ั้แ่เข้า่บ่ายเป็ต้นมาจนถึง่เย็นรุ่นพี่ได้อัดกิจกรรมให้รุ่นน้องหน้าใหม่ได้ทำกันอย่างแน่นเอี๊ยดทั้งเล่นเกมวิบาก ทั้งเต้นประกอบเพลงไม่เว้นแม้กระทั่งให้ตามล่าของใช้สุดหวงของเหล่าอาจารย์ ซึ่งกว่าจะได้มาก็ต้องแลกด้วยการเต้นตอบปริศนาหรือทำอะไรแปลกๆตลกๆแล้วแต่อาจารย์จะสั่ง
นั่นเลยทำให้บรรดาเด็กปีหนึ่งจัดการอาหารเย็นซะเกลี้ยงจนแทบไม่เหลือเศษกับข้าวติดก้นหม้อไว้เลยความหิวบวกกับความเหนื่อยได้สัมแดงฤทธิ์ผ่านการกินดั่งพายุโหมพอนั่งพักให้ข้าวได้เรียงเม็ดในกระเพาะดีแล้วต่างคนก็เริ่มทยอยแยกกันไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด เพื่อเตรียมเข้ารับกิจกรรมส่งท้ายก่อนเข้านอน
เนื่องจากเป็คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่มีความถนัดของแต่ละสาขาต่างกันรุ่นพี่ทั้งหลายจึงพาเล่นเกมแบบง่ายๆไม่ต้องใช้สมองวิเคราะห์เยอะอย่างเกม แข่งเป่ายิ้งฉุบเพียงแค่ฉุบชนะ 2ใน3 ไปเรื่อยๆก็จะได้ตัวแทนของแต่ละสาขามาแข่งกันในรอบสุดท้ายและจะแข่งกันต่อเพื่อให้ได้ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว และแน่นอนว่า…..ไม่ใช่ซัน
เพราะเพียงแค่ด่านแรกที่แข่งกับนาวินเขาก็ถูกเพื่อนสุดเนิร์ดเอาชนะไปได้ง่ายดายราวกับนาวินอ่านใจซันได้ว่าเขาจะออกรูปแบบไหนจากนั้นซันเลยได้แต่นั่งลุ้นเพื่อนๆให้ชนะคนที่เหลือและแล้วคราวนี้กลายเป็นาวินที่ได้เป็ตัวแทนสาขาคอมพ์ไปแข่งกับสาขาอื่น
นาวินเอาชนะเพื่อนจากสาขาอื่นมาได้อย่างรวดเร็วถ้าไม่รู้จักกันมาก่อนซันอาจคิดว่านาวินมีพลังในการอ่านใจคนอื่นแน่ๆแต่เพราะพวกเขาเป็เพื่อนกันจึงคิดว่านาวินคงจะวิเคราะห์เอาจากท่าทางรวมถึงการคาดคะเนความน่าจะเป็ไปได้มากกว่าสุดท้ายแล้วอีกคนที่สามารถฝ่าด่านเป่ายิ้งฉุบมาเข้าชิงกับมาวินได้ก็คือจอมจากสาขาเครื่องกล
ทั้งสองจ้องตากันแทบไม่มีฝั่งไหนยอมกระพริบตาก่อนจนรุ่นพี่ให้สัญญาณครั้งที่หนึ่ง ‘ป่าวววว…ยิ้งงงงง…ฉุบ’ กำปั้นของสองฝั่งลงมาพร้อมกันรุ่นพี่ให้สัญญาณในครั้งที่สองคราวนี้นาวินเป็ฝ่ายได้คะแนนไปก่อนและสัญญาณจากรุ่นพี่ก็ดังเรื่อยๆจนได้ผู้ชนะของเกม
จอมเดินอุ้มกล่องไดร์เป่าผมแบรนด์ดังจากอเมริกากลับไปนั่งที่แถวของตนส่วนนาวินที่ได้ตำแหน่งรองผู้ชนะเดินอุ้มกล่องขนมขาไก่ขนาด 5กิโลกรัมกลับเข้าแถว
“ขนมปี๊บอีกแล้วหรอวะ!!”คราวนี้เป็พัฒน์กับนาวาโพล่งประโยคนี้ออกมาพร้อมกันแบบไม่ต้องนัดตามด้วยเสียงหัวเราะลั่นของเพื่อนๆในสาขาเดียวกัน
คืนนี้ชาวคณะวิศวะทั้งหมดกระจายกันไปนอนตามห้องเรียนที่ถูกจัดใหม่ให้เป็พื้นที่โล่งไว้สำหรับกางอาณาเขตนักศึกษาชายถูกเกณฑ์ให้ไปนอนตามห้องเรียนพัดลมต่างจากนักศึกษาหญิงที่ได้อภิสิทธิ์เหนือกว่าจึงได้นอนห้องแอร์
แต่อย่างว่าการจับเด็กหนุ่มมารวมอยู่ที่เดียวกันแล้วจะให้หลับไปง่ายๆนั้นเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้เลยฉะนั้นหลังจากปิดไฟไม่นานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา
“ยังไม่หลับกันใช่มั้ยวะ” แสงจากไฟฉายกระบอกน้อยส่องสว่างจากใต้ผ้าห่มเด็กหนุ่มพลิกตัวนอนคว่ำวางไฟฉายไว้ใต้คางตัวเองเพื่อนที่เหลือในห้องจึงพลิกตัวมาประจัญหน้ากับเขา
เขาคนนี้อยู่คนละสาขากับซันรู้สึกจะอยู่โยธาฯเพื่อนๆเรียกว่า ‘เล็ก’
“นอนไม่หลับอย่างนี้เล่าเื่ผีกันดีกว่าว่ะ” ข้อเสนอของเล็กมีเพื่อนบางส่วนเห็นด้วยและคัดค้าน
“ไม่เอา…เดี๋ยวนอนไม่หลับ”
“เล่ามั่วซั่วเดี๋ยวผีมาจริงนะมึง”
“คุยเื่หญิงดีกว่าสนุกกว่าอีกว่ะ” ข้อเสนอจากใครก็ไม่รู้แต่ดูเหมือนเสียงส่วนใหญ่จะเห็นชอบกับหัวข้อนี้จากนั้นรายชื่อของดาวเด่นแต่ละสาขาถูกหยิบมาพูดถึงหลายต่อหลายชื่อ
ซันนอนฟังคนอื่นๆคุยกันยังไม่ทันถึงชื่อที่สามเสียงรอบข้างดูคล้ายจะห่างไกลออกไปสงสัยความเหนื่อยกับมื้อเย็นพูนจานจะจับมือกันโจมตีเปลือกตาของเขาให้ปิดลงซะแล้ว
นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ซันปิดสวิตช์ตัวเองจากผู้คนรอบข้างมารู้สึกตัวอีกทีตอนไหล่ขวาของเขาโดนเขย่าอย่างแรง
“ซันๆๆไปเข้าห้องน้ำเป็เพื่อนหน่อยดิ”
พัฒน์เดินนำไปที่ประตูหน้าห้องซันเดินตามออกมาท่ามกลางความมืดตลอดระเบียงนั้นมีเพียงแสงไฟจากด้านนอกตึกสาดเข้ามาพอให้เห็นทางเดินอยู่บ้างสุดระเบียงด้านซ้ายคือเป้าหมายที่พัฒน์จะต้องเข้าไปปลดทุกข์แต่ก่อนจะถึงก็ต้องผ่านห้องเรียนอีกสองห้องเสียก่อน สองหนุ่มเดินไปในความเงียบมีเสียงฝีเท้าของพวกเขาดังสลับกันเป็จังหวะ
เพิ่งผ่านห้องเรียนแรกมาไม่ทันไรพอขยับเข้าใกล้ห้องเรียนที่สองซีกระเบียงภายใต้เงามืดที่แสงจากข้างนอกส่องไม่ถึงนักศึกษาชายคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หันหน้าออกไปนอกระเบียงดวงตาเหม่อมองไปไกลไม่ไหวติงและดูเหมือนไม่ได้สนใจคนทั้งสองที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เขาด้วยซ้ำ
จากประสบการณ์ที่เคยได้รับมาทำให้ซันรีบคว้าข้อมือพัฒน์แล้ววิ่งผ่านตรงนั้นไปให้เร็วที่สุดเสียงวิ่งของพวกเขาดังก้องไปทั่วชั้น
“มีอะไรวะซันจู่ๆก็ลากให้วิ่งซะไวเลย” พัฒน์แอ่นตัวเข้าช่องโถฉี่แล้วหันมาคุยกับเพื่อน
ซันที่ยืนทำธุระอยู่ข้างกันยังปิดปากไม่ยอมตอบอะไร
ตึ่กๆ…ตึ่กๆๆ
เสียงเดินลงส้นเท้าดังมาไม่ไกลนักและเริ่มเข้ามาใกล้ที่พวกเขาอยู่ ฟังจากจังหวะเดินเหมือนมากันหลายคนซะด้วยเพียงชั่วอึดใจนักศึกษาชายประมาณ 5-6คนก็เดินกึ่งวิ่งเข้ามาในห้องน้ำ
พวกเขาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีคนยืนล้างมืออยู่ก่อนแล้วในนี้
“เมื่อกี๊เป็พวกนายใช่มั้ย…ที่วิ่งเสียงดังน่ะ”สองหนุ่มพยักหน้ายอมรับโดยดีสงสัยเสียงวิ่งของพวกเขาคงดังจนรบกวนการนอนของเพื่อนกลุ่มนี้ซันเริ่มรู้สึกผิดจนคิดว่าต้องทำอะไรซักอย่าง
“ขอบใจนะ…แต้งกิ้วมากๆเลย” หนึ่งในนั้นพูดขึ้นก่อนที่ซันจะได้เอ่ยคำขอโทษพาลคิดไปว่ามันเกิดเื่อะไรกันแน่
“พวกเราอยากจะเข้าห้องน้ำมาเป็ชั่วโมงแล้วแต่มีใครไม่รู้ยืนอยู่หน้าห้อง”
“แม่xยืนนิ่งไม่ขยับเลย ชุดนักศึกษาก็ยังไม่เปลี่ยน”
พัฒน์ผู้ไม่เคยกลัวอะไรพูดเรียกสติเพื่อน“แค่คนยืนเฉยๆอยู่ตรงระเบียงแค่เนี๊ยะพากันกลัวไปเองน่ะแหละ”
เพื่อนคนหนึ่งที่นอนในห้องเรียนใกล้ห้องน้ำกวาดสายตามองหน้าทุกคน“แต่เราเห็นเค้าหล่นจากระเบียงด้วยนะพอเราจะเรียกคนอื่นให้มาดู หันกลับมาอีกทีเค้าก็มายืนอยู่ที่เดิมแล้ว”
ดวงตาทุกคู่พร้อมใจกันจ้องไปที่คนพูดสีหน้าตื่นตระหนกยังปรากฎให้เห็นบนหน้าเด็กหนุ่ม
“เขาไปเก็บของที่นอกระเบียงมั้งคิดมากเองน่า ไปเหอะ…กลับไปนอนได้แล้ว” หนุ่มใต้ใจแกร่งเดินนำเพื่อนๆย้อนกลับทางเดิม
เสียงลงน้ำหนักเท้ายังไม่ดังเท่าเสียงหัวใจเต้นระส่ำไม่เป็จังหวะเมื่อต้องเลี้ยวหัวมุมไปยังระเบียงแต่ชายหนุ่มคนนั้นไม่อยู่แล้ว
พัฒน์หันกลับมายิ้มเย้ยในความใจเสาะของเพื่อนๆก่อนจะเดินกลับไปห้องเรียนที่อยู่อีกฟากทางเดิน
เช้าวันต่อมาเหล่าเด็กปี1 ถูกปลุกั้แ่ 6โมงเช้าให้ออกไปวิ่งรอบมหา’ลัยหนึ่งรอบอีกชั่วโมงต่อมาอาหารเช้าทั้งข้าวต้มไก่ฉีกทรงเครื่องกับพวกข้าวสวยและกับข้าวหลายอย่างก็พร้อมรอพวกเขาแล้วที่โรงอาหาร
ยังมีกิจกรรมอีกหนึ่งอย่างที่รุ่นพี่และอาจารย์เตรียมไว้ให้น้องๆเฟรชชี่และเมื่อเวลาอาหารเที่ยงจบลงพิธีปิดงานรับน้องของปีการศึกษานี้ก็ได้เริ่มขึ้นที่ลานหญ้าสถานที่เดียวกันกับพิธีเปิด
เวลาล่วงเข้าบ่ายสองหลังพิธีปิดสิ้นสุดนักศึกษาแทบทุกชั้นปีต่างทยอยกันกลับบ้านจะมีก็เพียงบางส่วนที่ยังนั่งเล่นอยู่ในคณะกับทีมงานรุ่นพี่ที่ยังต้องอยู่เก็บกวาดสถานที่ให้เรียบร้อยก่อนคืนพื้นที่ให้เหมือนเดิม
และซันกับเพื่อนๆของเขาก็เป็กลุ่มคนบางส่วนที่ยังไม่กลับบ้านพัฒน์บอกว่าพี่ชายเขาจะขับรถมารับให้อีก 3คนรอกลับพร้อมกันระหว่างนั่งรอทั้ง4หนุ่มเลยหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกมคั่นเวลาเกมที่เล่นด้วยกันได้ทุกคนเพราะต้องพาทั้งทีมฝ่าดงศัตรูสังหารทีมฝั่งตรงข้ามจนหมดทุกตัวจึงจะเป็ฝ่ายชนะ
นาวาะโบอกให้ซันรีบวิ่งตามมาแต่ซันก็กำลังกดเปลี่ยนอาวุธ ในจังหวะที่ทั้งหมดกำลังโวยวายเสียงดังก็เกิดมีเสียงอื่นที่ดังกว่าจนกลบเสียงพวกเขาได้
เอี๊ยดดดดดด โครมมมมมม!!!
เสียงดังจากถนนหน้าคณะที่แม้อยู่ห่างจากจุดที่พวกเขาอยู่ประมาณเกือบ100เมตร แต่ทุกคนในจุดนั้นยังได้ยินชัดเจนผู้คนแห่ไปดูเหตุการณ์ไม่ให้เสียฉายาประจำชาติว่า ‘ไทยมุง’
แต่ความโกลาหลนั้นไม่สามารถแยกทั้ง 4คนออกจากเกมได้จนคนที่ไปมุงดูพากันเดินกลับเข้ามาพร้อมเสียงวิเคราะห์วิจารย์ต่ออุบัติเหตุนั้นเซ็งแซ่ไม่หยุดพวกเขาจึงอดที่จะอยากรู้ด้วยไม่ได้
“รถกระบะวัยรุ่นแถวนี้แหละชนกับมอ’ไซค์เด็กคณะเรา” ผู้หญิงสาขาไฟฟ้าคนหนึ่งเล่าให้คนที่ถามฟัง
“รู้สึกจะชื่อเล็กนะเห็นเพื่อนเค้าเรียกอยู่” เพื่อนของเธอที่อยู่สาขาเดียวกันช่วยเสริม “ไม่รู้อยู่สาขาอะไร แต่คนที่ไปช่วยอ่ะอยู่โยธา”
4หนุ่มมองหน้ากันทันทีและโดยไม่ต้องส่งสัญญาณใดๆทั้งหมดลุกเดินไปทางด้านหน้าคณะพร้อมกันถึงแม้จะยังไม่ได้สนิทมากแต่เมื่อคืนพวกเขาก็นอนห้องเดียวกันกับเล็กได้พูดคุยและได้ใช้่เวลาร่วมกัน
รถกู้ภัยเพิ่งจอดสนิทพนักงานอาสาฯยกเปลสีเหลืองมาวางไว้ข้างคนเจ็บเตรียมเคลื่อนย้ายไปส่งโรงพยาบาลจากที่ยืนฟังในกลุ่มไทยมุงบอกว่าคนขับพยายามจะขับหนีแต่เนื่องจากเป็่ที่นักศึกษากลุ่มใหญ่กำลังรอรถตรงนั้นพอดีจึงได้ช่วยกันล้อมรถและจับคนขับไว้ได้
รถตำรวจ 2คันขับวนไปจอดอีกฝั่งมีตำรวจที่ดูอายุเยอะแต่ยศน้อยกว่าเดินลงมาจากรถกระบะ ตามด้วยตำรวจหนุ่มอีกคนซันยืนมองคนขับรถถูกใส่กุญแจมือและโดนคุมตัวไปขึ้นรถ ตำรวจทั้ง 2นายขับรถกระบะออกไป เหลือตำรวจอีก 2นายจากรถอีกคันเดินสำรวจที่เกิดเหตุตำรวจนายหนึ่งถ่ายรูปเก็บหลักฐานทั้งรอยเบรกที่ถนน ชิ้นส่วนที่แตกหักและอีกนายกำลังสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์
ตำรวจร่างสูงยืนคุยกับนักศึกษาสาวจำนวนหนึ่งที่ยืนยันว่าอยู่ในเหตุการณ์ั้แ่แรกซันเห็นผู้หญิงบางคนก็แอบยิ้ม บางคนก็ส่งยิ้มตาหวานให้แต่คนไหนกล้าหน่อยก็ถามแทรกโต้งๆเลยว่าคุณตำรวจมีแฟนรึยัง อันที่จริงเขาก็พอเข้าใจได้อยู่เพราะผู้กองแบร์ก็จัดว่าหน้าตาดีในระดับเป็พระเอกได้สบายๆ
“อ้าว เฮ๊ย…ซันนี่” ผู้กองร้องทักซันด้วยความสนิทสนมปนในิดหน่อย “เฮ๊ย..ซันเรียนอยู่ที่นี่หรอ”
“ใช่ครับ” เด็กหนุ่มยิ้มเกร็งเพราะตอนนี้สายตาหลายคู่หันมาสนใจเขาแทนซะแล้ว
เพราะไม่สามารถพูดคุยอะไรได้สะดวกในที่เกิดเหตุแบร์จึงชวนให้ซันกลับไปพร้อมกันถึงแม้ซันจะมีท่าทีลังเลอยู่บ้างเพราะรับปากว่าจะกลับพร้อมเพื่อนๆไว้แล้วแต่พอแบร์เอ่ยถึงเื่สมุดเล่มนั้น ซันก็ตอบตกลงทันที
เพียงแต่เขาต้องขอกลับไปหยิบกระเป๋าและสัมภาระบางส่วนที่ตึกซะก่อน
“ซันนนน..นี่….” เสียงเรียกชื่อเขาลากยาวซะจนซันเผลอคิดว่าเป็เสียงของสิ่งลี้ลับเมื่อคืนแต่พอเงยหน้ามาเขากลับพบจอมยืนรออยู่หน้าตึก
สาวน้อยรีบพูดก่อนที่ซันจะได้พูดอะไรออกมา “เราเรียกตามคุณตำรวจคนนั้นน่ะ” เธอยิ้มสดใส “เรามีเื่จะบอกเธอล่ะ”
เขายืนรอฟังอย่างใจเย็น ถึงจะรู้ว่ามีคุณตำรวจรออยู่ด้านหน้าคณะแต่ก็ไม่คิดเร่งรีบเพราะั้แ่เข้างานรับน้องเขาเพิ่งได้เจอกับจอมแค่ครั้งเดียวและครั้งนั้นก็ยังไม่ทันได้คุยกันเลย
“เราไม่เห็นหมอกสีเทาอยู่รอบตัวซันแล้วนะ”