ตอนที่ 9: งานเลี้ยงจอมปลอม
ฉันยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจกเงบานใหญ่ภายในห้องแต่งตัวของคอนโดพรีเมียมที่ท่าน ส.ส. วิทูร จัดหาให้ พลางสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ค่ำคืนนี้ ฉันต้องสวมบทบาทเป็น 'เลขาฯ ส่วนตัว' ของนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล เพื่อติดตามเขาไปร่วมงานเลี้ยงการกุศลระดับประเทศซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมห้าดาวใจกลางกรุงเทพมหานคร การเลือกเสื้อผ้าหน้าผมจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและพิถีพิถันเป็นพิเศษ
ชุดเดรสยาวรัดรูปสีแชมเปญถูกเลือกมาสวมใส่ เนื้อผ้าไหมอิตาลีทิ้งตัวสวยและขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าของฉันให้ดูโดดเด่น ทว่าดีไซน์กลับดูเรียบหรูและมิดชิดบริเวณช่วงบน เพื่อรักษาคอนเซปต์ความเป็นกุลสตรีผู้มีความรู้และมีระดับเข้าสังคม เมคอัพบนใบหน้าถูกแต่งแต้มในโทนสีนู้ดชมพูที่ดูเป็นธรรมชาติแต่แฝงความโฉบเฉี่ยวเอาไว้ที่เส้นอายไลเนอร์คมกริบ ผมยาวสลวยถูกเกล้าเก็บเป็นมวยต่ำ เผยให้เห็นลำคอระหงและต่างหูเพชรเม็ดเล็กที่ส่องประกายล้อแสงไฟ
มันคือภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ... ไม่สวยสะดุดตาจนขโมยซีนเจ้าของงาน แต่ก็มีเสน่ห์ดึงดูดมากพอที่จะทำให้ผู้ชายทุกคนต้องเหลียวมอง
เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อย ฉันก็ก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่บนเบาะหลังของรถยุโรปคันหรูที่จอดรออยู่หน้าคอนโด ภายในรถมีท่าน ส.ส. วิทูร ในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิทนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ไอเย็นฉ่ำจากแอร์คอนดิชันเนอร์ภายในรถ ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกร้อนรุ่มในดวงตาของชายวัยกลางคนลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย เขากวาดสายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบเค้นที่ต้นขาของฉันเบาๆ ผ่านเนื้อผ้าของชุดเดรส
"หนูพราวของพี่สวยมากเลยครับวันนี้... สวยจนพี่ชักไม่อยากไปงานเลี้ยงแล้วสิ อยากจะพาหนูเลี้ยวรถกลับไปที่เซฟเฮาส์ของเราซะเดี๋ยวนี้เลย" วิทูรหยอดคำหวานด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"ไม่ได้นะคะพี่วิทูร งานคืนนี้สำคัญมาก มีแต่นักการเมืองกับนักธุรกิจระดับวีไอพีทั้งนั้น... พี่วิทูรต้องไปแสดงตัวให้สื่อมวลชนเห็นนะคะ จะได้เป็นข่าวหน้าหนึ่งไงคะ" ฉันหัวเราะคิกคัก แสร้งทำเป็นเขินอายแล้วตีลงบนหลังมือของเขาเบาๆ
"ฮ่าๆๆ ก็จริงของหนู... แต่พอเห็นหน้าหวานๆ ของหนูทีไร พี่ก็อดใจไม่ค่อยจะอยู่ทุกที" เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "เอาเถอะ ไปทำหน้าที่ 'ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ' สักสองสามชั่วโมง แล้วคืนนี้พี่จะกลับมาให้หนูพราว 'ดูแล' เป็นการส่วนตัวให้หนำใจไปเลย"
ฉันส่งยิ้มหวานระยิบระยับกลับไปให้เขา ภายในใจลอบวิเคราะห์ความย้อนแย้งของผู้ชายคนนี้อย่างนึกขบขัน เบื้องหน้าเขาคือนักการเมืองผู้มีอุดมการณ์แรงกล้า เป็นหัวหน้าครอบครัวที่แสนดี แต่เบื้องหลังกลับเป็นแค่ตาลุงตัณหากลับที่ถูกเด็กสาวคราวลูกอย่างฉันปั่นหัวและควบคุมได้อย่างง่ายดายด้วยมารยาเพียงเล็กน้อย
...
บรรยากาศภายในโถงจัดเลี้ยงหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาว เต็มไปด้วยความโอ่อ่าอลังการ โคมไฟระย้าคริสตัลช่อใหญ่ส่องแสงระยิบระยับ เสียงดนตรีบรรเลงเพลงคลาสสิกคลอเคล้าไปกับเสียงพูดคุยของบรรดาแขกเหรื่อซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ลากมากดี นักการเมืองระดับประเทศ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และนักธุรกิจระดับแนวหน้าของเมืองไทย
ฉันเดินตามหลังท่าน ส.ส. วิทูร เข้ามาในงานอย่างเงียบๆ รักษาระยะห่างให้ดูเป็นมืออาชีพในฐานะผู้ช่วยเลขานุการส่วนตัว คอยถือแฟ้มเอกสารและแท็บเล็ตอยู่ในมือ แสร้งทำเป็นจดบันทึกและจัดการตารางงานให้เขาอย่างขะมักเขม้น
เพียงไม่นานหลังจากที่เรามาถึง ผู้หญิงวัยกลางคนรูปร่างสะโอดสะองในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มประดับเลื่อมเพชรก็เดินตรงรี่เข้ามาหาเรา เธอคือ 'คุณหญิงดาริกา' ภรรยาหลวงที่ถูกต้องตามกฎหมายของ ส.ส. วิทูร ผู้ซึ่งมาจากตระกูลผู้ดีเก่าและมีฐานะร่ำรวยไม่แพ้กัน
"คุณพี่คะ... นักข่าวจากหลายสำนักมารอสัมภาษณ์เราตรงจุดถ่ายภาพแล้วค่ะ รีบไปกันเถอะค่ะ" คุณหญิงดาริกาคล้องแขนสามีของเธอด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย ท่าทีสง่างามสมกับเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของนักการเมืองใหญ่
"อืม... ไปสิคุณ" วิทูรตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาหันมาพยักหน้าให้ฉันเล็กน้อยเป็นเชิงบอกให้รออยู่ตรงนี้ ก่อนจะเดินเคียงคู่ภรรยาหลวงไปที่แบ็กดรอปหน้างานเพื่อโพสท่าให้ช่างภาพกดชัตเตอร์รัวๆ
ฉันถอยหลังออกมายืนหลบมุมอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะเครื่องดื่ม หยิบแชมเปญแก้วหนึ่งขึ้นมาจิบพลางทอดสายตามองภาพครอบครัวอันแสนอบอุ่นที่กำลังถูกถ่ายทอดออกสื่อ
วิทูรโอบเอวภรรยาของเขาอย่างทะนุถนอม ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กล้องและให้สัมภาษณ์ถึงโครงการการกุศลเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสด้วยถ้อยคำที่สละสลวยและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ภาพที่ปรากฏออกไปบนสื่อโซเชียลในคืนนี้ คงจะทำให้ประชาชนทั่วประเทศชื่นชมในความรักอันกลมเกลียวและความเป็นคนดีของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นที่ตกอยู่ในสถานะเมียน้อย หรือเด็กเลี้ยงอย่างฉัน... การต้องมายืนทนดูผู้ชายที่ตนนอนด้วยทุกคืน แสดงความรักกับภรรยาหลวงออกสื่อ คงจะเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดรวดร้าว เหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงหัวใจ
แต่สำหรับพราวรินทร์ในเวอร์ชันที่ตื่นรู้และผ่านการอัปเกรดความแข็งแกร่งมาแล้ว... ภาพตรงหน้ามันกลับทำให้ฉันรู้สึก 'ขบขัน' และสมเพชในความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมมนุษย์
ในฐานะนักศึกษาจิตวิทยา ฉันมองทะลุเปลือกนอกที่สวยงามเหล่านั้นเข้าไปถึงแก่นแท้ของความสัมพันธ์ คุณหญิงดาริกาไม่ใช่ผู้หญิงโง่ เธอเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงและมาจากตระกูลผู้ดีเก่า ไม่มีทางที่เธอจะไม่ระแคะระคายเรื่องที่สามีของตนเองมีบ้านเล็กบ้านน้อย หรือมีพฤทีพฤติกรรมชอบเลี้ยงเด็กสาวคราวลูก
แต่เหตุผลที่เธอยอมปิดตาข้างหนึ่ง และแสร้งทำเป็นภรรยาผู้แสนดีออกสื่อ ก็เพราะว่าเธอต้องการรักษา 'อำนาจ' 'หน้าตาทางสังคม' และ 'ผลประโยชน์' ที่ผูกโยงกันไว้อย่างแน่นหนาระหว่างตระกูลของเธอและตระกูลของวิทูรต่างหาก
นี่แหละคือหน้ากากจอมปลอมที่ชนชั้นสูงทุกคนสวมใส่!
ความรัก ความซื่อสัตย์ และคุณธรรม... มันเป็นแค่วาทกรรมสวยหรูที่เอาไว้ใช้หลอกประชาชนตาดำๆ และคนที่มีฐานะด้อยกว่าเท่านั้น ส่วนความจริงเบื้องหลัง ก็คือสมการแห่งผลประโยชน์และการแย่งชิงอำนาจที่ไม่ต่างอะไรจากฝูงสัตว์ป่า
ฉันกระตุกยิ้มหยันที่มุมปาก ยกแก้วแชมเปญขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะหมุนตัวเดินเลี่ยงหนีความวุ่นวาย ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่มุมสวนหย่อมด้านหลังห้องจัดเลี้ยง
บริเวณนี้ค่อนข้างมืดและเงียบสงบ ปราศจากผู้คนพลุกพล่าน มีเพียงแสงจันทร์สลัวๆ และแสงไฟสีส้มจากเสาไฟริมทางเดินเท่านั้น ฉันนั่งลงบนม้านั่งไม้ตัวยาว ปล่อยให้สายลมเย็นๆ ยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้า
"มาแอบหลบอยู่ตรงนี้นี่เอง... รู้ไหมว่าพี่มองหาหนูพราวไปทั่วงานเลยนะ"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายแบรนด์เนมที่โชยมาแตะจมูก ฉันหันกลับไปมอง ก็พบร่างสูงใหญ่ของ ส.ส. วิทูร ในชุดทักซิโด้กำลังเดินตรงเข้ามาหาฉันในเงามืด
"พี่วิทูร! ออกมาทำไมคะเนี่ย... เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าก็เป็นเรื่องหรอกค่ะ คุณหญิงดาริกาอยู่ข้างในงานไม่ใช่เหรอคะ?" ฉันแสร้งทำเป็นตกใจ ลุกขึ้นยืนและก้าวถอยหลังเล็กน้อยอย่างสงวนท่าที
"ช่างคุณหญิงประสาอะไรล่ะ... พี่เบื่อจะปั้นหน้ายิ้มให้สื่อสัมภาษณ์เต็มทีแล้ว" วิทูรบ่นอุบอิบ เขาเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของฉันเอาไว้ แล้วดึงร่างของฉันให้เข้าไปชิดกับแผงอกกว้างของเขาอย่างรวดเร็ว "หนูพราวรู้ไหม... เวลาที่พี่ยืนอยู่ตรงนั้น แล้วมองลงมาเห็นหนูยืนอยู่ห่างๆ พี่อยากจะเดินลงไปคว้าตัวหนูมากอดให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย"
"ปากหวานอีกแล้วนะคะ... เมื่อกี้ตอนยืนถ่ายรูปคู่กับคุณหญิง พราวยังเห็นพี่วิทูรยิ้มกว้างจนตาหยีอยู่เลยนี่คะ" ฉันใช้นิ้วชี้จิ้มลงบนแผงอกของเขาเบาๆ ออเซาะเย้าแหย่อย่างมีจริตจะก้าน "ความรักของคุณพี่กับคุณหญิงนี่... หวานชื่นจนพราวแอบอิจฉาเลยนะคะเนี่ย"
"หนูพราวก็รู้ว่ามันเป็นแค่การแสดงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง... ตัวจริงของพี่ หัวใจของพี่... มันอยู่ตรงนี้ต่างหากล่ะครับ"
วิทูรยกมือของฉันขึ้นมาจรดริมฝีปากจุมพิตลงบนหลังมืออย่างแสนรัก แววตาของเขาในเงามืดเต็มไปด้วยความหลงใหลและโหยหาอย่างปิดไม่มิด "หนูคือความสุขเดียวของพี่... คือสิ่งเยียวยาใจเดียวที่ทำให้พี่มีแรงสู้กับพวกสังคมจอมปลอมพวกนี้... ขอร้องล่ะ อย่าหึงหวงหรือน้อยใจพี่เลยนะ พรุ่งนี้พี่จะเซ็นเช็คซื้อรถสปอร์ตคันใหม่ให้หนูเป็นของขวัญปลอบใจ ดีไหมครับเด็กดี?"
รถสปอร์ตคันใหม่... แลกกับการแกล้งทำเป็นน้อยใจแค่ไม่กี่ประโยค...
ฮ่าๆๆ! โลกใบนี้มันช่างง่ายดายและตลกขบขันเสียเหลือเกิน
"พราวไม่ได้น้อยใจสักหน่อยค่ะพี่วิทูร... พราวรู้สถานะของตัวเองดีค่ะ" ฉันช้อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยความหยาดเยิ้ม โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน "แค่พี่วิทูรรักและเอ็นดูพราวแบบนี้ พราวก็มีความสุขที่สุดแล้วค่ะ... คืนนี้รีบกลับคอนโดนะคะ พราวจะเตรียม 'ของหวาน' ไว้รอเสิร์ฟพี่วิทูรถึงเตียงเลย"
ชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อถูกกระตุ้นกิเลสด้วยคำพูดสองแง่สองง่าม เขาขโมยหอมแก้มฉันฟอดใหญ่ด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะจำใจต้องเดินกลับเข้าไปในงานเลี้ยงเพื่อสวมหน้ากากสามีผู้แสนดีต่อไป
ฉันมองตามแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตา รอยยิ้มหวานหยดย้อยเมื่อครู่เลือนหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยรอยยิ้มเหยียดหยันและแววตาที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง
...
ดึกสงัดของคืนเดียวกัน หลังจากสิ้นสุดภารกิจปรนเปรอและรีดเค้นผลประโยชน์จาก ส.ส. วิทูรจนเขาหลับสนิท ฉันก็กลับมาที่หอพักส่วนตัวของตัวเอง
ฉันนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบแปรงขึ้นมาสางผมยาวสลวยของตัวเองช้าๆ มองจ้องเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวในกระจกเงา
ภาพความทรงจำในงานเลี้ยงจอมปลอมเมื่อหัวค่ำ ผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ มันยิ่งตอกย้ำให้ฉันมั่นใจในตรรกะและการตัดสินใจของตัวเอง ผู้ชายที่มีตำแหน่ง มีเงิน และมีหน้ามีตาในสังคมร้อยทั้งร้อย ล้วนแต่เป็นพวกสร้างภาพและนอกใจภรรยาทั้งสิ้น
พวกเขาคิดว่าตัวเองฉลาดและสามารถควบคุมทั้งครอบครัวและบ้านเล็กบ้านน้อยเอาไว้ได้ด้วยเงินตรา แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาก็เป็นแค่ 'ทาส' ของความใคร่และกิเลสตัณหาของตัวเอง
"ฉันจะไม่มีวันยอมตกเป็นเบี้ยล่าง หรือเป็นเหยื่อให้ความรักจอมปลอมพวกนั้นมาทำร้ายหัวใจของฉันเด็ดขาด" ฉันประกาศก้องกับเงาสะท้อนของตัวเองด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเด็ดเดี่ยว
การแอบกินลับหลัง... การสวมบทบาทเป็นของเล่นแสนหวานเพื่อปั่นหัวผู้ชายพวกนี้... มันไม่ใช่ความพ่ายแพ้ หรือความน่ารังเกียจ
แต่มันคือ 'ชัยชนะ' อันหอมหวาน คือเกมธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ต้องแบกรับภาระหน้าที่ หรือความคาดหวังใดๆ ของคำว่าครอบครัว
และฉัน... พราวรินทร์คนนี้ จะขอเป็นผู้เล่นที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร กอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า และจะเหยียบย่ำหน้ากากจอมปลอมของสังคมนี้ ให้แหลกลาญอยู่ใต้รองเท้าส้นสูงของฉันเอง!