ทันใดเกิดแสงสว่างวาบวัตถุใสดั่งแก้วหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูง เคลื่อนที่ชนะุกระเด็นเบี่ยงทิศไป วัตถุปริศนานั้นคือจักรแก้วที่ขุนฟองซัดออกมา ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนทุกคนตั้งตัวไม่ทัน จังหวะนั้นผู้การมาริษผลักหมวดอิงอิ้งจนเซไปด้านหน้า คนร้ายทั้งห้าคนต่างยกปืนกลระดมยิงใส่หมวดคนสวยดังสนั่น ตับตับตับตับ!!!!ตับตับตับตับ !!!!!
ฉับพลันเกิดแสงแก้วราววงกลมใสขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง3เมตร เป็เกราะแก้วบดบังห่าะุนับร้อย จักรแก้วเวียนกลับไปที่นิ้วชี้ขุนฟองในจังหวะเดียวกัน เขาซัดจักรแก้วออกไปอีกครั้ง พร้อมสวดคาถาสรรเสริญพระพุทธคุณแบบย้อนหลัง “ติ วา คะ ภะ โธ พุทธ” จักรแก้วขยายวงใหญ่ขึ้นอีกกว่าเท่าตัว หมุนตัดปืนกลทั้ง 5 กระบอกขาดกระสองท่อน พลางชักดาบออกจากฝักสะบัดดาบออกเป็วงขึ้นเหนือหัว พร้อมออกเสียงหนักแน่นกัมปนาท “ดาบฟ้าผ่า”
คลื่นพลังดั่งะเิกระแทกเหล่าร้ายทั้ง5กับผู้การจอมบงการกระเด็นไปคนละทาง ชั่วพริบตาขุนฟองเข้าถึงหมวดสาว ใช้มืออันแข็งแกร่งคว้ามือตำรวจหญิงดึงเข้ามาในอ้อมอกของตนตระกองกอดนิ่งอยู่ชั่วขณะ
“แม่นางเป็อะหยังก่เจ็บที่ใดพ่องขอสุมาเต๊อะ ข้าเ้ามาล่าไป ข้าเ้าขอสาบานนับจากบัดเดี๋ยวนี้เป็ต้นไป จะบ่ทิ้งแม่นางฮื้อโดดเดี่ยว”
หมวดอิงอิ้งซบอกขุนฟองโดยไม่ต้องระวังตัวความรู้สึกปลอดภัยจนอบอุ่นจากชายที่ตนมีใจแล่นเข้ากุมหัวใจจนท่วมท้น จึงสบตาเขานิ่งยิ้มด้วยความดีใจ เมื่อเหตุการณ์วิกฤตผ่อนคลายความรู้สึกเฉียดตาย ััความตายของเพื่อนร่วมงาน ความผิดหวังจากการโดนหักหลัง เป็แรงกดดันอย่างหนักทำให้ร้องไห้ออกมาเสียงดัง
”อิ้งไม่เป็ไรค่ะแค่เหนื่อยนิดหน่อยท่านขุนฟองมาทันเวลาพอดีค่ะ อิ้งตายแน่ถ้าท่านไม่มาช่วย”
เหล่าลูกสมุนนอนกองเจ็บอยู่กับพื้น ส่วนผู้การมาริษอาศัยจังหวะชุลมุนหนีเข้าป่าไป หมวดสาวจึงเร่งฝีเท้าตามไปอย่างรวดเร็ว ขุนฟองตามประกบเคียงข้าง ปัง!ปัง! เสียงปืนจากจอมบงการยิงสวนกลับมา ขุนฟองจึงดึงหมวดสาวมาโอบไว้กดร่างให้ก้มต่ำลง ร่างของเธอพริ้วไหวไม่มีอาการขัดขืนใดๆ รอยยิ้มอย่างมีเลศนัยแฝงความพึงใจผุดขึ้น
ฝ่ายหนีก็ยิ่งหนีเข้าป่าลึกฝ่ายติดตามก็ตามติดไม่ลดละ เหมือนเวลาผ่านไปนานมากทั้งที่ไม่ถึงชั่วโมง เสียงปืนกลรัวทำลายความเงียบขึ้นด้านหลังของหมวดสาวกับนักรบข้ามเวลาตับตับตับตับตับ!! จนต้องก้มหลบตามสัญชาตญาณ เมื่อจังหวะเสียงปืนเงียบลง ทั้งสองจึงเร่งฝีเท้าออกวิ่งเพื่อหามุมหลบ เสียงปืนกลดังอีกเป็ระยะ จากฝ่ายติดตามกลับกลายเป็ฝ่ายถูกรุกไล่ กลับไม่มีความเคลื่อนไหวจากจอมบงการใหญ่
ปืนพกของหมวดสาวเหลือเพียงสี่นัด ทั้งจักรแก้วและแก้วมณีของขุนฟองจะเกิดอานุภาพสูงสุดได้ เ้าของต้องมีจิตเป็สมาธิให้เกิดพลังบุญ มิใช่จะใช้เมื่อใดก็ได้ กอปรกับการไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันจนเข้าบ่ายคล้อยทำให้เหนื่อยล้าอ่อนกำลังลง
ทั้งสองจึงเห็นพ้องกันว่าควรหาที่หลบจากการไล่ล่าเป็การชั่วคราว เมื่อเร่งฝีเท้าจนเวลาผ่านไป่หนึ่ง พบปากถ้ำที่ฝังลึกลาดลงต่ำฝังอยู่กับแนวหินบนพื้น มีต้นไม้ใหญ่รกบังอยู่จึงซ่อนตัวเพื่อรอให้เหล่าร้ายผ่านไป ทั้งสองจึงเข้าไปเพื่อซุ่มดูความเคลื่อนไหว
ปากถ้ำมีช่องกว้างเพียงสอง่คน เมื่อเข้าไปอยู่ในถ้ำจึงเลี่ยงไม่พ้นที่ต่างจะต้องเบียดกัน ขุนฟองถือโอกาสดึงหมวดอิงอิ้งมาแนบอกตนเอง ตอนแรกหมวดสาวขยับตัวแต่ถูกแขนอันแข็งแรงของชายหนุ่มโอบรัดเอวหมวดคนสวยไว้ จนหน้าของทั้งสองต่างเกือบแนบชิดกัน จ้องตากันอยู่นิ่งจนคล้ายโลกหยุดหมุน
สักพักฝ่ายสาวต้องเบือนหน้าหนี “นี่เราต้องเบียดชิดกันแบบนี้ด้วยเหรอคะ”
ขุนฟองมองหน้าสาวที่ตนรักนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ั์ตาเป็ประกายบ่งบอกถึงความรู้สึกในใจที่ท่วมท้น
“แม่นางบ่ชอบใกล้ข้าเ้าแต๊ก๋า?” ชายหนุ่มจงใจััหญิงสาวใกล้ชิดเช่นนี้มาจากความรู้สึกลึกซึ้งจากใจ เขาเลื่อนหน้าเข้าใกล้หญิงสาวๆหลับตาพริ้ม อารมณ์ข้างในกำลังเตลิดปากกำลังจะแนบชิดกัน
ทันใดมีเสียงเหล่าร้ายเดินมาใกล้นับสิบคน“หาให้ทั่ว นายสั่งว่าถ้าเจอให้ยิงทิ้งได้ทันที”
ทำให้ชายหญิงต้องเบือนหน้าห่างกันด้วยความเขินอาย หมวดหญิงหลุบหน้าต่ำแววตาเหมือนโดนขัดใจ ในใจคิดด้วยขัดเคือง
“พวกแกมาได้ผิดจังหวะนะ อีกนิดเดียวเกือบแล้ว อิอิ”
เมื่อมั่นใจว่าเหล่าร้ายผ่านไปแล้ว ขุนฟองยังคงโอบเอวหมวดอิงอิ้งในท่าเดิม ส่วนเธอก็ไม่ได้ขยับตัวเพื่อเปลี่ยนท่า
แม้จะอยู่ในสถานการณ์อันตราย กลับสบตาชายหนุ่มทอแววเป็ประกายหวานพูดกับขุนฟองด้วยเสียงเบาๆ ด้วยระวังตัวป้องกันไม่ให้คนร้ายได้ยิน
”เราต้องหาทางหนีออกจากป่านี้ให้ได้แต่อิ้งก็ไม่คุ้นพื้นที่นะคะ ลูกปืนของอิ้งเหลือเพียงสี่นัดเอง ต้องเก็บไว้กรณีฉุกเฉินเท่านั้นไม่พอที่สำหรับใช้ปะทะกันมันเสี่ยงที่จะสู้ไม่ได้ค่ะ”
ขุนฟองทราบข้อจำกัด ดวงตาฉายแววเครียดจนเห็นได้ชัด“งันเฮาควรยะจะใดพ่อง”
“เราต้องซ่อนตัวหลบพวกมันให้พ้น เป็วิธีเดียวที่เราจะรอด พวกมันมีกี่คนอิ้งก็ไม่รู้มัน้าจะฆ่าอิ้งให้ได้ค่ะ”
ชายหนุ่มได้ยินที่หมวดสาวประเมินถึงความไม่ปลอดภัยของเธอ จึงบีบมือหมวดสาวแน่นเป็การปลอบใจ สายตาแสดงความรักและห่วงใยฉายออกมา
“เฮาซ่อนตัวฮื้อพ้นจากหมู่โจรเมื่อหมู่มันเลยไปแล้ว หากเฮาต้องไปยังทิศตรงข้ามเพื่อจักได้บ่ตามหลังมัน อาจป๊ะกับหมู่มันที่ตามมาเพิ่ม เฮาจักต้องไปตรงไป ฤาย้อนกลับทิศ บ่ควรไปทิศขวาฤาซ้ายแฮ๋ม”
ทั้งสองรออยู่สักครู่ใหญ่แต่ไม่มีเหล่าร้ายตามมาสมทบ
“ขุนฟองค่ะ เราควรไปข้างหน้าหรือถอยไปด้านกลังดีคะ”
ขุนฟองมองทิศทั้งสองทางอย่างพิจารณา “ไปทิศหน้าจักไปยังเนินเขา มีป่ารกที่เฮาจักพรางตัวได้แต่อาจหลงป่า อีกฟากนึงมีลำธารเล็ก เป็ทางราบบ่มีไม้สูงรกถ้าเดินนำไปจักสู่แหล่งน้ำใหญ่ป๊ะคุ้มผู้คน”
หมวดสาวเข้าใจกระจ่างทันที แหล่งน้ำจะเป็ชุมชนของชาวบ้าน
“เรามีโอกาสเจอไอ้ผู้การมาริษได้นะคะแล้วมันอาจตามแก๊งของมันมาช่วยเขาได้ เลือกทางไหนดีคะท่านขุนฟอง”
“ข้าเ้าว่าเฮาไปทางเชิงเขาแต่เฮาจักต้องหาทางออกฮื้อได้ก่อนค่ำเน้อ”
ทั้งสองจึงเร่งเดินทางไปยังเนินเขาระหว่างทางขุนฟองจับมือจูงหมวดอิงอิ้งแน่น หมวดสาวยินยอมให้ชายหนุ่มจูงมือโดยดี ต่างจับมือกันแน่น เธอััถึงความอบอุ่นจากความห่วงใย เติมเต็มความสมหวังในรักที่ก่อตัวขึ้น ใจเธอเต้นแรง จนแอบจินตนาการว่าถ้าในสถานการณ์ปกติได้จูงมือกัน โดยไม่มีแรงกดดันจากการต้องเอาชีวิตรอด จะมีความสุขมากเพียงใด
ตกบ่ายคล้อยแดดเริ่มลดความร้อนแรงแผดเผา กลายเป็แสงอบอุ่นพร้อมลมเย็นพัดเอื่อยความอ่อนล้า ความหิวกระหายของทั้งคู่เริ่มชัดเจนมากขึ้นจนหมดแรงที่จะบุกฝ่าป่าไปได้ โชคดีที่พบลำธารเล็กๆ อยู่ติดแนวป่ารก
หมวดสาวดีใจระงับอารมณ์ไม่อยู่ ยิ้มกว้างตามีประกายแห่ความหวัง
“ขุนฟองเราเจอแหล่งน้ำแล้วถ้ามันเป็ต้นน้ำเราเดินตามไปเรื่อยๆ จะเป็แหล่งชุมชน ซึ่งเดาว่าไอ้มาริษไม่น่าจะอยู่ด้านหน้าเพราะเราสองคนเดินข้ามเขากันมา”
ขุนฟองเห็นเธอลิงโลดจึงยิ้มออกมาพลอยมีความหวังตาม ทั้งสองต่างก้มลงวักน้ำดื่มกินล้างหน้าเอามาลูบตัว รู้สึกสดชื่น ก่อนนั่งลงริมธารน้ำใสเย็นนั้น
“เฮ้อ...ได้น้ำใสเย็นหายเหนื่อยสดชื่นขึ้นมาเลย” หญิงสาวเปรยออกมาด้วยรู้สึกผ่อนคลาย
ขุนฟองรู้สึกเช่นกัน แววตาอบอุ่นมองมาที่หมวดอิงอิ้ง “แม่นางหิวก่บ่ได้กินอะหยังมาทั้งวันเดี๋ยวข้าเ้าจะไปหามาฮื้อเ้าได้กิน”
หมวดสาวมองกลับด้วยสายตาที่ซาบซึ้งแสดงความเป็ห่วงชายหนุ่มไม่ต่างกัน พร้อมพยักหน้ารับ “หิวค่ะ แต่ยังพอทนได้ แล้วท่านหิวไหมคะ เราไปขุดเผือกขุดมันหาผลไม้ป่ากินกัน”
ต่างคนต่างมีทักษะในการเอาตัวรอดในป่า คนหนึ่งได้ฝึกหลักสูตรการเอาตัวรอดในป่าอยู่ 7วัน ส่วนอีกคนอาศัยในบ้านเมืองที่พัฒนามาจากป่า อยู่ใกล้ชิดกับป่ามาั้แ่ยังเป็เด็กน้อยจึงช่วยกันหาผลไม้ป่าหัวเผือกมันมากินกันเพื่อประทังชีวิต โดยดูออกว่าอะไรมีพิษกินได้หรือไม่
ทั้งสองตัดสินใจพักค้างคืนที่บริเวณแนวป่าไม่ไกลจากลำธาร พบกับโขดหินไม่สูงในพื้นป่าไม้ที่ไม่รกนักอยู่ไม่ไกลจากธารน้ำใส หลังจากกินอาหารประทังชีวิตเรียบร้อยฟ้าเริ่มมืดลง กองไฟที่ก่อลุกโชนเสียงประทุของเชื้อเพลืงดังเปรียะๆ ตลอดเวลา
ขุนฟองถอดเสื้อเชิ้ตออกเผยให้เห็นกล้ามอกอันแข็งแรงซิกซ์แพ็กหนาเป็ลอน หมวดอิงอิ้งอดมองด้วยสัญชาตญาณความเป็หญิงสาว เผลอจ้องอยู่นานจนเ้าของกล้ามมองตอบด้วยสีหน้าประหลาดใจ หมวดสาวจึงเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอาย
“ข้าเ้ามีอะหยังแปลกฤา ข้าเ้าจักลงไปอาบน้ำที่ลำธารก่อนฟ้าจะมืด แม่นางอยู่ที่นี่ใกล้กองไฟ อย่าไปที่ใด”
หญิงสาวพยักหน้ารับคำแต่ยังคงเผลอมองกล้ามอันแข็งแรงของชายหนุ่ม อุทานในใจว่า
“มัดกล้ามงามมากคนโบราณคงกินอาหารคลีน ไม่มีใขมันทำให้ร่างกายลีนมาก..โอ้ย...ยัยอิ้งคิดอะไรเนี่ย...สติๆ”
เมื่อขุนฟองชำระร่างกายเรียบร้อยจึงเดินมาหาหมวดสาวพร้อมเชิญชวน
“แม่นางบ่มักชำระกายพ่องตัวจักสบายคลายเหนื่อยได้แต๊ๆ”
หมวดคนสวยใในคำแนะนำของชายหนุ่มละล่ำละลักตอบ “ไม่ได้ค่ะ ไม่ได้ ตรงนั้นมืดก็มืด อิ้งกระดากเ้าป่าเ้าเขาอายท่าน”พูดพลางจับคอเสื้อเป็สัญชาตญาณการป้องกันตนเองทันที
ชายหนุ่มยิ้มกว้างรู้สึกขันในความอายของหญิงสาว“บ่เป็หยังข้าเ้าจักบ่ผ่อแม่นางแต่จักคอยระวังอยู่ไกลๆ บ่ต้องกังวลจะใด”