มะลิกับพลายถึงกับถอนหายใจเมื่อจุดหมายปลายทางของพวกเขาคือค่ายมวยขนาดใหญ่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะหายกังวลใจ พวกเขาก็ต้องตกในยิ่งขึ้นเมื่อหันไปเห็นป้ายชื่อค่ายมวย ที่เขียนเด่นชัดเหนือหัวพวกเขา
“ค่ายมวย ส สะท้าน”
พลายเมื่อเห็นป้ายชื่อค่ายก็เริ่มดูร้อนรนแล้ววิ่งเข้าไปในค่ายมวยแบบไม่คิดอะไรมะลิพยายามห้ามแต่ก็ไม่ทัน ได้แต่วิ่งตามเข้าไปเท่านั้น
พลายวิ่งเข้าไปถึงด้านใน บริเวณเวทีมวยและสนามซ้อม ที่นั่น มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ พลายหยุดนิ่งมองชายคนนั่นสักพักชายหนุ่มก็ได้หันมามองที่พลาย ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน จนมะลิวิ่งตามมาทัน
“ทิวากร”มะลิเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นใบหน้าของชายหนุ่มที่ยืนด้านหน้าพลายที่ยืนดูเชิงอยู่ถึงกับหันมามองมะลิด้วยสายตาที่ดูไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่มะลิรู้จักชายคนนั้น
“เธอรู้จักมันด้วยเหรอ” พลายถามด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างทำเอามะลิใเล็กน้อย และแปลกใจที่อยู่ดีๆ พลายก็มาโมโหอะไรตอนนี้
“นายจะมาโมโหอะไร ก็นั่นนะ ทิวากรเด็กห้องหนึ่งไง”
“เด็กห้องหนึ่ง ทำไมเราไม่เคยเห็นหน้า”
“นายเคยมองเห็นใครด้วยเหรอนอกจากกลุ่มแก้งค์นายนะ”
“ก็พอเห็นที่ว่าไม่มีเ้านี่ในวันสอบเข้าและตอนปฐมนิเทศ ตอนเรียนรวมกับพวกห้องหนึ่งก็ไม่มีหน้าตาแบบนี้นะ”พลายพยามหาข้อโต้แย้ง เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอหน้ากัน
“นักเรียนโควตานะ ฉันก็ไม่เคยเจอหรอกแต่พอรู้จักหน้าตาในฐานระบบนักเรียนนะ ทิวากรเด็กนักเรียนคนเดียวที่ได้โควตาเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบ เพราะเป็ลูกชายคนเดียวของอาจารย์วสวัต รองผู้อำนวยการมัจุราชวิทยาลัยแต่ดูเหมือนนี่จะเป็วันแรกที่เขามาเรียนนะ มาวันแรกก็เจอรับน้องหนักเลยนะ”มะลิแจกแจงจนแม้แต่ทิวากรที่ยืนนิ่งอยู่ถึงกับตะลึงเพราะข้อมูลเื่เขาเป็ลูกใครนั้นถูกปกปิดจากฐานข้อมมูลและมีเพียงอาจารย์ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เื่นี้
“เด็กเส้นว่างั้น”พลายหันไปมองทางทิวากรที่ยืนนิ่งจ้องมองพวกเขา ทิวากรที่ยืนนิ่งก็เดินเข้ามาหาพลายทันที่ที่ได้ยินคำว่าเด็กเส้น
“นายมันโง่หรือซื่อบื้อแยกคำว่าเด็กเส้นกับเด็กโควตาไม่ออกนะ” ทิวากรเดินเข้าใกล้พลายอย่างช้าๆพริบตาเดียวที่พลายกระพริบตา ทิวากรก็ไปหยุดยืนอยู่ด้านหน้าของมะลิ
“เธอนี่ก็ใช้ได้นิไม่เคยเจอกันแต่รู้เื่ของฉันมากขนาดนี้ แอบชอบฉันงั้นเหรอ”ทิวากรยื่นหน้าเข้าใกล้มะลิมากขึ้น มะลิใฝ่ามือของมะลิก็พุ่งไปที่หน้าของทิวากรทันทีโดยไม่ลังเลแต่ก่อนที่ฝ่ามือของมะลิจะโดนหน้า ทิวากรก็คว้าแขนของมะลิไว้ก่อนมะลิเริ่มวิตกกังวลมากขึ้น
“เธอตบงั้นฉันจูบนะ”ทิวากรทำท่าจะจูบมะลิ แต่แค่ขยับใบหน้าเข้าใกล้เท่านั้น ทิวากรก็โดนอะไรบางอย่างดันจนกระเด็นไปชนกระสอบทราบที่แขวนไหว้จนล้มลงกับพื้นทิวากรรีบยันตัวขึ้นพร้อมกับมองด้วยความโกรธทิวากรเห็นพลายยังอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับไปไหน มีเพียงมือที่ประสานกันโดยที่มือข้างหนึ่งกำหมัดและอีกข้างแบอยู่ทำให้ทิวากรรู้ได้ว่าที่เขากระเด็นมานั้นเป็ฝีมือของพลาย
“แน่มากนะ ขนาดโดนจำกัดเวทอยู่นะงั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ”ท่าทีโมโหของทิวากรคลายลงกับกลายเป็ความเยือกเย็นทิวากรทำการร่ายอาคมพร้อมกับดึงสายข้อมือที่ข้อมือจนขาดออกแล้วโยนทิ้งไปด้านหน้าของพลายและมะลิ
“ลูกรองผอ ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วยสินะ”พลายที่เตรียมตั้งรับ ล้วงเข้าไปในย่ามของตนพร้อมกับบริกรรมคาถาทิวากรที่ยืนอยู่เบื้องหน้า บัดนี้ได้หายตัวไปโดยที่พลายและมะลิไม่ทันตั้งตัวทิวากรปรากฏตัวอยู่บนเวทีมวย พร้อมกับเป่าฝุ่นผงในมือออกไปฝุ่นฟุ่นกระจายกลายเป็ตัวต่อขนาดใหญ่จำนวนมาก พุ่งเข้าหาพลาย พลายดึงมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากย่ามมีดสั้นที่เรียวยาว โคนมีดทีเล็กคอด และค่อยๆ หนาขึ้นกลางลำมีดและปลายมีดลดเรียวแหลมคล้ายใบไม้ยาวๆใบหนึ่ง ใบมีดมีการสลักอักขระบางอย่างไว้ทั้งสองด้าน
พลายยื่นมีดออกไปด้านหน้า เหล่าตัวต่อที่พุ่งเข้ามาเพียงแค่ััปลายมีดหรือบินเข้าเฉียดใบมีด ก็สลายกลายเป็ฝุ่นไป พลายตวัดมีดออกไปที่หนึ่งเหล่าตัวต่อฝูงใหญ่ก็สลายไปจนสิ้น ลมที่พัดไปตามแรงตวัด เพียงพัดผ่านตัวทิวากรเสื้อผ้าของทิวากรก็เกิดรอยกรีดขึ้นสามสี่รอย แต่ร่างกายของทิวากรกลับไม่มีแม้แต่รอบขีดข่วน
“คงกระพันงั้นเหรอ”พลายเห็นดังนั้นก็ยิ้มให้กับทิวากรเหมือนเป็การเชิญชวนให้ทิวากรโจมตีเขามาอีกได้เลย ทิวากรไม่รอช้าหยิบมีดสันแบบเดียวกับของพลาย จะแตกต่างก็แค่อักขระบนใบมีดเท่านั้นทิวากรหยิบออกมาสองอัน ทิวากรนำมีดทั้งสองประกบกันพร้อมร่ายอาคมและตวัดมีดทั้งสองไปข้างละที
พลายที่ทำท่าจะหลบ ก็มีมือแห้งๆโผล่ขึ้นมาจากดินใต้เท้าพลาย มาจับขาทั้งสองของพลายไว้พลายที่ถูกหยุดด้วยมือปริศนา ถูกลมที่พัดมาจากการตวัดมีดของทิวากร เข้าเต็มๆตัวเสื้อของพลายถูดฟันจนฉีกขาด มะลิที่จ้องมองอยู่ถึงกับปิดตากับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าเพราะมีเืกระเด็นกระจายออกมาจากจุดที่พลายยืนอยู่ มะลิค่อยๆเปิดตาดูเห็นเืที่พื้นเป็สีดำสนิด ก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาหน่อย
แต่ทางทิวากรที่ยืนยิ้มให้กับสภาพของพลายก็แปรเปลี่ยนเป็ใบหน้าที่วิตกกังวลแทนเมื่อเห็นว่าตัวพลายนั้นก็ไร้รอยขีดข่วนแถมมือผีที่ส่งไปหยุดพลายไว้ก็ถูกฟันจนขาดเืสาดกระเซ็นไป
“ก็คงกระพันนิแล้วจะทำท่าร้อนลนจะะโหลบทำไม”ทิวากรเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นพลายแหงนหน้ามายิ้มให้เขา
“ของแบบนี้มันก็ต้องหลอกล่อศัตรูให้ตายใจกันบ้าง”พูดจบพลายก็หายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่ทิวากรตั้งสติได้ก็หันหลังกลับใช้มีดทั้งสองประสาน กันมีดที่พลายฟาดมาใส่ตัวเขาทันที
“ประสาทไวใช้ได้นิ”พลายเอ่ยชมทิวากรก่อนที่จะฟาดมีดใส่ไม่ยั้งแต่ทิวากรก็ใช้มีดทั้งสองกันมีดของพลายได้ทุกครั้งที่พลายฟาดมา ทิวากระโหลบออกจากวิถีมีดของพลายพร้อมกับร่ายคาถาเรียกต่อแตนออกมา
ตอนนี้พลายถูกต่อแตนล้อมไว้ทุกด้านทางด้านทิวากรก็ควงมีดเดินเข้าหาพลาย ทิวากรและต่อแตนพุ่งเข้าโจมตีพลายพร้อมกันแต่กลับเป็ต่อแตนของทิวากรที่หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวใดๆเลยทิวากรเห็นมีดของพลายแดงฉานราวกับอาบเืมาจึงพยายามหยุดตัวเองพร้อมทั้งเบี่ยงตัวหลบได้ทัน ก่อนที่มีดสั้นของพลายจะพุ่งเข้ากลางลำตัวเขาทิวากรเสียหลักล้มลง เขารีบพยุงตัวขึ้นก็เห็นว่าพลายไม่ได้เข้ามาโจมตีเขาหลังจากที่เขาเสียหลักไป
เมื่อทิวากรตั้งตัวได้พลายก็เริ่มเดินเข้าหาพร้อมกับตวัดมีดไปมาตัวต่อที่ลอยหยุดกลายงอากาศก็ถูกมีดตวัดไปมาจนสลายไปตามทางที่พลายเดิน
“นะจังงังใช้กับต่อแตนอาคมได้ด้วยงั้นเหรอ” ทิวากรแปลกใจที่พลายสามารถหยุดต่อแตนของเขาได้แต่ก็ยิ่งใหนักขึ้นเมื่อเขาสังเกตุเห็นที่ข้อมือของพลายนั้นยังสวมสายข้อมือจำกัดเวทอยู่
“นี่นายถูกจำกัดเวทอยู่จริงๆหรือเปล่า”ทิวากรเอ่ยถามแต่ก็เป็คำถามที่ไม่้าคำตอบ ทิวากรยังพุ่งเข้าหาพลายพลายเอกก็ตะวัดมีด พุ่งเข้าหาทิวากร แต่ก่อนที่ทั้งสองจะเข้าปะทะกัน ก็มีเงาของคนๆหนึ่งพุ่งเข้าหาทั้งคู่ ทิวากรโดนหมัดฮุกเข้าจังๆที่ปลายคาง พลายเองก็โดนเตะเข้ากลางลำตัวทั้งคู่กระเด็นจนตกจากเวทีมวยมะลิที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรีบวิ่งเข้าไปดูพลายทันที
“พลายนายเป็ยังไงบ้าง”มะลิรีบพยุงพลายที่ล้มกลิ้งบนพื้นขึ้น พลายถึงกับกะอักอาเจียนน้ำย่อยในกะเพาะออกมาทางทิวากรก็ถึงกับเืกบปาก ทิวากรพยายามลุกขึ้น มะลิก็พยายามพยุงพลายลุกขึ้นและมองไปบนเวทีมวยเพื่อมองดูว่าใครที่เข้ามาขวางการต่อสู้ของทั้งคู่
“พี่จ้อย”มะลิและพลายะโออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นใบหน้าของชายที่ยืนอยู่บนเวทีชัดๆ
พี่จ้อยที่มะลิและพลายเรียกขานก็คือผีนายป่าช้าที่ทั้งคู่ได้ปะมือกันในรอบสอบคัดเลือก แต่ที่น่าแปลกใจสำหรับทั้งสองคนคือทำไมผีนายป่าช้าตาสยามถึงได้มาปรากฏตัวในเมืองพันตาที่ไร้วี่แววของคนและผีเช่นนี้
“เวทีมวยเป็เวทีที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็เวทีแห่งศักดิ์ศรี ถ้าจะมาใช้คาถาเล่ห์กล หรือจะมาแทงกันตายก็ไปที่อื่นอย่ามาทำบนเวทีนี้” พี่จ้อยผีนายป่าช้าจ้องเขม็งด้วยความโมโห มายังพวกเขาทั้งสามคน
“ขอโทษนะครับพี่จ้อยพวกเราไม่ได้ตังใจจะลบหลู่นะครับ พวกเราขอโทษจริงๆครับ”พลายพยายามพยุงตัวเดินเข้าไปเกาะขอบเวทีทำหน้าตาอ้อนวอนขอความเห็นใจมะลิที่เห็นท่าทีของพลายก็ถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออก ไม่คิดว่าพลายจะทำอะไรแบบนี้แม้แต่พี่จ้อยผีนายป่าช้าผู้น่าเกรงขาม เห็นแล้วก็หลุดขำออกมา
“พอๆ ไอ้พลายเอ็งเลิกทำหน้าตาแบ้วปัญญาอ่อนแบบนั้นสะที ข้าเห็นแล้วมันขัดลูกกะตาวะ”
“ฮั่นแน่ะ พี่จ้อยหายโกรธพวกผมแล้วใช่ไหมครับ” พลายก็ยังคงทำหน้าทะเล้นใส่ จนผีนายป่าช้าต้องยอมแพ้เลิกปั้นหน้าแล้วนั่งลงใช้นิ้วดีดไปที่หน้าผากของพลายไปทีหนึ่ง
“เอ่อ ไม่โกรธก็ได้วะแล้วทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกละกัน” เมื่อเห็นว่าผีนายป่าช้าเริ่มอารมณ์เย็นลงมะลิและทิวากรก็เดินเข้ามาหา ด้วยใบหน้าที่คลายกังวล
“เอ่อ พี่จ้อย แล้วพี่มาอยู่นี่ได้ไงแล้วไอ้เมืองนี้มันคืออะไร ผู้คนหายไปไหนหมด ผีก็ไม่เห็นสักตัวเลยนะพี่”พลายเริ่มรัวคำถามไม่ยั้งทำเอาผีนายป่าช้าถึงกับถอนหายใจก่อนที่จะนั่งลงกับพื้นเวทีคุยกับพวกของพลาย
“รัวเป็ชุดเลยนะมึง เอาจริงนะเขาห้ามบอกวะ นี่ที่ข้าโดดออกมานี่ก็ผิดกฎแล้วเนี้ยเขาห้ามออกมาปรากฏให้พวกเอ็งเห็นนะ แต่มันก็อดไม่ได้ที่พวกเอ็งมาซัดคาถาตีรันฟันแทงบนเวทีของข้าเนี้ย”
“เวทีพี่ งั้นค่ายมวยนี่ก็”
“เอ่อ ค่ายมวยข้าเอง”พลายจ้องหน้าผีนายป่าช้าเหมือนยังมีอะไรค้างอยู่ในใจ ผีนายป่าช้าก็พอจะคาดเดาได้ว่าคำตอบที่ตนเองตอบมันยังไม่ชัดเจนพอ
“เอ่อ ก็ไม่ใช่ซะทีเดียวข้ารับ่ต่อเขามาอีกที เ้าของคนแรก ไปผุดไปเกิดแล้วมั้งเห็นชื่อค่ายแล้วจะให้ข้าบอกอีกใหมว่าใครก่อตั้ง”คำตอบของผีนายป่าช้าทำเอาพลายถึงกับอมยิ้มไม่หุบพร้อมกับส่ายหน้าบ่งบอกว่าไม่้าคำตอบอะไรไปมากกว่านี้แล้ว
“ค่ายมวยพี่จ้อย ผู้ก่อตั้ง ไปผุดไปเกิดงั้นถ้าฉันคิดไม่ผิด เมืองนี้ก็...” ไม่ทันที่มะลิจะถามอะไร อยู่ๆไฟฟ้าที่ส่องสว่างก็เริ่มทยอยดับลงไปที่ละดวงสองดวง ความมืดก็ค่อยคืบคลานเข้ามาใกล้เข้าๆ ความมืดแผ่ปกคลุมมาอย่างรวดเร็ว แล้วเมืองทั้งเมืองก็มืดมิด
“แย่ละ” เสียงของผีนายป่าช้าดังก้องขึ้นก่อนที่บรรยากาศโดยรอบจะสว่างขึ้นเป็สีแดงฉานไปทั่วทั้งเมืองพลายกับมะลิเริ่มวิตกกังวลกับบรรยากาศนี้บรรยากาศที่พวกเขาทั้งสองจดจำได้ไม่มีวันลืมพลายรีบวิ่งออกไปให้พ้นชายหลังคาเพื่อมองดูท้องฟ้า ท้องฟ้าตอนนี้แดงฉานไปทั่วพระจันทร์ที่ลอยอยู่บนฟากฟ้าแดงกล่ำราวกับถูกย้อมด้วยเื
“พระจันทร์แดง” พลายเอ่ยขึ้นด้วยความกลัวนี่เป็ครั้งแรกที่พลายตื่นกลัวถึงกับตัวสั่น มะลิได้ยินก็รีบวิ่งมาดูทันทีที่เห็นพระจันทร์แดง น้ำตาของมะลิก็หลั่งไหลออกมา
“ไม่จริง เป็ไปไม่ได้ พระจันทร์แดงไม่มีทางเกิดขึ้นในวันแรม15 ค่ำ อย่างวันนี้ โดยเฉพาะที่นี่”คำพูดของมะลิทำให้พลายรู้สึกกังวลใจมากยิ่งขึ้น พลายหันมามองหน้ามะลิทั้งสองจ้องหน้ากัน ภาพในวันวาน เมื่อพวกเขายังเป็เด็กลอยเข้ามาในหัวภาพของมะลิที่ถูกอสูรร่างั์ ผอมสูงจนเห็นหนังหุ้มกระดูก เล็บยาวแหลมใบหูที่แหลมเรียวเกินที่จะเป็หูคน ปากกว้างถึงเกือบถึงใบหูฟันที่แหลมคมราวกับฟันสัตว์ร้ายไล่ล่ามะลิราวกับสัตว์ร้ายที่หิวโหยเจอเหยื่ออันโอชะ
ภาพของพลายที่ถูกเล็บอันแหลมคมของอสูรร้ายข่วนที่กลางหลัง โดยที่เขายืนบังตัวมะลิไว้ ภาพเ่าั้วนเวียนเขามาในหัวของทั้งสองคนความกลัวของทั้งสองต่างแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน จนแม้แต่ทิวากรก็รับรู้ได้
ทิวากรเดินเข้าไปเรียกสติของทั้งคู่ทั้งคู่จึงหลุดออกมาจากภวังค์ พลายจ้องมองมาที่ทิวากรส่งสายตาบ่งบอกว่าตอนนี้เขาไม่เป็ไรแล้ว ความสั่นกลัวของพลายก็หายไปเมื่อเขาตั้งสติได้
“ไอ้พลาย ปลดอาคมสายสร้อยข้อมือซะข้ารู้ว่าเอ็งทำได้ แล้วพากันหนีออกจากที่นี่ วิ่งไปทางใต้ของค่ายมวยนี้ตรงไปอย่างเดียว พวกแกจะเจอหอธรรมเข้าไปหลบในนั้นซะ เป็ไปได้เจออะไรก็อย่าปะทะ วิ่งไปกำบังกายได้ยิ่งดีรีบไป” ผีนายป่าช้าดูทุรนทุรายเนื้อตัวของเขามีควันคล้ายไอน้ำร้อนพวยพุ่งออกมารอบๆตัว พลายที่เห็นจึงพยายามจะวิ่งเข้าไปช่วย แต่ถูกมะลิดึงรั้งไว้
“เกิดอะไรขึ้น พี่จ้อยเป็อะไร”พลายะโถามด้วยความเป็ห่วง แต่ด้วยถูกมะลิรั้งไว้ จึงเข้าไปหาไม่ได้
“ไม่ต้องห่วงข้ารีบไปก่อนที่สติข้าจะหายไป” ผีนายป่าช้าะโไล่ ทิวากรเห็นท่าไม่ดีจึงช่วยมะลิฉุดพลายวิ่งออกจากค่ายมวยไปผีนายป่าช้าที่ตอนนี้มีควันไอน้ำรอบตัวะโด้วยความเ็ปอย่าสุดเสียง
สิ้นเสียงร้อง ควันไอน้ำก็จางหายไปบัดนี้ร่างของผีนายป่าช้าแดงกล่ำ ร่างกายราวกับถูกเฉือนหนังออกมาเผยให้เห็นเส้นเอ็นมัดกล้ามอย่างชัดเจน ใบหน้าที่ไร้ิัดูน่าเกรงขามปนหน้ากลัวกำลังจ้องมองไปยังทางที่พวกพลายวิ่งหนีไป
{{{ วิ่งเข้าไป วิ่งไปให้เร็วที่สุดอย่าให้ข้าตามทันละ 10 9 8 .... }}}
ผีนายป่าช้าเริ่มนับถอยหลังพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูตื่นเต้นและสนุกสนาน