“พี่หญิงจู้ บนูเาชามีคนมาอีกแล้ว!” หลูชุ่ยฮวารีบวิ่งมาทางตระกูลเผย วิ่งไปพลางเรียกไปพลาง ท่าทางร้อนใจมาก
ในทางตรงกันข้ามจู้เจียงเจียงกลับนิ่งสงบเหลือเกิน “มาก็มาเถอะ ลนลานทำไมกัน”
เมื่อวานละครของ ‘เฟิ่งหวงสีทอง’ เพิ่งจบลง วันนี้คงจะมีการพูดกันปากต่อปากอย่างคึกคักที่สุดหนึ่งวัน ูเาชาย่อมมีแขกเดินทางมาเก็บชาไม่ขาดสาย ไม่มีอะไรให้ต้องใ
ยังไม่ทันถึง่กลางวัน นางก็ขายใบชาออกไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว
“ไม่ใช่ เป็ท่านนายอำเภอที่มา ตอนนี้ใต้เท้าจูอยู่บนูเา เรียกให้พี่ไปหา!” หลูชุ่ยฮวาก้มหน้าหายใจหอบ
“เ้าว่าใครนะ?”
จากนั้นจู้เจียงเจียงจึงแสดงปฏิกิริยาที่ตกอกใออกมา “ท่านนายอำเภอ!”
เื่นี้รู้ไปถึงทางการแล้ว?
“ข้าไปเดี๋ยวนี้” จู้เจียงเจียงย้ายใบชาที่กำลังผัดออกจากเตา รีบดับไฟ หลังจากปิดประตูก็เร่งฝีเท้าขึ้นูเาชาทันที
คนเก็บชาบนูเาชา ถึงแม้จะไม่ได้เยอะเหมือนเมื่อวาน แต่ก็ไม่น้อย
วันนี้พวกเด็ก ๆ ในหมู่บ้านยังร้องเพลงเก็บใบชาที่นี่เหมือนเดิม ช่วยสร้างบรรยากาศให้พวกแขก ในขณะเดียวกันก็หยิบตะกร้าชามาให้พวกเขา พร้อมทั้งเสนอขายใบชา
เมื่อมองแวบแรก ูเาชานี้ก็เหมือนเป็จุดชมวิวจุดหนึ่ง
เลี้ยวผ่านเนินเขาสองลูก ในที่สุดหลูชุ่ยฮวากับจู้เจียงเจียงก็เจอท่านนายอำเภอจูลิ่นที่กำลังเดินเล่นอยู่
“ข้าน้อยคารวะใต้เท้าจู”
จู้เจียงเจียงทำความเคารพจูลิ่น คนผู้นี้ดูมีอายุราวสี่สิบกว่าปี รูปร่างสูงโปร่งทว่าผอมบาง บุคลิกเหมือนกับบัณฑิตผู้มีหลักการ
จูลิ่นกำลังอาบแดด และตกอยู่ในภวังค์กลิ่นของยอดชาบนต้น ครั้นได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้น หลังสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ สายตาจึงค่อย ๆ ย้ายมาบนตัวนาง
สายตาสำรวจของเขาเหมือนไม่เพียงแค่อยากดูว่านางมีหน้าตาเช่นไร แต่ยังมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้บางอย่างอีกด้วย
นี่ก็คือผู้หญิงที่ท่านแม่ทัพใหญ่เผยไหว้วานให้เขามาสืบวันนี้?
อืม...ก็ธรรมดาบ้าน ๆ ทั่วไป
จูลิ่นประเมินจู้เจียงเจียงอย่างรวดเร็วในใจ
ถ้าหากจู้เจียงเจียงรู้ว่าเขาประเมินนางแบบนี้ละก็ จะต้องคัดค้านหัวชนฝาแน่นอน
นางแค่เงื่อนไขพื้นฐานแย่ไปหน่อย ยังไม่ทันได้แต่งตัวเท่านั้น
หากให้เวลานางอีกสักหน่อย นางจะต้องทำให้ทุกคนตกตะลึงอย่างแน่นอน!
“เ้าก็คือจู้เจียงเจียงที่ขายชาคนนั้น?”
“ข้าน้อยเอง” จู้เจียงเจียงสบตากับจูลิ่น ไม่หยิ่งยโสแต่ก็ไม่ทำตนให้ต่ำต้อย ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ทราบว่าใต้เท้าจูเรียกข้าน้อยมา ้าเก็บชาหรือว่าซื้อชากัน? หรือว่าจะให้ข้าน้อยชงชาดี ๆ สักหนึ่งกาให้ใต้เท้าจูได้ลิ้นรส?”
คำพูดของนางตรงไปตรงมาแต่รอบคอบ ทำให้จูลิ่นเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อนางทันที เขานึกว่าสาวชาวไร่เมื่อเห็นเขาก็จะกลัวจนไม่กล้าพูดเสียอีก
นางกลับแสดงถึงความใจกว้าง
“แม่นาง เ้ารู้ไหมว่าูเาชานี้เป็ของใคร?” จูลิ่นไม่ได้เดินตามแผนของนาง เขาพูดตัดบท และควบคุมอำนาจทั้งหมดมาไว้ในมือ
คำถามนี้ไม่เพียงทำให้หัวใจของจู้เจียงเจียงหล่นวูบ…เขาเป็คนของอำเภอ ถ้าหากูเาชานี้มีเ้าของ เช่นนั้นเขาต้องรู้เป็แน่
หรือว่า เขามาที่นี่เพื่อทวงูเาชากลับคืนไป?
“ข้าน้อยเคยสืบมาแล้ว ูเาชานี้ไม่มีใครเคยเจอเ้าของนานหลายสิบปี ดังนั้นจึงเสนอตัวจัดการแล้วนำมาใช้ประโยชน์ หากเ้าของกลับมา ข้าน้อยก็จะคืนกลับไปด้วยสองมือ”
จู้เจียงเจียงแสดงท่าทีจริงใจ…ช่วยไม่ได้ ใครใหู้เาชานี้ไม่ใช่ของนางกัน
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ งั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้าเ้าตอนนี้ก็คือเ้าของูเาชาแห่งนี้ เ้าจะคืนมาได้หรือไม่?” จูลิ่นยิ้มเรียบ ๆ ทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขาคิดอะไรอยู่
“หา?”
จู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้นทันที ใจนอ้าปากค้างพลางมองไปที่เขา “ใต้เท้าจู ท่านก็คือเ้าของูเาชานี้?”
คงไม่เศร้าแบบนี้มั้ง!
เขาคงไม่ได้เห็นว่านางสร้างชื่อเสียงให้ใบชาแล้ว ก็อยากขอูเาชาคืนหรอกกระมัง? แบบนั้นมันจะไร้ยางอายเกินไปแล้ว!
สายตาที่จู้เจียงเจียงมองเขาเปลี่ยนเป็โกรธขึ้งขึ้นทันที สีหน้าก็ขรึมลงไม่น้อย หน้าอกที่ค่อย ๆ กระเพื่อมขึ้นลงอย่างเป็จังหวะ แสดงให้เห็นว่านางกำลังโมโหสุด ๆ!
“ูเาลูกนี้บรรพบุรุษตระกูลจูของข้าเป็คนเจอ ต้นชาเหล่านี้ล้วนเป็ตระกูลจูของพวกเราเป็คนปลูก เพียงแต่ใบชานี้ไม่เคยถูกคนทั่วไปยอมรับ” จูลิ่นเอาสองมือไพล่หลัง เงยหน้ารับลมพลางเหม่อมองูเาชา พร้อมกันนั้นก็รู้สึกทอดถอนใจ
เขาดูแล้วไม่เหมือนคนที่จะมาทวงูเาชาจากนาง
อย่างน้อยตอนเขาพูดถึงูเาชาก็มีท่าทางอ่อนโยน นอกจากนี้ยังให้ความรู้สึกเหมือนโชคดีอะไรบางอย่าง
“เรียนถามใต้เท้าจู เพราะเหตุใด?” ที่นางอยากถาม ทำไมตอนนั้นตระกูลจูของพวกเขาถึงขายใบชายไม่ออก
จูลิ่นหันหน้ามาแล้วยิ้มให้นาง “ไม่กลัวแม่นางจะหัวเราะ ตอนนั้นบรรพบุรุษตระกูลจูของข้าทำใบชาไม่เป็ แค่ใช้ใบสดต้มน้ำ รสััเข้มข้นไม่พอ ที่มีมากกว่าคือรสฝาด ดังนั้นูเาชานี้จึงถูกทิ้งร้าง”
“งั้น...”
จู้เจียงเจียงอยากจะพูดอะไรบางอย่าง กลับถูกจูลิ่นขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“แม่นางโปรดวางใจ ข้าไม่ได้มารับูเาชานี้คืน ในทางตรงกันข้ามยังจะยกูเาชานี้ให้เ้า แต่ข้ามีหนึ่งเงื่อนไข”
“เงื่อนไขอะไร!” ได้ยินว่าเขาไม่เอาูเาชาคืน จู้เจียงเจียงจึงเปลี่ยนท่าทางที่มองเขาราวกับศัตรูเมื่อครู่นี้ทิ้งไป พลางถามอย่างตื่นเต้น
จูลิ่นมองนางแล้วพูดทีละคำทีละประโยคด้วยความจริงจัง “ให้ชาเดินเข้าพันบ้านหมื่นครัวเรือน เ้าทำได้ไหม?”
นี่เป็สิ่งเดียวที่บรรพบุรุษตระกูลจูของพวกเขาเสียใจ เขาทำไม่ได้ แต่เขาก็หวังให้มีคนมาทำแทนเขาได้ จะได้ไม่ผิดต่อความพยายามหลายปีมานี้ของเหล่าบรรพบุรุษตระกูลจูของเขา
เงื่อนไขนี้ฟังดูเป็ทางการ ทั้งยังทรงเกียรติและสง่าผ่าเผยมากสำหรับจู้เจียงเจียง ทว่ามันก็เหมือนเป็คำพูดตามมารยาทจะถือเป็จริงไม่ได้
แต่สายตาปรารถนาแฝงร้องขอของจูลิ่นนั้นกลับบอกนางว่า เขาจริงจัง
จู้เจียงเจียงก้มหน้ายิ้ม ตอนพูดอีกครั้ง น้ำเสียงนั้นเหมือนเป็คนในครอบครัวไปแล้ว “ใต้เท้าจู ไปดื่มชาที่บ้านข้าสักถ้วยเถอะ ชงสดใหม่”
คำพูดนี้ของนางคือยอมรับเงื่อนไขที่เขาบอกโดยปริยาย จูลิ่นก็เข้าใจความหมายของนาง ทั้งสองคนสบตาแล้วยิ้มให้แก่กันและกัน จากนั้นก็เดินลงเขาตรงไปที่บ้านตระกูลเผย
ถัดจากราวที่เต็มไปด้วยชาสดตากแดด จู้เจียงเจียงกับจูลิ่นนั่งลง ดื่มชาพลางคุยเล่นกันอย่างสบาย ๆ ภายใต้เพิงมุงจากในลานบ้าน
เบื้องหน้าคือทุ่งนาเขียวขจีผืนใหญ่ มีชาวบ้านก้มหน้าก้มตาถางหญ้าอยู่ในทุ่งนา แสงแดดกำลังดี ทิวทัศน์กำลังสวยงาม
จากการพูดคุยกันของคนทั้งสอง จู้เจียงเจียงจึงได้รู้เื่ราวเกี่ยวกับูเาชามากขึ้นแล้ว
นั่นคือเื่ราวของบรรพบุรุษตระกูลจูท่านหนึ่งที่กลับจากท่องเที่ยวหาความรู้ เขายืนกรานว่าใบชาสามารถต้มได้ ดื่มได้ แต่กลับไม่มีใครยอมรับ จนกระทั่งก่อนตายก็ยังพยายามโน้มน้าวให้ทุกคนดื่มชา
จู้เจียงเจียงนับถือความแน่วแน่ของบรรพบุรุษตระกูลจูท่านนั้นมาก และรู้สึกขอบคุณเขาสร้างดงชาผืนนี้ขึ้นมา
เื่ที่เขาทำไม่ได้ ตอนนี้นางทำได้แล้ว ก็ถือเสียว่าเป็การตอบแทนเขาก็แล้วกัน
และจากการพูดคุยครั้งนี้ จูลิ่นจึงได้รับรู้เกี่ยวกับสาเหตุที่จู้เจียงเจียงแต่งมาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
“พูดแบบนี้ เ้าเป็คน้าแต่งมาที่นี่เอง เพราะอะไร?”
“เอ่อ...” จู้เจียงเจียงพูดไม่ออกไปพักใหญ่เมื่อถูกถามเช่นนี้ เมื่อครู่คุยกันสนุกสนานไปหน่อย นางจึงพูดมากเกินไปนิด “ก็คือตระกูลเผย้าเ้าสาวคนหนึ่ง ข้าก็เพิ่งถูกขายพอดี ก็มีแค่นี้”
ต้องให้นางบอกกับเขาว่า นางข้ามมิติมาหรือว่าเ้าของร่างเดิมเกิดใหม่ อีกทั้งนางยังล่วงรู้อนาคต ดังนั้นถึงมาที่นี่เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างนั้นหรือ?
เขาคงเชื่อหรอก!
“หากข้าไม่มา ูเาชานี้ก็ไม่รู้ยังต้องรกร้างไปอีกกี่ปีใช่หรือไม่?” จู้เจียงเจียงหลบสายตาอย่างคนกินปูนร้อนท้อง ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นมาปิดบังความอึดอัดใจของตัวเอง
ถึงอย่างไรพวกเขาก็คุยกันจบแล้ว และมีหลักฐานที่เป็ลายลักษณ์อักษร ตอนนีู้เาชาอยู่ภายใต้ชื่อของนางแล้ว นางจึงใช้ประโยชน์ได้อย่างสบายใจ กล้าหาญที่จะพัฒนา
ส่วนสาเหตุที่นางแต่งมาที่นี่ เขาจะคิดอย่างไรคิดแบบไหนก็แล้วแต่เถอะ