แสงนวลตาจากโคมไฟหัวเตียงรูปดวงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกที่เป็จังหวะสม่ำเสมอของอันดาเปรียบเสมือนดนตรีที่ไพเราะที่สุดในจักรวาลสำหรับผู้เป็พ่อ กวินทร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่ขอบเตียง มือหยาบกร้านของเขายังคงถูกมือน้อยๆ ของลูกสาวเกาะกุมไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแล้ว เขาจะเลือนหายไปเหมือนภาพฝัน
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนเข็มนาฬิกาบนผนังเดินวนครบรอบ กวินทร์ค่อยๆ แกะมือลูกสาวออกอย่างแ่เบาที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนห้วงนิทราอันแสนหวาน เขาจัดผ้าห่มคลุมร่างเล็กให้เรียบร้อย ก่อนจะประทับจุมพิตลงบนหน้าผากมนที่เริ่มมีความอุ่นขึ้นมาบ้างแล้ว
"ฝันดีนะ เ้าหญิงตัวน้อยของพ่อ"
กวินทร์กระซิบเสียงแ่ พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รอยยิ้มอ่อนโยนเมื่อครู่ค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมและจริงจังดุจราชสีห์ที่กำลังเฝ้าระวังภัย
เขาขยับกายเดินไปยังประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมต่อกับระเบียงห้องนอน มือหนาแหวกผ้าม่านกำมะหยี่สีชมพูอ่อนออก เผยให้เห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนของ "มหานครดารา โซนเอ" ที่ทอดตัวอยู่เบื้องล่าง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ตึกระฟ้าสูงเสียดเมฆเรียงรายสลับซับซ้อน แสงไฟนีออนหลากสีสันส่องสว่างจนท้องฟ้ากลายเป็สีม่วงคราม รถยนต์ลอยฟ้าขับเคลื่อนด้วยพลังงานมานาบินขวักไขว่ไปมาเหมือนฝูงหิ่งห้อยจักรกล โฮโลแกรมโฆษณาั์ฉายภาพสินค้าหรูหราลอยเด่นอยู่กลางอากาศ
สำหรับคนทั่วไป นี่คือภาพฝันของความศิวิไลซ์ เป็์บนดินที่ใครๆ ต่างปรารถนาจะเข้ามาอยู่อาศัย
แต่ทว่า ในดวงตาของ "จักรพรรดิเซียน" ภาพที่เห็นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
กวินทร์หรี่ตามองผ่านความสวยงามจอมปลอมเ่าั้ เขาโคจรลมปราณไปที่ดวงตา กระตุ้นทักษะ "เนตรมาร์" ขั้นพื้นฐานที่ยังพอใช้การได้ ั์ตาสีดำสนิทพลันแปรเปลี่ยนเป็สีทองจางๆ วูบหนึ่ง
ทันใดนั้น ภาพเมือง์เบื้องหน้าก็ถูกกระชากหน้ากากออก
สิ่งที่กวินทร์เห็นไม่ใช่แสงสีศิวิไลซ์ แต่เป็ "ฝุ่นควันสีเทาดำ" หนาทึบที่ปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้วของเมืองหลวง มันไม่ใช่ฝุ่น PM 2.5 หรือมลพิษทางอากาศทั่วไป แต่มันคือ "มลพิษทางิญญา" (Spiritual Smog) ที่เกิดจากกิเลส ตัณหา และการใช้พลังงานมานาเทียมอย่างบ้าคลั่งของมนุษย์
'สกปรก สกปรกสิ้นดี'
กวินทร์คิดในใจด้วยความขยะแขยง เขาเปิดประตูกระจกแล้วก้าวเท้าออกไปยืนรับลมที่ระเบียง ทันทีที่ิัของเขาัักับอากาศภายนอก เขาก็รู้สึกแสบยิบๆ เหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆ นับพันเล่มทิ่มแทง
ในโลกของผู้ฝึกตน พลังปราณธรรมชาติเปรียบเสมือนน้ำสะอาดที่หล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในโซนเอแห่งนี้ พลังงานธรรมชาติถูกบิดเบือนและปนเปื้อนไปด้วย "คลื่นรบกวน" จากเสาส่งสัญญาณมานาและอุปกรณ์เวทมนตร์สังเคราะห์ มันเหมือนน้ำคลองเน่าเสียที่เต็มไปด้วยตะกอนและเชื้อโรค
กวินทร์สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามกลั่นกรองพลังงานจากอากาศเพื่อนำมาฟื้นฟูร่างกาย แต่เขากลับต้องรีบไอโขลกๆ ออกมา เพราะสิ่งที่สูดเข้าไปมีแต่ความว่างเปล่าและเศษตะกอนิญญาที่ไร้ค่า
"แค่ก! แค่ก! ที่นี่มันนรกสำหรับผู้ฝึกตนชัดๆ"
เขาพึมพำอย่างหัวเสีย มือยันราวระเบียงเหล็กดัดลวดลายวิจิตร พลางก้มมองลงไปที่สวนสวยด้านล่าง แม้ต้นไม้จะดูเขียวขจี แต่กวินทร์มองเห็นว่ารากของพวกมันกำลังเน่าเฟะเพราะดูดซับสารเคมีเร่งโตและพลังงานสังเคราะห์เข้าไปมากเกินไป
ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวเขา แต่มันคอขาดบาดตายสำหรับ "อันดา"
การที่เขาใช้ปราณตะวันอุ่นกดทับคำสาปเหมันต์ไว้ เป็เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากเปรียบคำสาปเป็ไฟป่า พลังของเขาก็เหมือนการเอาน้ำราดให้ไฟมอดลงชั่วคราว แต่ตอไม้นั้นยังคงมีความร้อนระอุอยู่ และพร้อมจะลุกโชนขึ้นมาใหม่ได้ทุกเมื่อ
วิธีเดียวที่จะรักษาอันดาให้หายขาด คือการสร้าง "รากฐานิญญา" ของเธอให้แข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ร่างกายของเธอสามารถผลิตพลังปราณธาตุหยางต่อต้านความเย็นได้ด้วยตัวเอง
แต่การจะสร้างรากฐานิญญาให้เด็กตัวเล็กๆ จำเป็ต้องใช้สภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ต้องมีพลังปราณธรรมชาติที่หนาแน่นและสะอาดบริสุทธิ์ เพื่อใช้เป็วัตถุดิบในการก่อร่างสร้างตัว
'ถ้าขืนให้อันดาอยู่ที่นี่ต่อไป ร่างกายของลูกจะดูดซับเอาไอพลังงานสกปรกพวกนี้เข้าไปแทนคำสาป นอกจากจะรักษาไม่หายแล้ว อาจจะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรก หรือกลายเป็คนพิการทางิญญาไปตลอดชีวิต'
ยิ่งคิด คิ้วเข้มของกวินทร์ก็ยิ่งขมวดเข้าหากันจนเป็ปม เขาหันกลับไปมองลูกสาวผ่านกระจกใส ความกังวลฉายชัดในแววตา
เขาต้องหาสถานที่ใหม่ สถานที่ที่มี "ชีพจรั" (Dragon Vein) หรือจุดรวมพลังธรรมชาติที่ยังไม่ถูกมนุษย์ทำลาย แต่ในยุคสมัยนี้ ที่ที่เจริญแล้วล้วนถูกถมทับด้วยคอนกรีตและสายไฟ จะหาสถานที่แบบนั้นได้จากที่ไหน?
"ช่วยไม่ได้ คงต้องลองเสี่ยงดู"
กวินทร์ตัดสินใจใช้วิชาต้องห้ามสำหรับสภาพร่างกายปัจจุบันของเขา นั่นคือการ "แผ่จิตััศักดิ์สิทธิ์" (Divine Sense Scan) ครอบคลุมพื้นที่วงกว้าง
ปกติแล้ววิชานี้ต้องใช้พลังจิตมหาศาล ยิ่งขอบเขตไกลเท่าไหร่ ยิ่งกินพลังงานมากเท่านั้น ด้วยรากฐานิญญาที่เสียหายของเขา การฝืนทำแบบนี้เปรียบเหมือนการเอามีดมากรีดเนื้อตัวเอง แต่เพื่อลูกสาว เขาไม่มีทางเลือก
กวินทร์หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้สอดคล้องกับจังหวะของจักรวาล มือทั้งสองข้างประสานกันเป็สัญลักษณ์มุทราโบราณที่หน้าอก
"จิตราชันย์ เปิด!"
วูบ!
คลื่นพลังงานที่มองไม่เห็นะเิออกจากร่างของกวินทร์ กระจายตัวออกไปรอบทิศทางเป็วงกลม ทะลุผ่านกำแพงตึก ผ่านูเา ผ่านตึกระฟ้า และผ่านม่านพลังป้องกันเมือง ราวกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำที่แผ่ขยายออกไปไม่สิ้นสุด
อึก!
กวินทร์กัดฟันแน่น เืกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูกข้างขวา ความเ็ปแล่นพล่านในสมองเหมือนมีใครเอาค้อนปอนด์มาทุบหัว แต่เขาไม่ยอมหยุด เขาขยายขอบเขตการรับรู้กว้างออกไปเรื่อยๆ
1 กิโลเมตร 5 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร
ภาพในหัวของกวินทร์ปรากฏขึ้นเป็แผนที่โฮโลแกรมสามมิติสีขาวดำ ในระยะ 10 กิโลเมตรรอบคฤหาสน์อัคคีพ่าย ซึ่งเป็พื้นที่ของโซนเอและโซนบี ล้วนแล้วแต่เป็ "พื้นที่สีเทา"
เขาเห็นแหล่งพลังงานกระจุกตัวอยู่ตามโรงไฟฟ้ามานา โรงพยาบาล และตึกที่ทำการรัฐบาล แต่พลังงานเ่าั้ล้วนขุ่นมัว บิดเบี้ยว และเต็มไปด้วยคลื่นรังสีรบกวน ไม่มีจุดไหนเลยที่พอจะใช้เป็สถานที่รักษาลูกได้
'ไม่มีเลยเหรอ โลกนี้มันเน่าเฟะไปหมดแล้วหรือไง'
กวินทร์เริ่มท้อ แต่เขายังคงกัดฟันฝืนดันพลังจิตออกไปอีก ขยายขอบเขตไปจนถึง 20 กิโลเมตร เข้าสู่เขตชานเมืองและเขตอุตสาหกรรม
15 กิโลเมตร 20 กิโลเมตร
ร่างกายของเขาเริ่มสั่นเทา ขาเริ่มอ่อนแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งกับพื้นระเบียง เหงื่อกาฬไหลท่วมตัวจนเสื้อคนงานเปียกโชก
ภาพที่เห็นยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เขตอุตสาหกรรม (โซนซีและดี) เต็มไปด้วยหมอกควันพิษสีดำสนิท พลังงานธาตุไฟและธาตุพิษปะทุรุนแรงจนแทบะเิ ถ้าพาลูกไปที่นั่น อันดาคงตายภายในห้านาที
"บ้าเอ๊ย มันต้องมีสักที่สิ สักที่ที่ธรรมชาติยังหลงเหลืออยู่"
กวินทร์พึมพำด้วยเสียงแหบพร่า ดวงตาของเขาเริ่มพร่ามัวจากการใช้พลังเกินขีดจำกัด เขากำลังจะถอดใจและดึงจิตัักลับคืนมา
แต่ทว่า ในจังหวะที่จิตััของเขากวาดผ่านขอบชายแดนของเมือง ไปทางทิศตะวันออกสุดขอบแผนที่ บริเวณที่ถูกระบุว่าเป็ "เขตเสื่อมโทรม" หรือพื้นที่ทิ้งขยะที่ไม่มีใครเหลียวแล
ััของกวินทร์สะดุดกึก!
ท่ามกลางความมืดมิดและความสกปรกของกองขยะมหึมา ท่ามกลางชุมชนแออัดที่ถูกสังคมทอดทิ้ง มีจุดแสงเล็กๆ จุดหนึ่งส่องสว่างวาบขึ้นมาในแผนที่จิตของเขา
มันเป็แสงที่แ่เบามากจนแทบจะกลืนไปกับความมืด ถ้าไม่ใช่ระดับจักรพรรดิเซียนคงไม่มีทางสังเกตเห็น แต่มันคือแสงที่มีคลื่นความถี่พิเศษ คลื่นความถี่ที่บริสุทธิ์ สงบนิ่ง และทรงพลังอย่างน่าประหลาด
"นี่มัน"
หัวใจของกวินทร์เต้นแรงขึ้น เขารีบรวมสมาธิทั้งหมดเพ่งเล็งไปที่จุดนั้นเพียงจุดเดียว ตัดการรับรู้ส่วนอื่นทิ้งไปเพื่อลดภาระทางจิต
ภาพในหัวเริ่มชัดเจนขึ้น
เขาเห็นภาพมุมสูงของชุมชนแออัดที่บ้านเรือนสร้างจากสังกะสีผุพัง น้ำเน่าขังอยู่ตามท่อระบายน้ำ กองขยะสูงท่วมหัวส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล สภาพแวดล้อมทางกายภาพดูเลวร้ายยิ่งกว่านรก
แต่ในทางจิติญญา ใต้พื้นดินที่สกปรกโสโครกนั้น มีเส้นสายธารพลังงานสีทองอร่ามไหลเวียนอยู่อย่างเงียบเชียบ มันขดตัวคดเคี้ยวไปมาคล้ายัที่กำลังจำศีล
"ชีพจรัซ่อนเร้น!" (Hidden Dragon Vein)
กวินทร์อุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นจนลืมความเ็ป
ตามหลักฮวงจุ้ยศาสตร์แห่งเซียน สถานที่ที่ดูภายนอกเลวร้ายที่สุด บางครั้งกลับเป็ที่ซ่อนของสมบัติล้ำค่าที่สุด ธรรมชาติมักสร้างเกราะป้องกันตัวเองด้วยการพรางตา เขตสลัมที่ใครๆ ก็รังเกียจ แท้จริงแล้วตั้งอยู่บน "ตาแห่งั" พอดี ทำให้พลังปราณธรรมชาติจากใต้พิภพไหลมารวมตัวกันที่นั่น แต่มันถูกทับถมด้วยขยะและสิ่งปฏิกูลทำให้พลังงานระบายออกมาไม่ได้ เหมือนูเาไฟที่รอวันปะทุ
ขอเพียงแค่เขาไปที่นั่น ไปเปิดจุดระบายลมปราณและจัดค่ายกลเพียงเล็กน้อย สถานที่แห่งนั้นจะกลายเป็ "ถ้ำ์" (Heavenly Abode) ที่มีพลังปราณหนาแน่นกว่าโซนเอเป็ร้อยเท่า!
และที่สำคัญที่สุด พลังงานที่นั่นเป็พลังงานดิบจากธรรมชาติ ไม่ใช่พลังงานสังเคราะห์ที่ผ่านเครื่องจักร มันคือยารักษาชั้นดีที่จะช่วยสร้างรากฐานิญญาให้อันดาได้
กวินทร์ค่อยๆ ถอนจิตัักลับคืนมาร่าง อาการเวียนหัวเข้าจู่โจมจนเขาต้องสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง เขาใช้หลังมือปาดเืกำเดาที่ยังไหลไม่หยุด แล้วค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนเกาะราวระเบียง
สายลมยามดึกพัดปะทะใบหน้า พัดเอาความร้อนรุ่มจากการฝืนใช้พลังให้คลายลง กวินทร์ทอดสายตามองฝ่าความมืดของเมืองหลวง ข้ามผ่านตึกระฟ้าที่สว่างไสว ข้ามผ่านเขตโรงงานที่พ่นควันพิษ มุ่งตรงไปยังทิศตะวันออกที่มืดมิดและเงียบงัน
ในสายตาของคนทั่วไป ทิศตะวันออกนั้นคือหลุมดำแห่งความเสื่อมโทรม คือ "Zone F" ที่น่ารังเกียจ
แต่ในสายตาของกวินทร์ตอนนี้
เขามองเห็นลำแสงสีทองจางๆ ขนาดมหึมา พุ่งขึ้นมาจากใจกลางย่านสลัมนั้น ทะลุผ่านชั้นบรรยากาศขึ้นสู่ท้องฟ้า มันเป็แสงแห่งความหวัง แสงแห่งชีวิต และเป็กุญแจสำคัญที่จะไขพันธนาการคำสาปของลูกสาวเขา
ริมฝีปากที่แห้งผากของจักรพรรดิเซียนคลี่ออกเป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
"เจอแล้ว บ้านหลังใหม่ของเรา"
กวินทร์กระซิบกับสายลม ดวงตาเป็ประกายวาวโรจน์ เขาจดจำพิกัดนั้นไว้ในใจอย่างแม่นยำ เตรียมพร้อมสำหรับแผนการในวันพรุ่งนี้ แผนการที่จะพาลูกสาวหนีออกจากกรงทองฝังเพชรที่เต็มไปด้วยมลพิษแห่งนี้ ไปสู่ดินแดนแห่งอิสระและการเยียวยาที่แท้จริง
ทิศตะวันออก ที่ซึ่งแสงทองแห่งรุ่งอรุณและัที่หลับใหลกำลังรอคอยการมาเยือนของราชันย์