ทิงเสวี่ยจ้องมองมันเผาในมือราวกับว่ามันคือ “เนื้อพระถังซัมจั๋ง” อันเลิศรส
ทว่า... หลินฉางจื้อกับฉินหยวนเฟิงกลับเมินเฉยอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ฉินหยวนเฟิงที่เป็นคนควักกระเป๋าจ่ายเงินเองแท้ๆ ก็ยังไม่คิดจะแตะต้องสักหัว
เมื่อเห็นสองหนุ่มไม่สนใจ ทิงเสวี่ยก็ยิ้มร่า “พวกนายไม่กินก็ดี ของอร่อยขนาดนี้ งั้นฉันเหมาคนเดียวสามหัวเลยแล้วกัน... มีความสุขสุดๆ!”
หลินฉางจื้อส่ายหน้าอย่างระอา “อาเล็ก... อานี่มีความสุขง่ายจังนะ แค่ได้กินมันเผาก็ดีใจจนตัวลอยแล้วเหรอ? ถ้าได้กินไก่ กินปลา กินเนื้อ ไม่บินขึ้นฟ้าไปเลยหรือไง?”
ทิงเสวี่ยกัดมันเผาคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ พลางปรายตามองหลานชาย
“คนเราแค่ได้กินของที่ชอบที่สุด มันก็มีความสุขที่สุดแล้วย่ะ... เด็กน้อยอย่างนายจะไปเข้าใจอะไร”
หลินฉางจื้อ “...”
ฉินหยวนเฟิงมองทิงเสวี่ยที่กำลังจัดการมันเผาอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้
เขาไม่เคยเห็นใครกินมันเทศธรรมดาๆ ให้ดูเหมือนกำลังกินอาหารฮ่องเต้ได้ขนาดนี้มาก่อน... ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูก ตอนกินกับข้าวดีๆ ที่บ้านหวังหย่าจิ้ง เธอยังดูไม่มีความสุขเท่าตอนแทะมันเผานี่เลย
สังเกตดูแล้ว ยัยเปี๊ยกนี่ดูจะไม่ค่อยชอบพวกเนื้อสัตว์เท่าไหร่ แต่กลับชอบกินพวกอาหารที่มาจากธรรมชาติมากกว่า
แต่ถึงปากจะบอกว่าสู้ตาย สุดท้ายกระเพาะน้อยๆ ก็รับไม่ไหว เพราะเพิ่งจัดมื้อใหญ่ที่บ้านหวังหย่าจิ้งมาหมาดๆ ทิงเสวี่ยกินไปได้หัวเดียวก็จุกจนต้องยอมแพ้ อีกสองหัวที่เหลือจึงถูกห่อเก็บใส่กระเป๋าอย่างทะนุถนอม
......
หลังจากเดินย่อยกันสักพัก ทั้งสามก็พากันกลับหมู่บ้านต้าเหอ
เงินค่ามันเผาฉินหยวนเฟิงเป็นคนออกให้ ทิงเสวี่ยตั้งใจจะคืนให้โดยการแอบจ่ายค่ารถขากลับ แต่ก็ยังช้ากว่าฉินหยวนเฟิงที่มือไวกว่าอยู่ดี
บ่ายสามโมงกว่าๆ รถโดยสารก็พาพวกเขากลับมาถึงหมู่บ้าน
ตรงทางแยกก่อนแยกย้าย ทิงเสวี่ยรีบเรียกฉินหยวนเฟิงไว้
“หยวนเฟิง ค่ามันเผาที่นายออกไป เอาคืนไปนะ” เธอยื่นเงินหนึ่งหยวนให้
แต่ฉินหยวนเฟิงเบี่ยงตัวหลบ ไม่ยอมรับ “ถ้าเธอทำตัวห่างเหินแบบนี้อีก ฉันจะไม่เล่นด้วยแล้วนะ”
ทิงเสวี่ย “...”
เมื่อเจ้าหนี้ประกาศกร้าวขนาดนี้ ทิงเสวี่ยจึงจำใจต้องเก็บเงินคืน พลางจดบัญชีบุญคุณไว้ในใจเงียบๆ ว่าวันหลังค่อยหาโอกาสตอบแทน
......
ทางด้านหลินฉางจื้อ พอกลับถึงบ้านและพักหายเหนื่อย ก็ต้องเตรียมตัวกลับเข้าหอพักโรงเรียน
แม่ของเขาจัดแจงเสบียงสัมภาระใส่ถุงผ้าไว้ให้เรียบร้อย มีทั้งแผ่นแป้ง ผัดผักดอง แผ่นแป้งปิ้งทอดน้ำมันหอมกรุ่น และไข่ต้มอีกหลายฟอง นอกจากนี้ยังมีข้าวสาลีอีก 5 ชั่ง เพื่อเอาไปแลกตั๋วอาหารหรือหมั่นโถวที่โรงอาหาร
“วันนี้ไปเที่ยวในเมือง เงินยี่สิบหยวนที่แม่ให้ไป ใช้หมดแล้วล่ะสิ?” ภรรยาหลินหงเจี้ยนถามลูกชาย
“ยังไม่หมดครับ เหลืออีกตั้งเยอะ แม่ไม่ต้องให้เพิ่มหรอก”
“งั้นก็ดี... เงินที่เหลือก็เก็บไว้ใช้ยามจำเป็นนะ นอกจากซื้อกับข้าวกับเครื่องเขียนแล้ว ห้ามเอาไปซื้ออะไรไร้สาระเด็ดขาด รู้ไหมเงินทองมันหายาก...”
เสียงบ่นอันคุ้นเคยดังกรอกหูหลินฉางจื้อเป็นรอบที่ร้อยของวัน เด็กหนุ่มได้แต่พยักหน้าส่งๆ ด้วยความเบื่อหน่ายตามประสาวัยรุ่น
......
ตัดภาพมาที่มื้อเย็นบ้านหลินกั๋วผิง
ผู้เป็นพ่อสังเกตเห็นลูกสาวเขี่ยข้าวไปมา กินได้น้อยผิดปกติ จึงถามด้วยความเป็นห่วง “เสียวเสวี่ย กับข้าวไม่อร่อยเหรอลูก?”
“เปล่าค่ะ ฝีมือพ่ออร่อยที่สุดในโลก แต่หนูอิ่มจริงๆ ค่ะ... เมื่อกลางวันกินที่บ้านลุงหวังมาจนพุงกาง แถมขากลับยังฟาดมันเผาไปอีกหัวเบ้อเริ่ม”
“ถึงอิ่มก็ฝืนกินหน่อยนะลูก เดี๋ยวกลางคืนจะหิว กินดึกๆ มันไม่ดีต่อสุขภาพ”
ทิงเสวี่ยรับคำเบาๆ แล้วกัดหมั่นโถวคำโตเข้าปากเพื่อให้พ่อสบายใจ
หลังมื้อเย็น ทิงเสวี่ยรีบจัดการงานบ้านแล้วขลุกตัวอยู่ในห้องนอน
เธอหยิบนิตยสาร “โลกเยาวชน” ที่ได้มาจากบ้านหวังหย่าจิ้งออกมาอ่านอย่างตั้งใจ เป้าหมายหลักคือการไล่อ่านบทความของลู่เชียนสวิน
ในนิตยสารสองสามฉบับนี้ มีงานเขียนของลู่เชียนสวินตีพิมพ์อยู่หลายเรื่อง นอกจากเรื่องการปลูกต้นไม้แล้ว เรื่องอื่นๆ ก็เขียนได้เฉียบคมและลึกซึ้งเกินวัย
แม้ในตอนนั้นลู่เชียนสวินจะเป็นเพียงนักเรียนมัธยมต้น แต่สำนวนภาษากลับสละสลวยจนทิงเสวี่ยเชื่อมั่นว่า งานเขียนเหล่านี้จะผ่านการพิสูจน์ของกาลเวลาได้อย่างแน่นอน
เมื่ออ่านจบ ทิงเสวี่ยก็หยิบกระดาษเขียนจดหมายออกมาจากลิ้นชัก... เธอตัดสินใจจะเขียนจดหมายหาไอดอลในดวงใจ
ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ถือกำเนิด บล็อกหรือโซเชียลมีเดียยังไม่เกิด การจะติดต่อสื่อสารกับนักเขียนที่ชื่นชอบมีเพียงหนทางเดียวคือ “จดหมาย”
ทิงเสวี่ยเขียนข้อความสั้นๆ ประมาณครึ่งหน้ากระดาษ ด้วยลายมือบรรจงและภาษาที่จริงใจ ตรวจทานจนแน่ใจว่าไม่มีคำผิดแม้แต่คำเดียว จากนั้นเธอก็พับกระดาษจดหมายเป็นรูป “นกกระเรียน” อย่างประณีต ก่อนบรรจุลงซอง
......
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินกั๋วผิงกำลังจะออกไปขายซาลาเปาที่ตลาดนัด
“พ่อคะ ฝากส่งจดหมายฉบับนี้ที่ไปรษณีย์หน่อยนะคะ ซื้อแสตมป์สวยๆ ติดให้ด้วยนะ”
หลินกั๋วผิงรับซองจดหมายมาดูจ่าหน้าซอง “ลู่เชียนสวิน... นี่ใครเหรอ?”
“เขาเป็นพี่สาวนักเขียนคนเก่งค่ะ หนูอ่านงานเขาในนิตยสารแล้วชอบมาก เลยอยากเขียนไปขอเป็นเพื่อนทางจดหมายค่ะ”
“เสียวเสวี่ยของพ่อเก่งจริงๆ กล้าเขียนจดหมายหานักเขียนด้วย!” หลินกั๋วผิงยิ้มกว้าง มองดวงตากลมโตเหมือนลูกองุ่นของลูกสาวด้วยความเอ็นดู
หลังจากขายของหมด หลินกั๋วผิงก็แวะไปไปรษณีย์ เขาเลือกส่งแบบลงทะเบียนเพื่อความแน่ใจ ยอมจ่ายแพงกว่านิดหน่อยแต่สบายใจว่าจดหมายของลูกสาวจะไม่สูญหาย
......
วันเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงท้ายของภาคการศึกษา
บรรยากาศในโรงเรียนเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อการสอบปลายภาคใกล้เข้ามา นักเรียนทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทบทวนบทเรียน เพราะผลสอบปลายภาคคือใบเบิกทางสู่การฉลองปีใหม่อย่างมีความสุข
ช่วงนี้ฉินหยวนเฟิงนอนดึกทุกคืน สภาพขอบตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้าทำเอายายหวังอดเป็นห่วงไม่ได้
“หยวนเฟิงเอ๊ย... ยายรู้ว่าสอบปลายภาคมันสำคัญ แต่ก็อย่าหักโหมนักเลยลูก นอนดึกดื่นทุกคืนแบบนี้เดี๋ยวร่างกายจะแย่เอานะ”
ยายหวังพูดพลางยื่นไข่ต้มบำรุงกำลังให้หลานชาย
“ผมไม่เป็นไรครับยาย ไม่ต้องห่วง” ฉินหยวนเฟิงตอบรับด้วยความรู้สึกผิดลึกๆ
ที่เขานอนดึกตาสว่างคาตาอยู่ทุกคืน ไม่ใช่เพราะขยันอ่านหนังสือเรียน... แต่เป็นเพราะติดนิยายกำลังภายในงอมแงมต่างหาก!
โลกยุทธภพช่างดึงดูดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น เขาแทบอยากจะอ่านรวดเดียวให้จบเล่ม ดังนั้นเวลาทบทวนบทเรียนจึงกลายเป็นเวลาอ่านนิยายไปโดยปริยาย
ส่วนเรื่องสอบน่ะเหรอ? สำหรับหัวกะทิอย่างเขา ต่อให้อ่านนิยายทั้งคืนก็ยังสอบได้คะแนนดีอยู่แล้ว
แล้วขอบตาแพนด้านั่นมาจากไหน? ก็มาจากภารกิจ “แอบอ่านนิยายใต้ผ้าห่ม” โดยอาศัยแสงไฟฉายนั่นแหละ! แถมเด็ก ป.4 อย่างเขาคลังคำศัพท์ยังไม่เยอะ พอเจอคำยากๆ ในนิยายก็ต้องเปิด “พจนานุกรมซินหัว” ควบคู่ไปด้วย
กลายเป็นว่าการอ่านนิยายช่วยให้เขาเปิดพจนานุกรมจนคล่องปรื๋อไปซะอย่างนั้น!
......
และแล้ววันสอบปลายภาคก็มาถึง
การสอบกินเวลาเพียงครึ่งวัน เริ่มจากภาษาจีน ตามด้วยคณิตศาสตร์ สอบเสร็จก็แยกย้ายกลับบ้านได้
ขณะที่ทิงเสวี่ยกำลังเก็บของ ต่งน่าคู่ปรับตลอดกาลก็เดินเข้ามาทักทาย
“หลินทิงเสวี่ย! ทำข้อสอบได้ไหมล่ะ?” น้ำเสียงมั่นใจของต่งน่าบ่งบอกว่าครั้งนี้เธอเอาอยู่
“ก็พอได้... คิดว่าที่หนึ่งคงไม่หนีไปไหนหรอก” ทิงเสวี่ยตอบเรียบๆ
ต่งน่าเบ้ปาก “เชอะ! โม้ไปเถอะ! อย่าคิดว่าฉันไม่เห็นนะ ตอนคาบว่างเธอเอาแต่อ่านการ์ตูน ไม่เห็นจะทบทวนบทเรียนเลย ขี้เกียจแบบนี้ยังหวังจะได้ดีอีก!”
เพื่อที่จะล้มแชมป์เก่าอย่างทิงเสวี่ย ต่งน่าทุ่มเทอ่านหนังสืออย่างหนัก และเธอก็คอยจับตามองพฤติกรรมของทิงเสวี่ยตลอด ยิ่งเห็นทิงเสวี่ยชิลๆ เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าครั้งนี้ชัยชนะต้องเป็นของเธอ!
ทว่า... ความจริงมักโหดร้ายเสมอ
ผลสอบประกาศออกมาอย่างรวดเร็ว
หลินทิงเสวี่ยกวาดคะแนนเต็มร้อยทั้งสองวิชา ครองแชมป์ อันดับ 1 ของห้อง และอันดับ 1 ของสายชั้น อย่างไร้ข้อกังขา!
ส่วนต่งน่า ผู้มุ่งมั่นได้ที่ 2 ของห้องและที่ 3 ของสายชั้น...
ไม่ว่าจะสอบกี่รอบ เธอก็ยังวนเวียนอยู่ที่เลข 3 เหมือนโดนคำสาป
คนที่ได้ที่ 2 ของสายชั้นคือ จ้าวโป จากห้อง 2 ที่ทำคะแนนตามหลังทิงเสวี่ยมาติดๆ เพียงแค่ 0.5 คะแนนเท่านั้น
หลังเลิกเรียน ทิงเสวี่ยเดินมาเจอฉินหยวนเฟิงที่ยืนดักรออยู่หน้าโรงเรียน
ทั้งสองสบตากันแล้วถามขึ้นพร้อมกัน
“สอบได้เท่าไหร่?”
ทิงเสวี่ยยืดอก “เต็มร้อยสองวิชา ที่หนึ่งของชั้นปี... แล้วนายล่ะ?”
“ฉันก็ได้ที่หนึ่งของชั้นปีเหมือนกัน” ฉินหยวนเฟิงยักคิ้ว “คณิตร้อยเต็ม ภาษาจีนเก้าสิบแปด”
เนื่องจาก ป.3 ขึ้นไปเริ่มมีการเขียนเรียงความ การจะได้คะแนนเต็มวิชาภาษาจีนจึงยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ส่วนภาษาอังกฤษในยุคนี้ เด็กบ้านนอกต้องรอขึ้น ม.1 ถึงจะได้เริ่มเรียน A B C
สรุปแล้ว... ทั้งคู่ก็ยังคงรักษาตำแหน่ง “เทพเจ้าแห่งการสอบ” ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น!