ตอนที่ 23 ไม่ให้กินไม่ทำงาน! (2)
อันเสี่ยวเย่ว์พยักหน้าอย่างพอใจ ขอแค่อันลี่เปิ่นมีความคิดแบบนี้ ไม่กตัญญูแบบโง่ๆ ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว อย่างไรการจะเปลี่ยนแปลงคนอ่อนแอ คงจะเปลี่ยนทันทีเลยไม่ได้
“ท่านพ่อ วันนี้ท่านล่าไก่ป่ามาได้ ท่านย่าบอกว่าพรุ่งนี้จะทำให้อันหยวนเฟิงกิน ถึงตอนนั้น ท่านก็ลองขอให้พวกเราดู อย่างน้อยก็หนึ่งคนกินหนึ่งคำ ถ้าท่านปู่ท่านย่าไม่ยอม ท่านก็ไม่ต้องไปทำงาน” อันเสี่ยวเย่ว์เริ่มออกความคิด
“ไม่ทำงานหรือ” อันลี่เปิ่นมึนงง
“ใช่ ไม่ทำงานก็คือไม่ทำอะไร ไม่ให้ของกินก็ไม่ทำงาน!” อันเสี่ยวเย่ว์เลิกคิ้ว “ท่านพ่อ ถ้าท่านปู่ท่านย่าไม่ยอมปฏิบัติกับพวกเราอย่างยุติธรรม พรุ่งนี้ไม่ให้พวกเรากินเนื้อไก่ป่านั่น ท่านก็ไม่ต้องไปล่าสัตว์ ท่านเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่”
“เข้าใจ! แต่ว่า แบบนี้ไม่ได้! หากข้าไม่ไปล่าสัตว์ ท่านปู่ท่านย่าของเจ้าก็จะอารมณ์เสียแล้วมาตีข้า พ่อไม่ได้กลัวถูกตี แต่ว่าพวกเจ้าเองก็จะโดนไปด้วย!” อันลี่เปิ่นขมวดคิ้วแล้วส่ายศีรษะ “เกรงว่าจะไม่ได้!”
“ท่านปู่เป็นคนที่รักหน้าตา หากว่าเรื่องลุกลามใหญ่โต คนที่ขายหน้าคือเขา ถึงแต่ก่อนข้าจะโง่งม แต่ตอนนี้ข้าหายดีแล้ว ข้าไปสืบมาแล้วด้วย ว่ารายได้หลักของบ้านเรา แหล่งใหญ่ที่สุดก็มาจากการที่ท่านขึ้นเขาล่าสัตว์แล้วนำไปขาย และส่วนน้อยมาจากลุงใหญ่ทำงานเป็นคนงานที่บ้านของเจ้าของที่ดินเกา ส่วนอาสามและอาสี่ก็แค่ไปทำนาทำสวน ทั้งยังขี้เกียจตลอด ไม่ได้หาเงินอะไรเลย ของที่ได้จากที่นาที่สวนยังไม่พอกินในบ้านเลยด้วยซ้ำ! เงินที่อันหยวนเฟิงใช้ไปเรียนไปสอบ และเงินที่ทางบ้านต้องใช้จ่าย แทบจะมาจากท่านและลุงใหญ่หมดเลย แต่ว่าพวกเรากับพี่หญิงเสี่ยวเหมยกลับเป็นคนที่ถูกรังแกมากที่สุดในบ้าน นี่มันไม่ยุติธรรมเลย!” อันเสี่ยวเย่ว์พูด “เรื่องแบบนี้หากว่าพูดออกไป ทุกคนก็ต้องยืนอยู่ฝั่งพวกเรา”
“ลองดูน่าจะได้นะ ท่านพ่อ ขอร้องท่านแล้ว ฟังพี่หญิงรองเถอะ! ตอนนี้พี่หญิงรองเป็นคนที่ฉลาดที่สุด” อันหยวนเซิงเขย่าแขนอันลี่เปิ่น
อันลี่เปิ่นเห็นแววตากระตือรือร้นของลูกๆ และเห็นหลิ่วซื่อต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตลอด สุดท้ายก็กัดฟัน “ได้! พรุ่งนี้พ่อจะต้องพูดแทนพวกเจ้า ไก่ป่าพ่อเป็นคนล่ามา ถ้าพวกเจ้าไม่ได้กิน พ่อก็จะไม่ไปล่าสัตว์ หากเรื่องลุกลามใหญ่โต ก็ให้เป็นอย่างที่เสี่ยวเย่ว์พูด ให้คนในหมู่บ้านมาช่วยตัดสินให้”
“ท่านพ่อ ท่านดีจริงๆ พวกเราค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ยกฐานะของพวกเราในบ้านก่อน ต่อไปค่อยคิดหาวิธีแยกบ้านออกไป” อันเสี่ยวเย่ว์ยิ้มออกมาจากใจ อันลี่เปิ่นถือว่ายังรักษาได้
อันลี่เปิ่นกับหลิ่วซื่อพาลูกๆ กินอาหารจนหมด อันลี่เปิ่นอาศัยความมืดไปฝังกระดูกเป็ดและเศษอาหารตรงเชิงเขา ถือว่าเป็นการ ‘กำจัดร่องรอย’
กลางดึก อันเสี่ยวเย่ว์ยังคงคำนวณว่าหลังจากนี้จะเก็บเงินอย่างไร ก็ได้ยินอันลี่เปิ่นคุยกับหลิ่วซื่อเสียงเบาว่า “ต่อไปข้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์ จะแอบซ่อนเอาไว้บ้างเพื่อเอาไปขาย ให้เด็กๆ ได้ซื้อซาลาเปาไส้เนื้อกิน กลางดึกก็แอบกินแบบนี้ และจะช่วยเจ้าไปไถ่ต่างหูกลับมา เจ้าหนีออกมา ต่อให้ลำบากหิวตายก็ไม่ยอมเอาต่างหูไปขึ้นเงิน นั่นเป็นของต่างหน้าที่แม่เจ้าทิ้งไว้ให้”
“ต่างหูนั่นเอาไปขึ้นเงินถือว่าคุ้มค่า รักษาเสี่ยวเย่ว์ของเราจนหายดี ท่านแม่ข้าอยู่บนสวรรค์ได้รับรู้ต้องไม่โทษข้าแน่ ตอนนี้สถานการณ์ของพวกเรา ต้องเอาเงินให้ลูกๆ ก่อน! เพียงแต่เวลาท่านทำอะไรต้องระวังให้มาก อย่าถูกเห็นเข้าเด็ดขาด” หลิ่วซื่อพูดเสียงเบา
อันเสี่ยวเย่ว์ฟังถึงตรงนี้ก็อดเสียใจไม่ได้ หากนางรู้แต่แรก วันนี้นางจะต้องช่วยไถ่ต่างหูของหลิ่วซื่อกลับมาแน่ แต่นางคิดว่าตนเองมีความสามารถในการหาเงิน ไม่ช้าก็เร็วจะต้องสามารถไถ่เอาต่างหูที่เอาไปขึ้นเงินเพราะนางคู่นั้นกลับมาได้แน่ หลิ่วซื่อยอมตายแต่ไม่ยอมขึ้นเงินแบบนี้ แสดงว่าต้องเป็นของที่มีความหมายเกินธรรมดาแน่
จากนั้น อันเสี่ยวเย่ว์ก็ได้ยินเสียงน่าอาย นางแทบจะกระอักเลือดออกมา ท่านพ่อท่านแม่ขี้ขลาดของเธอกำลัง ป้าบ ป้าบ ป้าบ แต่ว่าลูกๆ อย่างพวกนางสามคนยังอยู่ในห้อง และยังอยู่บนที่นอนเดียวกันด้วย
อันเสี่ยวเย่ว์อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าแยกบ้านแล้วจะต้องหาวิธีโดยเร็ว การซื้อบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญ จะต้องจัดอยู่ในรายการ ในสายตานาง พ่อแม่ควรจะต้องแยกที่นอนกับลูก ไม่อย่างนั้นเด็กๆ จะเห็นเรื่องที่ไม่ควรเข้า ต้องเก้อกระดากแน่ อีกอย่าง ตัวนางก็คุ้นชินกับการนอนในห้องคนเดียว
แม้อันเสี่ยวเย่ว์จะรับไม่ได้กับเสียงพวกนั้นอยู่บ้าง แต่พอคิดว่าพรุ่งนี้อันลี่เปิ่นจะออกหน้าแทนลูกๆ ของตน ก็ทำให้อารมณ์ผ่อนคลายลง ไม่ไปรบกวนพวกเขาแล้วปิดตานอน
ทว่าอันเสี่ยวหลีกลับตกใจร้องขึ้นมา “กรี๊ด!”
“เสี่ยวหลี เป็นอะไรหรือ” หลิ่วซื่อผลักอันลี่เปิ่นออกทันที แล้วรีบถามลูกสาว
“ท่านแม่ หยวนเซิงฉี่รดที่นอน” อันเสี่ยวหลีพูดราบเรียบ
อันเสี่ยวเย่ว์แกล้งทำเป็นหลับต่อ ในใจก็พูดว่า ‘พี่หญิงคนดีของข้า ท่านรบกวนท่านพ่อท่านแม่แล้ว!’