เหนือท้องฟ้าสีแดงฉานของเมืองสิงห์คำรนได้เกิดปรากฏการณ์พลังเหนือธรรมชาติทับซ้อน หมุนสีดำหมุนวนอย่างช้าๆ แต่รัศมีกลับขยายใหญ่ขึ้นอย่างมืดฟ้ามัวดิน สายฟ้าสีม่วงที่ราวกับมีชีวิตเริ่มเผยออกมาจากหมู่เมฆแล้วกระหน่ำลงมากระทบพื้นดินราวกับเสียงของการมาเยือนของหายนะ
10 ลี้ 20 ลี้ 30 ลี้ ... จนถึงระยะ 100 ลี้ จนส่งผลให้ทั้งอาณาเขตของเมืองหลวงสิงห์คำรนกำลังเผชิญหน้ากับเงามืดในวันสิ้นโลกก็มิปาน
เรียกได้ว่าอาณาเขตเหนือท้องสีแดงจากกลิ่นอายสังหารที่กลบทับด้วยกฎเกณฑ์แห่ง์อย่างรวดเร็ว
เหนือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ก็คือจ้าว์ พลังศักดิ์สิทธิ์ของขอบเขตจักรพรรดิจึงถูกสะกดข่มด้วยกฎเกณฑ์แห่งเต๋าอย่างง่ายดาย แต่ไม่อาจสูญสลายไปได้เป็เพราะกฎเกณฑ์ยังไม่สมบูรณ์ นั่นจึงทำให้นพเก้าประเมินได้คร่าวๆ ว่าจิติญญาของตัวตนลึกลับที่สถิตอยู่ในร่างของดาฟเนียร์ ขณะนี้มีพลังบ่มเพาะในระดับเดียวกันกับเขาในชีวิตที่แล้ว สิ่งนี้ไม่นับเป็อะไรหากเขาอยู่ในขอบเขตเดียวกัน
อย่างไรก็ตามเมื่อเขาได้ใช้เนตรหมื่นพิภพตรวจสอบ สถานการณ์จึงแตกต่างออกไปย่างสิ้นเชิง มันทำให้เขาตระหนักได้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้อาจต้องงัดไพ่ตายบางส่วนออกมาเพื่อกำราบศัตรูตรงหน้า
[ค่าสถานะของอาร์ค (จิติญญาภาชนะ)]
อายุ: 2,602 (อายุขัย 54,560 ปี)
เขตแดน: วงจรเวทย์ 6 วงแหวน (เทียม) 3 ดาราจักร (ค่าพลังมานา : 18,000,000 เมตร)
อำนาจ (กฎเกณฑ์เต๋า์): เต๋า (ระดับ 5)
ทักษะการต่อสู้: เกาทัณฑ์สายฟ้าแห่งอาร์เธน่อน (วิชาเซียนขั้นสูงสุด), จิติญญาดาบผลาญโลกาแห่งยักษา (วิชาเทพเ้าขั้นต้น), บูรพาจิตรู้แจ้ง (วิชาเซียนขั้นสูงสุด), หมัดแรกกำเนิด (วิชาเซียนขั้นสูงสุด
เคล็ดวิชา: ปฐมภูมิบทที่ 4 แห่งต้นไม้โลก: อัสนี (วิชาเซียนขั้นสูงสุด)
พร์: ร่างทัณฑ์์ 8 วิถี
พลังเทพ: 480
โชคชะตา: ผู้มีศักยภาพสูงสุด
โดยทั่วไปพลังของขอบเขตครึ่งก้าวจ้าว์คือกระบวนการหลอมรวมกายหยาบกับฟ้าดิน จึงจำเป็ต้องหลอมรวมพลังศักดิ์สิทธิ์ จิติญญา รวมถึงเคล็ดวิชาและมรรคายุทธ์ เพื่อให้ก่อเกิดเป็สนามพลังที่มีผลต่อฟ้าดินภายนอก สิ่งนี้เรียกว่า ‘อำนาจศักดิ์สิทธิ์’
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะข้ามระดับจากของเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุดไปสู่ผู้ปกครองฟ้าดินอย่างจ้าว์จำเป็ต้องฝ่าระดับ 5 ครั้งขึ้นไป ได้แก่ ปัญญา (ระดับ 1) ก่อเกิด (ระดับ 2) มายา (ระดับ 3) อริยะ (ระดับ 4) เต๋า (ระดับ 5) โดยกระบวนการนี้ต้องอาศัยประสบการณ์และความตระหนักรู้ถึงเคล็ดวิชาเป็หลัก ยิ่งเคล็ดวิชาระดับสูงก็มีผลเป็อย่างยิ่งต่อความแข็งแกร่งในระดับเดียวกัน
ย้อนกลับไปเมื่อนพเก้ายังคงมีสมญานามว่าจูเรน ด้วยเคล็ดวิชาระดับเทพเ้า ‘หัวใจทศกัณฐ์ง ที่มีมารถึง 4 ตน เป็ตัวแทนของความแข็งแกร่งของเคล็ดวิชา ส่งผลให้เขามีพลังอำนาจมากกว่าจอมยุทธ์ทั่วไปถึง 100 เท่า หรือเป็เทพาก็ว่าได้
[แต่สุดท้าย เ้าก็ถูกรุมสะกําอย่างอนาถมิใช่รึ?]
ระบบพูดแทรกความคิด
...
ถึงจะหน้าหงุดหงิดนพเก้าก็ไม่อาจถกเถียงใดๆได้ หากเขาอยากกำราบจอมยุทธ์มากกว่าหมื่นคนในระดับบ่มเพาะเดียวกัน ความแข็งแกร่งของเขาต้องมีมากกว่าหมื่นเท่าของจอมยุทธ์ทั่วไป แต่ถ้าหาก้ากำจัดให้สิ้นซากในฝ่ามือเดียว
“ล้านเท่า นั่นคือเป้าหมายของข้าในชีวิตนี้”
นพเก้าพูดด้วยสีหน้าจริงจังอย่างถึงที่สุด
“อุ๊บ แค่กๆ ฮ่าๆๆ”
จิตตาภาไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป นางหัวเราะออกมาอย่างควบคุมไม่ได้จนตัวงอเป็กุ้งในจิตใต้สำนึกของนพเก้า
นางมิได้อยู่เฉยๆ ตลอดเวลานางใช้เวลาสืบค้นความทรงจำอดีตของนพเก้าบางส่วนโดยไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตได้ สำหรับนางคนที่ชื่อจูเรนนั่นเป็เพียงแค่คนบ้าการต่อสู้คนหนึ่งก็เท่านั้น อย่างไรก็ตามนั่นเป็เพียงความทรงจำปรุงแต่งจากระบบก็เท่านั้น เพราะบางเื่ไม่สมควรให้ผู้ใดรับรู้ ไม่เช่นนั้นอาจถูกตามล่าจากจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะจาก 6 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน
[...]
ระบบได้แต่มองดูเ้านายของมันด้วยตาปริบๆ หากทำได้จริง แผนการของมันอาจสำเร็จเร็วกว่าที่คิดไว้
ฟึบ!
นพเก้าปล่อยตัวเองลงมาจากตึกในแนวดิ่ง 90 องศาในท่ายืนกลางอากาศขณะที่สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง ขณะเดียวกันก็มองไปที่การต่อสู้ที่อยู่ห่างจากรัศมี 100 ลี้เบื้องหน้า
“นี่มัน! เผ่าพันธุ์แวมไพร์อย่างนั้นรึ?”
ชายผู้มีนามว่าอาร์ปรากฏที่ยืนกอดอกอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าค่อยๆ เดินไปด้านหน้าอย่างช้าๆ แต่ภายในดวงตามิได้ปิดบังความปรารถนาแม้แต่น้อย ขณะที่มองไปยังั์แดงเดือด บอกตามตรงตลอดชีวิตของเขาเคยเห็นปีศาจมาหลายชนิด แต่ไม่เคยเห็นปีศาจสายพันธุ์นี้มาก่อน จากเศษเสี้ยวความทรงจำและกลิ่นอายโลหิต ทำให้รับรู้ได้ว่าเป็พลังของพวกเผ่าพันธุ์แวมไพร์ในตำนานที่ฟื้นฟูร่างกายด้วยโลหิต กอปรกับกลิ่นอายคำสาปแห่งความตายที่ล่องลอยออกมาจากเคียวปริศนา ช่างเป็การจับคู่ที่ลงตัวยิ่งนัก
เขาหลงลืมความโกรธเมื่อครู่ที่ผู้มีพร์ในบรรดาลูกหลานนักรบสายหลักถูกสังหารตายไปจนหมดสิ้น เพราะเขาเจอบางสิ่งที่สำคัญกว่า
ถึงแม้เผ่าพันธุ์เอลฟ์จะมีอายุยืนยาวกว่าหลายเผ่าพันธุ์ แต่ความสามารถทางกายภาพล้วนอ่อนแอ จำเป็ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเพื่อให้กำเนิดนักรบหนึ่งคน นอกจากนี้ยังมีพลังฟื้นฟูที่ต่ำ ไม่สามารถยืดเยื้อในสนามรบได้ นั่นจึงเป็จุดอ่อนร้ายแรงของพวกเขา เพราะลำพังแค่จอมเวทอย่างเดียวทำได้เพียงอยู่ในอาณาเขตที่มานาในแผ่นดินเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาได้เปรียบ
นี่ยังไม่รวมไปถึงการร่ายเวทมนตร์ที่ต้องเสียเวลานานโข ซึ่งไม่เหมาะกับทวีปยุทธภพที่ตัดสินความเป็และความตายในเสี้ยววินาที ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถขยายอาณาเขตจากภูมิภาคอีสานไปยังที่อื่นได้ เพราะเส้นเืัใต้ดินได้ถึงขีดจำกัดไปั้แ่ 200 ปีก่อนแล้ว หากขยายอาณาเขตไปมากกว่านี้ก็มีแต่จะกระจายพลังออกไปจนอนุภาคมานาคุณภาพต่ำลง
แต่สถานการณ์นี้จะแตกต่างออกไปหากพวกเขาได้ตัววิจัยสายพันธุ์ใหม่อย่างเผ่าพันธุ์แวมไพร์ที่หายสาบสูญไปตรงหน้า หากพัฒนายีนแล้วนำจุดเด่นที่เข้ากันได้กับสายเืเอลฟ์ โอกาสในการสร้างนักรบได้สำเร็จอาจเพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งรวมไปถึงได้นักรบสายพันธุ์ะมา
“หากเ้าหยุดมือเสียตอนนี้ แล้วมัดมือมัดเท้าตัวเองคลานมาหาข้า ข้าสัญญาว่าจะไว้ชีวิตเ้า และอนุญาตให้เข้าร่วมกับเผ่าพันธุ์อันสูงส่งเช่นพวกเราเผ่าเอลฟ์”
อาร์คคิดว่าข้อเสนอของเขาไม่เลวนัก
ขณะที่เขาพูดออกมาระหว่างเดิน สายฟ้าที่ประกายรอบตัวก็หมุนวนด้วยความเร็วสูงก่อนที่จะเปลี่ยนเป็ชุดเกราะสีเงินอัน
โดยมีอักขระที่เป็สายฟ้าสีม่วงขยับไปมา กอปรไปกับผ้าคลุมสีเทาดำด้านหลังที่เป็สัญลักษณ์อาทิตย์ตกดินกลับหัว ทำให้ภาพลักษณ์ดูน่าเกรงขามเป็อย่างยิ่งมิต่างจากเทพาลงมาจุติ
“เพ้อเ้าอะไรวะ”
ั์แดงเดือดสบถออกมาก่อนที่จะพุ่งเข้าหาคนที่ควรจะตายไปแล้ว ข้อเสนอแบบนี้เห็นได้ชัดว่าเป็การจงใจยั่วยุให้มันขาดสติ ซึ่งตัวมันเองก็ยอมรับว่าได้ผลดีเกินคาด
“บัญญัติแห่งความตาย”
ฟรึบ!
ขณะใช้ทักษะก้าวเท้า ดวงตาของมันถูกหมอกปกคลุมจนกลายเป็สีดำ พร้อมกับนัตย์ตาแดงฉานก่อนที่จะโค้งตัวลงในอากาศแล้วหายไปในอากาศโดยไร้สุ้มเสียง ก่อนที่จะโผล่อีกทีตรงร่างสถิตของดาฟเนียร์
“ฮ่าฮ่า ไร้ประโยชน์”
อาร์คยกมือขวาขึ้นแล้วดีดนิ้วออกไป
เป๊าะ!
ราวกับเวลาหยุดลงอีกครั้ง ภายใต้อาณาเขตของกฎอัสนี แรงโน้มถ่วงถูกกดทับลงทั้งบนและล่าง สายฟ้าสีม่วงที่เกิดประกายเล็กๆ จากนิ้วมือก็เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
เปรี๊ยะ! ชัวะ!
เกิดแสงสว่างวาบไปทั่วบริเวณก่อนที่จะหายไปหลงเหลือเพียงรอยดาบที่เคยพุ่งผ่านพื้นดินและเปิดรอยเมฆบนท้องฟ้าเอาไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าเป็การโจมตีในพริบตาอย่างแท้จริง เป็การลงมืออย่างเหี้ยมหาญถึงขีดสุด
“บัดซบ”
นับเป็ครั้งที่สองที่ั์แดงเดือดถูกแสงสว่างขาวโพลนกลืนหายไป แม้แต่ตายอย่างไรก็ไม่ทราบ เมื่อดูที่รอยดาบบนพื้นยิ่งทำให้มันเดือดดาลเข้าไปใหญ่ เพราะมันััถึงใบดาบที่ผ่านตัวไปไม่ได้ด้วยซ้ำ สิ่งนี้เป็การบ่งบอกว่ามันอ่อนแอเกินไป และเป็ไปได้ยากที่จะชนะในศึกนี้ สำหรับความตายมันไม่เคยหวาดกลัว เพราะตราบใดที่นพเก้าเ้านายของมันยังอยู่มันก็จะมีชีวิตเป็ะ
(ั์แดงเดือด)
เสียงนพเก้าส่งมาจากระยะ 30 ลี้
“อ้าวเฮ้ย! นายท่าน”
ั์แดงเดือดรีบหันกลับไปมอง มันคิดจะสู้เพื่อถ่วงเวลาให้นพเก้าหลบหนี ไม่คาดคิดว่านายเหนือหัวของมันพร้อมจะสู้เป็ตายกับมันอีกครั้ง มันอดไม่ได้ที่ใช้สายตาอันอบอุ่นมองเ้านายของมัน
...
(บัดซบ!)
นพเก้าสบถในใจ เขา้าจะเข้ามาวางกับดักอย่างลับๆ แต่หมอนี่มันดันทำเสียเื่ซะได้ หนำซ้ำยังทำให้ศัตรูรู้ตำแหน่งที่ซ่อนตัวของเขาอีก
“หืม มดปลวกอีกตัวหนึ่ง”
อาร์คมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่า 30 ลี้ ทางทิศตะวันออก เขาแทบไม่อาจััตัวตนของนพเก้า จากเศษเสี้ยวความทรงจำของดาฟเนียร์ทำให้เขารู้ว่าชายหนุ่มมนุษย์ผู้นี้เป็อัจฉริยะนักปรุงยาที่มีกายาเทพโอสถแต่กำเนิด รวมถึงการอัญเชิญอสูรของเขตจักรพรรดิ นอกจากภูมิหลังที่ยิงใหญ่แล้วก็คงจะมีตัวตนลึกลับสนับสนุนอย่างแน่นอน
ในความคิดของเขาไม่มีทางเป็ไปได้ที่อัจฉริยะระดับนี้จะเกิดขึ้นทันทีโดนไร้ชื่อเสียงได้ ยกเว้นแต่จะถูกซ่อนไว้
อย่างไรก็ตามสิ่งนั้นไม่สำคัญ เพราะจากประสบการณ์ของเขาที่มองไปยังพื้นที่ว่างเปล่า ระดับค่ายกลของอีกฝ่ายควรจะเป็ระดับ 5 ดาวเป็อย่างน้อยถึงหลบเลี่ยงประสาทััของเขาได้
(ต้องกำจัดมันผู้นั้นเสียก่อน)
ถึงอย่างไรสถานะร่างภาชนะนี้เมื่อเขาจากไป ร่างภาชนะจะถูกทำลายโดยสมบูรณ์ ทำให้ไม่สามารถสืบค้นที่มาได้นอกเสียจากขอบเขตเทพศักดิ์สิทธิ์ แต่นั่นก็คงเป็เพียงฝันกลางวัน เพราะในภูมิภาคกลางจำนวนผู้ก้าวข้ามระดับนั้นสามารถนับนิ้วได้ นั่นจึงเป็เครื่องมือรับประกันเพียงพอที่สามารถทำให้เขาทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
ฟิ้ว!
อาร์คชี้นิ้วออกไปตรงจุดที่นพเก้าอยู่ ้าสังหารในบัดดล ด้วยอายุวัยเยาว์เพียงเท่านี้ก็สามารถมาถึงระดับนี้ได้ รอให้เขาจับดวงิญญามาสืบค้นได้เมื่อไหร่ ทั้งความลับของพื้นหลังและที่มาของเผ่าพันธุ์แวมไพร์ก็จะตกเป็ของเขา กอปรกับแก้แค้นให้ข้ารับใช้คนโปรดขององค์ชายอย่างอาฟฟี่โลน เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัว
“ฮึม อย่าได้หวัง”
มีหรือที่ั์แดงเดือดจะปล่อยให้อีกฝ่ายทำตาใจชอบ
พูดจบมันก็แบ่งโลหิตส่วนหนึ่งออกมาเป็สามร่างเงามายาขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นกลาง ก่อนที่ทั้งสองตนจะพุ่งออกไปสามทิศทางก่อนที่จะไปโผล่ตรงหน้าของอาร์คหมายจะสกัดกั้นการโจมตีนี้
“ไร้ประโยชน์”
อาร์คปล่อยสนามพลังออกมาอีกครั้ง ลำพังระดับแค่นี้เขาใช้พลังแค่ 1 ส่วน 10 ก็เพียงพอให้อสูรพวกนั้นอยู่กับที่
แน่นอนว่ามันควรจะเป็เช่นนั้น
หืม
ดูเหมือนจะไม่เป็อย่างที่เขาคิดไว้ เสี้ยววินาทีหนึ่งเขาััได้ว่ามันมีบางสิ่งเข้ามารบกวนสนามพลังของเขา อาร์คมองยังทิศทางที่นพเก้ายืนอยู่มันมีเสาโทเท็มตั้งอยู่ั้แ่เมื่อไรไม่รู้ และเมื่อเขาสังเกตดูพบว่ามีอีก 7 อันเป็เหล่าลูกสมุนของั์แดงเดือดเองที่ลงมือทำก่อนที่จะสลายเป็หมอกเืแล้วหายไปในอากาศ
“เป็ไปได้อย่างไร?”
ค่ายกลที่สามารถสะกดพลังของเขตครึ่งก้าวจ้าว์ได้อย่างน้อยต้องเป็ระดับ 5 ดาวขั้นสูงสุด แต่สิ่งนั้นมันควรหายสาบสูญไปแล้วในทวีปนี้
เขาพูดยังไม่ทันจบเงามายาของั์แดงเดือดทั้งสองตัวก็พองขยายขึ้นแล้วะเิออกมาพร้อมกัน
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
“แค่กๆ ระยำ พิษงั้นรึ?”
มิใช่การโจมตี แต่เป็พลังงานบางอย่างที่ทำให้เขาฉุนจนแสบคอ ตกลงไอเด็กนั่นมันมีกลอุบายกี่อย่างกันแน่
ไม่นานกลุ่มควันสีแดงก็อันตรธานหายไปหลังจากอีกฝ่ายโบกมือ เผยให้เห็นดาฟเนียร์ (รางภาชนะ) ที่ดวงตาแดงก่ำราวกับปีศาจ
“เป็อย่างไรล่ะ ทักษะนี้ข้าตั้งชื่อว่าตดเพลิง ฮ่าฮ่า”
ั์แดงเดือดหัวเราะสะใจจากผลงานของตน ขณะที่สกัดกั้นการโจมตีเมื่อครู่ มันก็ได้เปลี่ยนรูปแบบเคียวมรณะเป็เคียวคุซาริกามิสองเล่มแล้วควงด้วยความเร็วสูงในอากาศรอบตัวจนตอนนี้มีรัศมีมากกว่า 100 เมตรในแต่ละด้าน ถึงเวลาเอาจริงของมันแล้ว
“ตั้งชื่อได้ห่วยแตกสิ้นดี”
จิตตาภาแค่นเสียง นางกำลังรออย่างอดทน ดูเหมือนรอบนี้เ้าเด็กหนุ่ม ไม่สิ ตาแก่ในร่างเด็กนี่ไม่มีทางต่อกรกับอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน ครั้งนี้นางควรจะเรียกสมบัติเท่าไหร่ดี นางคิดในใจขณะยิ้มอย่างจิ้งจอกเ้าเล่ห์
แต่นางหารู้ไม่ว่าครั้งนี้นพเก้ามั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน หากเทียบกับกับจักรพรรดิอสูรทั้งสามในป่ามรณะทางตอนใต้ เขาประเมินได้ว่าอาร์คมีความสามารถตอนสู้เพียงหนึ่งตัวกับอีกครึ่งเท่านั้น นอกจากนี้กับดักของเขาที่วางไวก็เกือบสมบูรณ์แบบ ดันติดแค่ว่ามีไอโง่คนหนึ่งมาทำลายแผนการ
“ด้วยอำนาจบารมีของข้า จงยอมศิโรราบเสีย เพราะข้าคือ-”
คำพูดมากมายความหมายช่างมัน จริงๆ มันหาได้มีคาถาอันใดไม่ หากแต่พยายามถ่วงเวลาก็เท่านั้น มันไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อยที่ทำลายแผนการ เพราะถึงอย่างไรมันก็พูดออกไปอย่างบริสุทธิ์ใจด้วยความเป็ห่วงเ้านาย
...
หลังจากจบศึกนี้นพเก้าตั้งใจจะขังมันไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน เขาจะเรียกมันออกมายามจำเป็เท่านั้น
“บัดซบ จ-เ้า”
ด้วยฤทธิ์ของบันดาลโทสะส่งผลให้ควบคุมสภาวะจิตใจและอารมณ์ได้ยาก
“ผู้ที่ตายก่อนก็คือเ้า ไออสูรปากมาก”
ถึงแม้เขาจะไม่อาจใช้สนามพลังได้ แต่เขาก็เป็อัศวิน
“ดาบผลาญโลกา”
ครืน!
บรรยากาศพรรณหนักหน่วงขึ้นอีกครั้งราวกับแรงโน้มถ่วงถูกทำให้ลอยขึ้น เศษดินรวมถึงซากปรักหักพังต่างๆ ค่อยๆ ลอยขึ้นในรัศมี 100 ฟูมฟัก
“จงออกมา”
ฟรึบ
ขณะที่อาร์คหลับตาลง ก็มีแสงสว่างของดวงจิตปรากฏขึ้น มันคือจิติญญาแห่งดาบที่แหลมคมที่ถูกขัดเกลามาั้แ่ยุกา เสียงกรีดร้องจากสิ่งมีชีวิตโบราณลอยออกมาจากฟากฟ้าที่เมฆหมุนเป็ทรงกลม ก่อนที่เศษซากทุกอย่างรอบบริเวณจะถูกดูดขึ้นไปและอัดแน่นอย่างรวดเร็วจนหลอมรวมกับเสียงของสัตว์ร้ายบนฟากฟ้า
นพเก้ามองดูด้วยพลังแห่งสังสารวัฏที่ได้มาจากการสังหารคร่าชีวิตนับไม่ถ้วนจนก่อเกิดทักษะจากขุมนรก เมื่อมองดูท้องฟ้าเขาเห็นว่าในอดีตกาลเหล่าสัตว์ร้ายเคยถูกสังหารอย่างทรมาน เมื่อรวมข้ากับคาถาพิเศษของเผ่าพันธุ์ั์จึงเปลี่ยนเป็ความแค้นที่หลอมรวมกับจิติญญาดาบ
ครืน
ไม่นานดาบขนาดมหึมาที่มืดฟ้ามัวดินก็ปรากฏขึ้นในสายตาของคนทั้งเมืองหลวงสิงห์คำรน การฟาดดาบลงมาครั้งนี้มิต่างจากหายนะจากทัณฑ์์ สายฟ้าสีม่วงร้องคำรามราวกับมีชีวิต หมู่เมฆแยกออกเผยให้เห็นิญญาอาฆาตของอสูรโบราณเหนือท้องฟ้า พวกเขาได้ต่ภาวนาว่าผลกระทบจะไม่มาถึงพวกเขา
“ตาย!!”
ดวงตาที่แดงก่ำและการฉีกยิ้มที่น่าขนลุก อาร์คที่ชูมือขึ้นฟ้าก็ชี้ไปที่ั์แดงเดือดทันที ส่งผลให้ดาบขนาดั์ที่มีสีดำสนิทจนเลยหมู่เมฆวางฟันลงมา รัศมีของมันเกือบ 200 ลี้
“นพเก้า เ้ามัวชักช้าอยู่ไย”
จิตตาภามองเอลฟ์วิตถารนั่นราวกับมองคนบ้า ดูเหมือนสติของมันผู้นี้จะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอีกต่อไป จนลืมไปแล้วว่ายังอยู่ในร่างของดาฟเนียร์ซึ่งมีเพียงภาชนะขอบเขตกายาจักรพรรดิเท่านั้น สิ่งนี้ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายหากเคล็ดวิชานี้ตกลงมาถึงพื้น
ขณะที่ดาบผลาญโลกาถล่มลงมา ั์แดงเดือดก็มองไปบนฟากฟ้าด้วยนัยต์ตาสีแดงฉานภายในดวงตาสีดำทมิฬ สองมือของมันปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความตายออกมาหลอมรวมกับเคียวมรณะทั้งสองเล่มก่อนที่จะเกิดพายุสีดำทมิฬอย่างรวดเร็ว
“รัตติกาลมิสิ้นแสง”
วูบ!
ชั่วพริบตาหลังจากเส้นผ่านศูนย์กลางพายุรัศมี 100 เมตรแผ่ขยายออกไปถึง 10 กิโลเมตรจนล้อมรอบตัวของั์แดงเดือดเป็ก้อนพลังงานสีดำจากกลุ่มควันลอยวน แต่เมื่อเทียบกับเคล็ดวิชาของอาร์ค ขนาดของมันไม่ต่างจากมดกับช้าง
“สังเวยโลหิต”
หากจะบอกว่า ‘นักรบโลหิต’ เป็ทักษะอัญเชิญสิ่งมีชีวิต ‘สังเวยโลหิต’ ก็เป็การหลอมกลั่นเพื่อสังเวยพลังให้กับมัน
ทันใดนั้นภายในตันเถียนของนพเก้าอสูรมากกว่าห้าหมื่นตัวที่หลับใหลอยู่ก็ตื่นขึ้นบางส่วน ก่อนที่จะพุ่งเข้าไปยังเสี้ยวหนึ่งของหัวใจที่เป็อัญมณีสีแดงบริเวณทางซ้าย มันคือสะพานเชื่อมต่อกับร่างหลักของนพเก้าและั์แดงเดือดโดยตรง ไม่นานบรรดาอสูรที่รวบรวมมาจากป่ามรณะก็หายไปหนึ่งในสาม เหลือเพียงบริวารทั้ง 25 ตนที่เพิ่มขึ้นมาบางส่วนกับอสูรขอบเขตต่ำกว่าราชันยุทธ์ที่กระจายอยู่ตามเส้นลมปราณเพื่อป้องกันสิ่งรุกรานจากภายนอกเท่านั้น ทำให้รอบบริเวณตันเถียนมีเพียงชิกก้าที่ลอยวนอยู่ในสภาวะตระหนักรู้เช่นเดิม
อย่างเงียบๆ อสูรที่ถูกปลดปล่อยออกมาไม่ได้รุกล้ำมาสู่ภายนอก แต่กำลังถูกเปลี่ยนเป็หมอกโลหิตมิต่างจากกลายเป็สารอาหารเพื่อฟูมฟักบางสิ่งภายใต้ก้อนสีดำทมิฬที่ลอยอยู่บนฟากฟ้า
“ม่ายยย”
คาริสกับคณะที่อยู่ห่างออกไปบนท้องฟ้า ดูเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาสิ้นหวัง ดูเหมือนครั้งนี้พวกเขาจะไม่สามารถมีหน้าอยู่ในตำแหน่งได้อีกต่อไปต่อให้สร้างผลงานแค่ไหนก็ตาม พวกเขาอดไม่ได้ที่จะมองไปที่หยางเก๋อในสภาพฟกช้ำดำเขียวจากการถูกอัดมาตลอดทาง
ครืน
อย่างรวดเร็วคมดาบขนาดมหึมาลงมาถึงก้อนทมิฬสีดำ แต่ชั่ววินาทีนั้น
แกร็ก ตู้ม!!
เสียงกระจกแตกร้าวดังระงมแล้วตามมาด้วยแสงสีแดงเืที่ค่อยๆ ลุกลามไปราวกับใยแมงมุมบนก่อนสีดำทมิฬ จากนั้นปรากฏเคียวมรณะที่มีขนาดมากกว่า 3 เมตรไข้วกันสกัดกั้นดาบั์ไว้กลางอากาศจนหยุดชะงัก
ฟุบ! ปัง! ปัง! ปัง!!
เสียงอาวุธทั้งสองปะทะกันเกิดระลอกคลื่นทับซ้อนมากกว่า 3 ครั้งจนพื้นดินที่เรียบเนียนแตกร้าวลงไปโดยมีกลุ่มควันเป็จุดศูนย์กลาง
หลังจากนั้นกลุ่มควันก็ค่อยๆ สลายไปเผยให้เห็นสองแขนภายใต้ชุดเกราะหนักสีแดงเืลายกนกไทย
“อะไรกัน”
อาร์คมองดูสิ่งมีชีวิตปริศนาที่มีสี่แขนตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
เพราะทั้งตัวของมันสวมชุดเกราะสีแดงเืลวดลายอักษรรูนลึกลับลอยวนตลอดเวลาพร้อมกับเสียงอสูรร้าย ดวงตาของมันกลวงโบ๋ดำสนิทราวกับไม่มีชีวิต และทั้งสองมือ้าของมันถือเคียวมรณะที่มีขนาดมากกว่า 3 เมตร สองแขนล่างยืนกอดอกราวกับไม่มีสิ่งใดทำมันสะทกสะท้านได้ กอปรกับผ้าคลุมสีแดงที่แผ่กลิ่นอายสังหารออกมาตลอดเวลาทำให้มันดูไม่ต่างจากเทพแห่งความตายที่เต็มไปด้วยความกระหายในการคร่าชีวิต
นี่คือรูปลักษณ์แบบที่ 2 ของั์แดงเดือด “ร่างจอมพลมารโลหิต” ตอนนี้ระดับพลังของมันได้ไปถึงขีดสุดขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุดอีกครั้ง
“ฮ่าฮ่า ยอดเยี่ยม เ้าทำให้ข้าต้องเอาจริง”
ถึงแม้จะไม่สามารถใช้สนามพลังได้ แต่จอมยุทธ์ขอบเขตจ้าว์เช่นเขาก็มีทักษะมากมายทัยังไม่ได้ใช้ออกมา
ฟึบ
อาร์คหายไปจากพื้นแล้วไปปรากฏเหนือท้องฟ้า เบื้องล่างสายตาของเขาเป็ดาบขนาดั์ที่กำลังถูกซัดกลับขึ้นมา
“อย่าได้หวัง”
ดวงตาของอาร์คปรากฏสายฟ้าปะทุขึ้น สองมือของเขาประสานกับแบบพุทราแล้วยื่นออกไปในแนวระดับ จากนั้นมือซ้ายทั้งนิ้วชี้และนิ้วกลางยกขึ้นเพื่อเล็งแบบธนู มือขวากลายเป็กรงเล็บสีทองโดยมีสายฟ้าสีม่วงปะทุ
ครืด
การง้างกรงเล็บกลับมาเผยให้เห็นสายฟ้าที่กำลังฉีกอากาศตามรอยกรงเล็บ แม้แต่บรรยากาศรอบตัวก็ราวกับถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดจนกลายเป็สุญญากาศ จนกระทั่งแขนขวาง้างกลับไปสุดลำตัว
วืบ! วืด!
แนวยาวของอากาศที่ถูกฉีกออกเกิดเป็แสงสว่างวาบแล้วกลายเป็ลูกศรที่ควบแน่นด้วยลมและสายฟ้า
ฟิ้ว!
โดยไม่รีรอ อาร์คปลดปล่อยทักษะ ‘เกาทัณฑ์สายฟ้าแห่งอาร์เธน่อน’ ออกไปโดยทิศทางของมันพุ่งเข้าที่กลางกบาลของั์แดงเดือด ลูกศรพุ่งออกไปราวกับมีชีวิตก่อนที่ควบแน่นแน่นเป็ม้าเพกาซัสที่ทั้งตัวควบแน่นด้วยเกราะสีทอง
ฟึบ!
และในขณะเดียวหลังปลดปล่อยทักษะ อาร์คก็หายวับไปในอากาศและปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเหนือพื้นผิวของดาบั์โบราณ มือซ้ายของเขาแบมือออก และเล็งไปด้านหน้า ขณะที่แขนขวาง้างจนสุดลำตัว
“หมัดแรกกำเนิด”
อาร์ครวบรวมพลังที่กำปั้นขวา เกิดภาพลวงตาของต้นอิกดราซิลชั่วขณะก่อนที่จะหลอมรวมกับฝ่ามือ ทันใดนั้นฝ่ามือของเขาก็หนักขึ้นมหาศาลจนไม่สามารถประมาณได้ เมื่อรวมกับสายฟ้าที่เป็พลังธาตุของเขาระดับพลังจึงกลายเป็เท่าทวี
ตู้ม!
ดาบเกิดรอยแตกร้าวส่วนหนึ่งก่อนที่จะสะท้อนกลับเขาหาั์แดงเดือดอีกครั้งที่ด้านล่าง โดยที่ความเร็วและพลังของมันเพิ่มขึ้นกว่าเดิม
เสี้ยววินาทีที่ดาบั์และธนูสายฟ้าพุ่งเข้าถึงระยะ 10 เมตร ดวงตาของั์แดงเดือดที่กลวงโบ๋มาตลอดก็เผยให้เห็นเปลวเพลิงสีแดงภายใน