเซ็นติดพื้นเป็วงกว้างเศษกระเบื้องปลิวกระจาย แรงกระแทกทำให้ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว
เมื่อหมอกควันจางลงร่างของเ้าเมืองอินตรานอนนิ่งอยู่กลางพื้นแตกร้าว ไร้ซึ่งแรงตอบสนองทิวที่ยืนหอบอยู่เหนือร่างนั้น มือของเขายังคงกำแน่น เหงื่อและฝุ่นเกาะตามใบหน้าแต่ในแววตามีทั้งความโกรธแค้นและน้ำตาที่เขากลั้นเอาไว้นักรบที่อยู่ในท้องพระโรงต่างก็หยุดชะงักไปตาม ๆ กันสายตาทุกคู่ต่างก็มองมาที่ร่างของเ้าเมืองอินตราที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้นอย่างไร้ลมหายใจ
จันทร์,เ้า: เสด็จพ่อ!!
เสียงะโขององค์ชายทั้งสองดังก้องไปทั่วท้องพระโรงแหน่งนั้นในตาของเหล่าทหารเมืองอินตราหลายร้อยคนเบิกกว้าง แทบไม่เชื่อกับสิ่งที่ตาเห็นว่าเ้าเมืองของตนถูกสังหารลงแล้ว ความโกรธแค้นที่ลุกเป็ไฟเริ่มเข้ากัดกินจิตใจดวงตาของเขาแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น จนความรู้สึกทั้งหมดได้ะเิออกมาทำให้เ้าดิ้นหลุดออกจากเส้นใยอัสนีของธีระ แล้วโจมตีด้วยทวนเทพราชัยอย่างบ้าคลั่ง
เ้า : พวกเ้าบังอาจฆ่าพ่อของข้า!!ข้าจะฆ่าพวกเ้าให้หมดทุกคน!!
ปลายทวนแหลมฟันแทงไปมาอย่างไรทิศทาง ธีระเบิกตากว้างเขากล้าถอยหลังไปเล็กน้อยและพยายามหลบต่อก็พลาดไปโดนทวนของเ้าแทงเข้าไปแต่เขายังสามารถใช้แขนเข้ามาบังเอาไว้ได้ทันท่วงที แล้วขาหกข้างของแมงมุมถึงหกขาก็ได้ปรากฏขึ้นจากแผ่นหลังแล้วขาทั้งหมดพับโค้งเข้ามาด้านหน้าก่อนะพับเข้ามาด้านหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ทวนแหลมแทงเข้าไปได้ ทว่า..เ้าไม่ยอมหยุดเขาแทงทวนรัว ๆ เข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง จนธีระต้องถอยร่นไปเรื่อย ๆ
พระยาเดโชที่กำลังสู้กับจันทร์เหลือบตามาเห็นธีระที่กำลังถูกเ้ากระหน่ำโจมตีใส่เขาจำต้องไปหยุดสู้กับจันทร์แล้วหันไปช่วยธีระ กล้าและคนอื่น ๆก็ได้ไปสมทบอีกเช่นกัน
ตอนนี้ เ้ากลายเป็เป้าหมายของศัตรูถึงหกคน ทันใดนั้นพระยาเดโชพุ่งเข้ามาเป็คนแรกดาบหลงคู่ในมือแผดเสียงฟาดลงตรงหน้า พระยาเดโชกระโจนเข้ามาแล้วฟาดดาบหลงคู่ของไปที่เ้าแต่เ้ายกทวนขึ้นรับไว้ทัน ทำให้เกิดคลื่นพลังเวทศาสตราแผ่กระจายรอบจุดปะทะแรงปะทะมหาศาลของดาบคู่กระแทกจนร่างของเ้าไถลถอยหลังออกไปหลายก้าว
ในขณะที่เ้าสู้กับศัตรูอยู่จันทร์ก็ไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด เขายกคันศรขึ้นแล้วเล็งปลายศรตรงเข้าหาพระยาเดโชแววตาเขาแน่วแน่ แต่…ก็มีรอยลังเล พระยาเดโชเคลื่อนไหวไม่หยุดซึ่งอาจจะทำให้เขาพลาดโจมตีไปโดนน้องชายของเขาก็เป็ได้
จันทร์ : (คิดในใจ)เ้าพวกบ้านี่ อยู่นิ่ง ๆ บ้างสิวะ!
จันทร์จ้องมองไปยังศัตรูที่อยู่เบื้องหน้ามือที่จับสายศรเริ่มสั่นเขาเริ่มลังเลที่จะปล่อยศรในมือ แต่เขาไม่ทันสังเกตรอบตัวว่ากองทหารของเมืองอินตราถูกกองกำลังของพระยาเดโชกำจัดเกือบจะหมดแล้วก่อนที่เขารู้สึกตัว จันทร์ก็ถูกกองกำลังของพระยาเดโชก็ได้ล้อมตัวเอาไว้แล้ว
จันทร์ : พวกเ้าคิดว่าแค่นี้จะทำอะไรข้าได้รึ…
กองกำลังของพระยาเดโชก็เป็เพียงนักรบผู้ใช้ศาสตราวุธขั้นเริ่มต้นและมีเกราะอาวุธส่วน1 ระดับเท่านั้น จึงไม่ใช่คู่มือของเขาจันทร์เล็งศรไปด้านหน้าโจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนศรเพลิงโทสะทำลายล้าง ศรเพลิงพุ่งตรงไปข้างหน้า
ทว่าเหล่ากองกำลังทหารหลายสิบคนยืนเรียงรายเป็กำแพงแล้วแสดงศาสตราวุธออกมาแล้วใช้ศาสตราวุธของตนเองสกัดการโจมตีไว้ศรเพลิงกระแทกเข้ากับแนวป้องกันอย่างจังเกิดเป็คลื่นะเิเพลิงขนาดใหญ่ขึ้นอีกครั้งทำให้ทหารเ่าั้กระเด็นกันออกไปคนละทางแล้วเขาก็ได้วิ่งไปหาช่วยน้องชายของเขาทันที
แต่ในขณะที่เขากำลังวิ่งไปก็มีบางสิ่งที่ยาวและหนัก กระแทกเข้าเต็มแผ่นหลังของเขา จันทร์เซไปด้านข้างเล็กน้อยเหงื่อไหลผสมเืที่ซึมจากมุมปาก เขากัดฟันแล้วลุกขึ้นช้า ๆพร้อมกับหันกลับไปมองยังเสียงเลื้อยลากพื้นหินดังเป็จังหวะนั่นคือยุพินในร่างอสูรศาสตรานาคามรกรตที่เลื้อยมาหยุดอยู่เบื้องหน้าในตาสีเขียวเข้มวาววับจ้องเขม็งมาด้วยแววตาที่เฉี่ยวคม
แต่จันทร์ก็ไม่ได้หวาดกลัวอสูรศาสตราที่อยู่เบื้องหน้าเขาแม้แต่น้อยเขากระชับคันศรแน่นแล้วเริ่มยิงศรเพลิงออกไปอย่างต่อเนื่องแต่เธอก็สามารถเบี่ยงตัวหลบได้ ศรทุกดอกเฉียดแค่เพียงเส้นเกล็ดก่อนจะพุ่งไปปะทะเข้ากับเพดานของท้องพระโรง เปลวไฟก็ยิ่งลุกไหม้สถานที่แห่งนั่นมากยิ่งขึ้น
ทันใดนั้นยุพินพุ่งตัวเข้าคาบตัวของจันทร์แล้วเหวี่ยงออกไปกลางอากาศ ทำให้ทุกคนที่เห็นต่างพากันอึ้งไปตามๆ กัน
ธีระ : นั่นอสูรศาสตรา!มัน..ทำอะไรของมันน่ะ
ทิว : ครูไม่ต้องห่วงหรอกครับอสูรศาสตราตัวนั้นเป็พวกเรา
ธีระ : ห๊า…
พระยาเดโช : นี่พวกเ้าพาอสูรศาสตราตัวนั้นมาด้วยหรอ
กล้า : จริง ๆ แล้วอสูรศาสตราตัวนั้นคือยุพิน ผู้หญิงคนที่เดินทางมากับพวกเรา จริง ๆ เธอเป็ุ์เื่นี้พวกเรารู้กันมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้บอกท่าน… ต้องขอโทษด้วยจริงนะครับ
พระยาเดโช : อืม ไม่เป็ไร
จากนั้นร่างของจันทร์ที่ถูกเหวี่ยงจนลอยไปฟาดกับเสาของท้องพระโรงจนเสาหักไปสองต้นทำให้ท้องพระโรงเริ่มสั่นไหว เพดานแตกร้าวและโครงสร้าง้าโยกคลอนหลังคาเริ่มเอียงจากการที่เสาหักไปหลายต้นเหมือนพร้อมจะถล่มลงมา
เ้าที่เห็นร่างพี่ชายปลิวไปกระแทกเสาเบิกตากว้างด้วยความใ แล้วรีบพุ่งตัวฝ่าควันไฟเข้าไปหา เขาคุกเข่าลงประคองร่างจันทร์ขึ้นจากพื้น มือเขาสั่นระริกก่อจะปัดฝุ่นละอองฟุ้งกระจายรอบตัวพี่ชายของเขาออกแล้วจึงกล่าวขึ้นด้วยความเป็ห่วง
เ้า : ท่านพี่!!ท่านพี่เป็อะไรไหม อย่าพึ่งตายนะท่านพี่
จันทร์ : ข้า.. ยังไม่ตายเ้าน้องโง่
จันทร์ ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้นช้า ๆร่างกายเต็มไปด้วยรอยช้ำ เขายังไม่ทันได้โต้ตอบกับน้องชายเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากเบื้องหน้า ธีระเดินตรงเข้ามาอย่างเงียบ ๆพร้อมกับแมงมุมแม่ม่ายอัสนีขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังไฟฟ้าสถิตแตกประกายอยู่ตามขาและลำตัวของมันแสงสีฟ้าแลบวาบเป็ระยะดวงตาทุกคู่จ้องมองมาที่องค์ชายทั้งสองตรงหน้าอย่างเงียบงัน
ท้องฟ้า้าเริ่มแปรปรวน เมฆมากหมุนเคลื่อนตัวเข้าหากันเหนือปลายยอดของวังหลวงแหน่งนั้นทำให้เกิดลมพัดแรง ก่อนที่ธีระจะเดินมาหยุดที่กลางท้องพระโรงแห่งนั้น ธีระจ้องมองพวกเขาทั้งสองนิ่งๆ ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แล้วกล่าวขึ้นสั้น ๆ
ธีระ : เอาล่ะได้เวลาจบเื่นี้แล้ว..
สิ้นสุดคำกล่าวนั้นเขายกแขนซ้ายขึ้นสูงเหนือศีรษะ เมฆหมุนวนเหนือยอดวังหลวงเกิดการกระเพื่อมตัวรุนแรงสายฟ้าฟาดลงมาต่อเนื่องทั่วบริเวณจนะเืถึงพื้นดินและสายลมพัดเปลวไฟที่รุกโชยอยู่ในบริเวณนั้นสั่นไหว
ธีระ : ข้าจะทำให้พวกเ้าได้ชดใช้กับสิ่งที่พวกเ้าทำกับหมู่บ้านของข้าและหมู่บ้านอื่นๆ ด้วยความสามารถเกราะอาวุธระดับสามส่วนนี้ที่หลอมด้วยลูกไฟแห่งจิติญญาของจักพรรคแมงมุงโลกาวินาศให้พวกเ้าทั้งสองตายไปซะ!
จากนั้น ธีระใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้ายระดับ 3อัสนีโลกาวินาศ สายฟ้าผ่าลงมาที่ตัวของเขาโดยตรงทำให้ตัวเขาลอยขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อยสายฟ้าที่ผ่าลงมาราวกับเป็การชาร์จพลังงานให้กับเขาสายฟ้าได้ก่อตัวขึ้นเป็วงแหวนรอบแขนซ้ายของเขาก่อนที่เขาจะปล่อยพลังสายฟ้าไปยังจันทร์กับเ้าที่อยู่ด้านหน้า
เมื่อเห็นแบบนั้นจันทร์ได้สกัดการโจมตีด้วยการใช้ความสามารถของ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 3 ศรเพลิงปักษาทรราช เปลวเพลิงสีแดงเข้มบิดหมุนรอบแขนขวาของเขาก่อนจะลามขึ้นทั่วทั้งร่าง ศรในมือของเขาแผ่เปลวเพลิงออกทุกทิศเสียงร้องของนกไฟคำรามกึกก้อง ก่อนเขาจะปล่อยมันออกไป ศรเพลิงพุ่งด้วยความเร็วก่อนจะกลายร่างเป็ นกเพลิงขนาดมหึมากางปีกออกแผ่ความร้อนฉานไปทั่ว
พลังสายฟ้าของธีระกับเพลิงแห่งศรปักษาทรราชของจันทร์ปะทะกันกลางอากาศเสียงะเิที่เกิดจากพลังทั้งสองปะทะกันดังสนั่นจนพื้นะเืรัศมีแรงะเิแผ่กระจายออกเป็วงกว้างจนเสาและผนังของท้องพระโรงแตกร้าวมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆคลื่นพลังที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรงชัดในทุกคนเริ่มจะไถลไปด้านหลัง
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว เอกจึงใช้ความสามาสารเกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 1 มหิงสาคุ้มกัน ตั้งรับแรงของคลื่นพลังเอาไว้แต่หลังจากที่จันทร์ใช้ความสามารถของเกราะอาวุธไปแล้วเข้าก็ยังยิ่งศรเพลิงเข้ามาซ้ำอีกหลายครั้ง ก่อนจะเกิดะเิเป็คลื่อนพลังแอแกไปแล้วการต่อสู้ก็ได้พลังนั้นจะหยุดลงชั่วคราว
ถึงแม้จะเป็การปะทะด้วยพลังที่รุนแรงการปะทะกันไม่ได้ทำให้ผู้ใดได้รับาเ็แต่ทำให้จันทร์เสียพลังไปมากจนเขาแทบยืนไม่ไหว ร่างของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นมือหนึ่งยังฝืนยกคันศรขึ้นค้ำไว้กับพื้นท้องพระโรงที่แตกร้าวหลังของเขาเอียงพิงร่างของน้องชายผู้เข้ามาประคองไว้ จันทร์หอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยแต่สายตาของเขายังแน่วแน่ จ้องมองที่ไปยังศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ยอมแพ้
ทันใดนั้นเมฆดำบนฟากฟ้าเหนือยอดวังหลวงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งท้องฟ้ากลายเป็สีม่วงอมเทาเข้มและมีสายฟ้าที่แลบไปมาเป็ระยะธีระที่ยืนอยู่อีกฝั่งเขาค่อย ๆ เงยหน้ามองสองพี่น้องแห่งเมืองอินตราสานตาทั้งสองสบกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนธีระจะก้าวเข้าไป ทันใดนั้นพระยาเดโชคว้าไหล่ของเขาเอาไว้ ก่อนจะกล่าวขึ้น
พระยาเดโช : ช้าก่อน…
ธีระหยุดชะงักไปครู่หนึ่งเขาหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาที่ยังวาวแสงสายฟ้าจ้องมองมาก่อนจะกล่าวตอบด้วยความแปลกใจ
ธีระ : ท่าน..มีอะไรรึ
พระยาเดโช : พวกเ้าฆ่าเ้าเมืองอินตราไปแล้วแค่นี้ก็เกินพอสำหรับเป็บทเรียนให้องค์ชายทั้งสองแล้วล่ะ..ข้าไม่อยากให้ภารกิจนี้เป็การลอบสังหารหรอกนะ
ทหารนายหนึ่ง : ท่านพระยาพูดถูกภารกิจนี้เดิมทีเป็เพียงการมาช่วยชาวบ้านที่ถูกจับตัวมาเท่านั้นแต่การที่เื่มันมาถึงขนาดนี้แล้ว…
ธีระ : แล้ว…ท่านจะให้ข้าทำยังไงต่อล่ะ
พระยาเดโช : ทหารของเมืองอินตราจับตัวคนชาวบ้านมาจากหลายๆ หมู่บ้านแต่ยังไม่มีชาวบ้านคนไหนเสียชีวิตถึงแม้จะได้รับาเ็บ้างและการทำลายหมู่บ้านและแผนการนี้น่าจะไม่ใช่องค์ชายทั้งสองที่เป็คนต้นคิดแต่น่าจะเป็เ้าเมืองที่สั่งการมามากกว่า
พระยาเดโช : ส่วนเ้าเมืองอินตราพวกเขาก็ฆ่าเขาไปแล้ว ก็คงไม่มีเหตุผลที่ต้องฆ่าองค์ชายทั้งสองหรอก…
พระยาเดโชกล่าวด้วยน้ำเสียงของพระยาเดโชหนักแน่นธีระทำให้ยืนนิ่งไปชั่วขณะ ลมพายุที่เคยหมุนวนรอบตัวราวกับหยุดชะงักลงชั่วขณะก่อนเขาจะคิดทบทวนกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป
ธีระ : สิ่งที่ท่านพูดมาก็ถูก…พวกเราสังหารเ้าเมืองไปแล้ว ฉะนั้นคงไม่มีเหตุผลที่ต้องสังหารองค์ชายทั้งสอง
เมื่อกล่าวจบ เขาค่อย ๆลดมือลงสายฟ้าที่เคยล้อมรอบแขนซ้ายเริ่มจางหาย เสียงฟ้าร้องเหนือวังค่อย ๆเงียบลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันไปหาองค์ชายทั้งสอง แล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ธีระ : ถ้าอย่างนั้น…ข้าจะนี่เป็บทเรียนขององค์ชายทั้งสองก็แล้วกัน เพื่อให้พวกท่านได้จำเอาไว้ ในทุกๆ ครั้งที่พวกท่านกำลังจะสร้างา ว่าาทำให้เกิดการสูญเสีย..ไม่ว่าจะเป็เราหรือเขา
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็สะบัดหน้าขึ้นทันที ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงแค้นเพียงแค่พ่อของเขาสั่งให้ทหารไปจับตัวคนในหมู่บ้านมาก็ถึงกับต้องมาฆ่าพ่อของเขาเ้าหันหน้าไปแล้วะโกลับด้วยความแค้น
เ้า : หึ! บทเรียนหรอบทเรียนบ้าอะไรกัน พวกเ้าทำแบบนี้มันมากเกินไปด้วยซ้ำ ไปตายกันให้หมดเลยไป!!
สิ้นสุดเสียงนั้นเ้าจะพุ่งตัวไปข้างหน้าร่างของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่านแต่ธีระก็ไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใดเขายืนมองนิ่งเฉยราวกับยืนอยู่เหนือคลื่นอารมณ์ของอีกฝ่าย
แต่ก่อนที่เ้าจะถึงตัว ธีระขยับมือเพียงเล็กน้อยสายฟ้าก็ผ่าลงมาต่อหน้าเ้าเสียงดังสนั่นทำให้เขากระเด็นกลับไปด้านหลังสายฟ้าที่ตกลงมาไม่เพียงหยุดการโจมตีแต่ยังทำให้หลังคาสูงที่ถูกฟาดกลวงเป็โพรงขนาดใหญ่เริ่มส่งเสียงครืนคล้ายจะถล่มลงมาเสาต้นที่เหลือซึ่งรับน้ำหนักมาอย่างมาก็เริ่มแตกร้าวและหักพังลงอย่างต่อเนื่อง
ทหารนายหนึ่ง : แย่ล่ะ!หลังคาของท้องพระโรงกำลังจะถล่มลงมาแล้ว!! ทุกท่านรีบออกไปเร็วเข้า
เสียงของทหารนายหนึ่งะโขึ้นอย่างใก่อนทุกคนจะเริ่มรีบเร่งพากันวิ่งออกไปจากท้องพระโรงอย่างโกลาหลฝุ่นควันฟุ้งกระจายขี้เถ้าและเศษไม้ปลิวว่อน ก่อนหลังคาของท้องพระโรงก็ได้พังทลายลงมาทั้งแถบ ทำให้แผ่นดินแตกะเืเลือนลั่นไปทั่ว