ตอนที่ 21: ประสบการณ์ชีวิต (1)
หลินซีไม่มีวิธีการรับมือกับอารมณ์ที่ซับซ้อนของเด็กเพราะเธอเองก็ไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน หลิวเสียมาหาเธออีกแล้ว รอบนี้บนหน้าของเธอยังฉาบไปด้วยรอยยิ้มเย้าแหย่จนหลินซีเห็นแล้วได้แต่ส่ายหัว หลิวเสียพูดคุยกับหลินซีเรื่องหยวนเฮ่อ ท่าทางของหลินซีแสดงออกชัดเจนว่าได้ปฏิเสธไปแล้ว หลิวเสียเลยถามด้วยความแปลกใจ “ทำไมล่ะ หยวนเฮ่อก็ไม่เลวนะ ตั้งใจทำงาน ครอบครัวก็เป็นกรรมกรที่มีเกียรติ” หลินซีบอกได้แค่ว่าตนอายุยังน้อย ครอบครัวกำชับว่าไม่ให้มีความรัก หลิวเสียคิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจพลางรู้สึกเสียดายไม่น้อย หลินซีคิดได้จึงถามหยั่งเชิงหลิวเสียว่าคิดอย่างไรกับฟางฉวนจื้อ หลิวเสียอึ้งที่ถูกถามเช่นนี้ หลังจากที่เงียบไปสักพักก็เอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “ฟางฉวนจื้อเป็นคนดี ฉันประทับใจในตัวเขา ตอนที่มาถึงที่นี่แรกๆ ยังไม่ค่อยคุ้นชินก็ได้เขาช่วยเหลือทั้งนั้น แต่เขามีคนรักแล้วและเขาสองคนก็รักกันดี ได้ยินมาว่าฝ่ายหญิงก็มีชื่อได้รับเลือกเป็นนักศึกษาจากทหาร ชาวนา กรรมกรด้วย ต่อไปทั้งสองก็น่าจะได้เข้าเรียนด้วยกัน ดังนั้นระหว่างฉันกับเขามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก” หลินซีชะงักงัน เธอไม่รู้เรื่องที่ฟางฉวนจื้อมีคนรักอยู่แล้ว หลิวเสียทอดถอนใจฝืนยิ้มออกมาแล้วพูดต่อ “ยุวปัญญาชนมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกเหงา พอมีคนมาทำดีกับเธอก็เป็นเรื่องปกติที่เธอจะรู้สึกดีกับคนนั้นโดยง่าย เธอเพิ่งจะมาถึงที่นี่ยังไม่รู้สึกอะไร รออีกหน่อยเดี๋ยวก็เข้าใจเอง แต่ในฐานะคนที่เคยผ่านเรื่องแบบนี้มา ฉันขอแนะนำว่าเธออย่าหาคู่ครองที่นี่จะดีกว่า อย่างน้อยก็อย่าเป็นคนในท้องที่ เพราะยังไงซะเราก็ยังมีหวังที่จะได้กลับบ้าน” หลินซีจำได้รางๆ ว่าอีกหลายปีหลังจากนี้จะอนุญาตให้ยุวปัญญาชนกลับเมืองได้ หน้าที่นี้มีขอบเขตสิ้นสุด จากที่เห็นแนวคิดของหลิวเสียมีความเข้าใจแจ่มชัด เธอเชื่อว่าหลิวเสียจะข้ามผ่านความสัมพันธ์ที่ไร้ความหวังนี้ไปได้แน่ อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ คนในหมู่บ้านเริ่มสะสมผักอย่างพวกผักกาด หัวไชเท้า หรืออาหารตากแห้ง หลินซีไม่เคยอาศัยอยู่ในชนบทจึงไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย พอคิดได้ฉู่เฉิงก็ยืดอกแสดงตัวว่าเขาได้จัดการทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลินซีไม่จำเป็นต้องกังวล หลินซีแสดงความรู้สึกปลื้มใจ จากนั้นพอเห็นที่ว่างมุมหนึ่งจึงเกิดความคิดเรื่องเลี้ยงไก่ขึ้นมา ไข่ไก่ที่กินอยู่ตอนนี้หลินซีก็ซื้อมาจากร้านค้าในระบบ เพื่อเงินที่มีอยู่น้อยนิดเธอจึงคิดอยากเลี้ยงไก่ แน่นอนว่าเธอเลี้ยงไม่เป็นจึงถามฉู่เฉิงว่าเลี้ยงไก่เป็นหรือไม่ ฉู่เฉิงหวนคิดอย่างละเอียดแล้วบอกว่า “พี่สาว ตอนนี้ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ไก่ตัวเล็กจะเลี้ยงไม่รอด รอถึงฤดูใบไม้ผลิที่แม่ไก่กกไข่แล้วค่อยว่ากัน” หลินซีไม่เข้าใจ การหมดหวังเรื่องเลี้ยงไก่ทำให้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ฉู่เฉิงเห็นดังนั้นจึงปลอบเธอว่า “พี่สาว อย่ารีบร้อนไปเลย รอถึงฤดูใบไม้ผลิแล้วผมจะช่วยพี่สร้างเล้าไก่เอง” ในใจฉู่เฉิงคิดว่าพี่สาวไม่เข้าใจสถานการณ์เลย ถ้าไม่มีเขาจะอยู่ยังไง ต่อไปเรื่องการงานในบ้านเขาต้องหมั่นใส่ใจให้มากขึ้นแล้วล่ะ เลี้ยงไก่ไม่ได้หลินซีก็ทำได้แค่สอนหนังสือให้ฉู่เฉิงอย่างสบายใจ ตอนนี้มีถังซูเพิ่มมาด้วย ถังซูชอบมาอ่านหนังสือที่บ้านหลินซี ยิ่งตอนนี้มีวิทยุเขาก็อาศัยความกล้าค่อยๆ ขยับมาฟังด้วย ฉู่เฉิงรำคาญเขาก็ชักสีหน้าใส่เขาไปไม่น้อย แต่เพียงไม่กี่วันถัดมาหลิ่วชุนเยี่ยนก็ถือพุทราและอาหารแห้งมาให้เป็นการตอบแทนที่หลินซีช่วยดูแลลูกชายให้ หลินซีรับของเขาไว้แล้วฉู่เฉิงจึงได้แต่จำใจให้ถังซูสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างชอบธรรม แต่ถึงฉู่เฉิงจะไม่ชอบเขา เขาก็ไม่สน พอนานเข้าฉู่เฉิงจึงฝืนใจยอมรับเพื่อนคนนี้ได้ สองคนมักจะเล่นด้วยกันบ่อยๆ บางครั้งถังซูก็มาเรียกฉู่เฉิงออกไปเล่นด้วยกัน หลินซีรู้สึกว่าความทุ่มเทที่ทำมานานได้ผลตอบแทนแล้ว เจ้าเด็กนี่คบหาเพื่อนเป็นแล้ว คิดแล้วก็คลายกังวลลงไปมาก ตั้งแต่หลินซีซื้อหนังสือมาใหม่ ถังซูก็ป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไป พออากาศเริ่มหนาว กิจกรรมของเด็กๆ ก็น้อยลง เด็กในหมู่บ้านมักจะแวะมาหาฉู่เฉิงเพื่อยืมดูหนังสือ หลินซีคิดว่าแบบนี้ก็ดีไม่น้อยเพราะจะได้ช่วยฉู่เฉิงเรียนรู้การคบหาเพื่อน เมื่อมาขอดูหนังสือ หลินซีก็จะให้เด็กๆ ดูหนังสืออยู่ที่ลานบ้าน จะทำอะไรก็ได้แต่ห้ามเอากลับบ้านและห้ามทำหนังสือเสียหาย เพียงไม่นานลานบ้านก็เต็มไปด้วยเด็กๆสิบกว่าคนมารายงานตัวตรงเวลาทุกวัน ดีที่เด็กพวกนี้โตพอที่จะรู้เรื่องไม่ส่งเสียงเอะอะ หลินซีจึงพอใจมาก แต่ฉู่เฉิงนั้นทุกข์ระทมอย่างยิ่ง ในไม่ช้าลานบ้านของหลินซีก็กลายเป็นที่อ่านหนังสือของเด็กๆ เด็กที่โตหน่อยจะเล่าเรื่องในหนังสือให้เด็กเล็กฟัง บางเวลาหลินซีก็เล่าให้พวกเขาฟังด้วยตัวเอง คนในหมู่บ้านรู้สึกว่าหลินซีเป็นคนใจกว้าง แบ่งหนังสือของตัวเองให้พวกเด็กๆ อ่าน แล้วยังช่วยดูแลลูกๆ จอมดื้อของพวกเขาอีก นั่นจึงทำให้พวกเขาหมดห่วงไปได้ บางคนที่เกรงใจก็ส่งอาหารพื้นบ้านมาให้บ้างทุกสามวันห้าวันหรือไม่ก็ให้เด็กๆ ของพวกเขาเอาฟืนมาให้ แม้ของจะไม่มากแต่หลินซีก็ดีใจไม่น้อยเพราะนี่หมายถึงทุกคนเปิดใจยอมรับพวกเธอแล้ว ถึงเวลานัดตรวจแขนของหลินซีอีกครั้งแล้ว เธอจะไปคนเดียวแล้วให้ฉู่เฉิงรออยู่ที่บ้าน แต่ฉู่เฉิงไม่ยอมจะขอไปด้วยท่าเดียว หลินซีที่เปลี่ยนใจเขาไม่ได้จึงต้องพาเขาไปด้วย เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หมอตรวจแล้วไม่มีปัญหาอะไรก็ให้หลินซีกลับไปพักรักษาอาการอีกสักหน่อยแล้วค่อยกลับมาอีกรอบ ขณะที่ทั้งคู่กำลังออกจากโรงพยาบาล ผู้หญิงใบหน้าซีดเหลืองคนหนึ่งก็เดินสวนกับพวกเขา เธอชะงักหยุดอยู่กับที่เมื่อบังเอิญเห็นฉู่เฉิง เมื่อฉู่เฉิงเดินออกไปไกลแล้วเธอจึงคิดจะตามไป ไล่ตามไปสักพักก็เห็นว่าเงาร่างนั้นห่างออกไปไกลแล้ว สุดท้ายจึงได้แต่ถอดใจ สามวันถัดมาครอบครัวของหญิงใบหน้าซีดเหลืองคนนั้นก็ประคับประคองเธอมาจนถึงหมู่บ้านชิงซาน การปรากฏตัวของเธอสร้างความฮือฮาขึ้นมาได้ไม่น้อย ตอนที่ถังเจี้ยนกั๋วเจอผู้หญิงคนนี้ เขาก็เอ่ยถามหลังจากที่คิดอยู่นาน “เธอคือภรรยาของต้าเกินใช่หรือเปล่า” เธอเอนร่างพิงเก้าอี้แล้วพยักหน้าอย่างไร้เรี่ยวแรง ถังเจี้ยนกั๋วมองภรรยาของต้าเกินที่ผ่ายผอมเหลือแต่กระดูก ในใจก็หดหู่จนพูดอะไรไม่ออก “เธอกลับมาครั้งนี้มีธุระอะไร” เธอตอบด้วยดวงตาเคลือบน้ำตา “ผู้แทนฯถัง ฉันมีเรื่องจะขอร้อง คุณเรียกต้าเกินมาได้ไหม เด็กคนนั้นด้วย ฉันมีเรื่องต้องคุยกับพวกเขา” ถังเจี้ยนกั๋วเกิดความกังวลขึ้นมาในใจ เขาเรียกครอบครัวของฉู่ซานซูและคนเฒ่าคนแก่ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมาด้วย หลินซีกำลังสอนคำศัพท์ให้ฉู่เฉิงอยู่ในตอนที่ได้รับแจ้งจากถังเจี้ยนกั๋วว่าแม่ของฉู่เฉิงกลับมาแล้ว เธอตกใจมาก แม่ที่จากไปนานกลับมาหมายความว่าอะไร จะมารับตัวฉู่เฉิงไปเหรอ ในใจเธอเกิดความกระวนกระวาย เธอไม่รู้ว่าแม่ของฉู่เฉิงปรากฏตัวออกมาตอนนี้เพื่ออะไร ฉู่เฉิงเห็นท่าทางสับสนของหลินซีก็กอดแขนเธอเอาไว้แล้วพูดปลอบ “พี่สาว สบายใจเถอะ ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น ผมจะอยู่กับพี่” หลินซีฝืนยิ้มแล้วพาเขาไปพบคณะกรรมการหมู่บ้าน ฉู่เฉิงและหลินซีมาถึงยังที่ทำการหมู่บ้าน ด้านในมีคนนั่งอยู่เต็มไปหมด ตอนที่เดินเข้าไปสายตาของทุกคนพากันจับจ้องมาที่เธอ หลินซีไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย ฉู่เฉิงเลยจับมือเธอเอาไว้ เมื่อหลินซีหาที่นั่งลงได้ภรรยาของต้าเกินก็จ้องมาที่ฉู่เฉิงแล้วพูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “เจ้าโตขึ้นแล้ว แม่แทบจำไม่ได้เลย” “นังหน้าไม่อาย ยังจะกล้ากลับมาอีก” เสียงชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราดจากฝั่งประตู เป็นฉู่ต้าเกินนั่นเอง เขากำหมัดแน่น ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้าง ท่าทางเหมือนจะกินคนเสียให้ได้ คนในครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นพากันลุกขึ้นส่งสายตาดุดันกลับไปให้ฉู่ต้าเกิน ถังเจี้ยนกั๋วรีบเข้าไปห้ามให้ทั้งสองฝ่ายให้ยับยั้งอารมณ์เอาไว้ ฉู่ซานซูที่ยืนอยู่ด้านหลังฉู่ต้าเกินมองคนที่เคยได้ชื่อว่าเป็นลูกสะใภ้ด้วยสีหน้าโกรธแค้นและดูถูก เมื่อทุกคนได้ที่นั่งลงเรียบร้อยแล้วภรรยาของต้าเกินก็เริ่มกล่าว “ทุกคนคงเห็นแล้วว่าฉันในตอนนี้เหลือเวลาใช้ชีวิตอีกไม่มาก ทั้งหมดก็เป็นผลจากการกระทำของฉัน แต่มีเรื่องที่ฉันต้องอธิบายให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นคงตายตาไม่หลับ ฉู่ต้าเกินฉันไม่ได้ทำผิดต่อคุณ ในตอนแรกที่ฉันมีลูกให้คุณไม่ได้สักที คุณก็หาเรื่องทะเลาะกับฉันทุกวัน ต้องยากลำบากขนาดไหนกว่าฉันจะตั้งท้องได้ แต่สุดท้ายคุณก็มาสงสัยว่าฉันคบชู้อีก หนำซ้ำยังทุบตีฉันอยู่เรื่อย ฉันทำผิดอะไรเหรอ ตอนนั้นฉันท้องลูกของคุณจริงๆ ฉันไม่ได้โกหกคุณ ฉัน...” เพราะรีบพูดเกินไปจึงทำให้เธอหายใจไม่ทัน สายตาของเธอยังคงจับจ้องฉู่ต้าเกินที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงแต่ถลึงตามองกลับมา สองมือของเขาประสานกันแน่นและหน้าอกก็ขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง ผู้หญิงด้านข้างรีบเอื้อมมือมาลูบหลังให้เธอพร้อมพูดปลอบ ภายใต้การปลอบโยนจากครอบครัวทำให้ลมหายใจของเธอกลับเป็นปกติ แต่สีหน้าเธอก็แดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชายที่อยู่ข้างๆ จึงเปิดปากพูดขึ้น “ฉันพูดแทนแล้วกัน ตอนที่พี่ฉันท้องอยู่ถูกฉู่ต้าเกินทุบตีบ่อยครั้งจนเธอทนไม่ไหวหนีกลับมาบ้านแม่ แต่พี่สาวร่างกายอ่อนแอ อีกทั้งสภาพจิตใจยังย่ำแย่ เด็กในท้องจึงคลอดก่อนกำหนดตอนอายุครรภ์ได้เจ็ดเดือน พวกเราพาพี่ไปส่งโรงพยาบาล แต่น่าเศร้าที่ช่วยเด็กไว้ไม่ได้” ทุกคนต่างชะงักงัน ในเมื่อยื้อชีวิตเด็กคนนั้นไว้ไม่ได้ แล้วฉู่เฉิงมาจากไหน สายตาของทุกคนรวมกันอยู่บนตัวของฉู่เฉิง ฉู่เฉิงมองคนที่เคยเป็นแม่อย่างเฉยชา หัวใจเต้นตุบตับตลอด ชายคนนั้นพูดต่อ “เด็กที่เสียไปในตอนนั้นเป็นผู้ชาย สุขภาพของพี่อ่อนแอ พอรู้เรื่องก็ทำใจไม่ได้ ต่อมาเห็นห้องผู้ป่วยข้างๆ คลอดลูกชาย ด้วยความเสียสติเธอก็เลยอุ้มเด็กคนนั้นกลับมา เพราะเธอไม่ต้องการให้ต้าเกินผิดหวัง เขาเฝ้ารอที่จะมีลูกมาหลายปีแล้ว เธอคิดว่ามีลูกแล้วต้าเกินก็จะใช้ชีวิตกับเธอดีๆ นึกไม่ถึงว่าภายหลังความรู้สึกที่ทั้งคู่มีให้กันจะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม” พูดถึงตรงนี้น้ำเสียงของชายคนนั้นก็ติดสะอื้นไห้ขึ้นมาเล็กน้อย คนทั้งห้องต่างตะลึงงัน เนื่องจากฉู่เฉิงมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนคนตระกูลฉู่จึงมีบ้างที่จะตกเป็นที่นินทาของคนในหมู่บ้าน คิดไม่ถึงว่าฉู่เฉิงจะเป็นเด็กที่ถูกรับมาเลี้ยงจริงๆ ถ้าพูดให้ถูกต้องก็คือขโมยมา หลินซีมองแม่ของฉู่เฉิงด้วยความตกตะลึง นึกไม่ถึงเลยว่าหญิงสาวอ่อนแอแบบนี้จะกล้าขโมยเด็ก แต่พอหันมาดูฉู่เฉิงก็พบว่าเขามีสีหน้าท่าทีไม่ใส่ใจราวกับเรื่องที่คนพวกนี้พูดกันไม่ใช่เรื่องของตัวเอง หลินซีสงสารเด็กคนนี้ เธอยื่นมือออกไปกุมมือที่กำแน่นของฉู่เฉิงเอาไว้ เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของหลินซีที่ส่งมายังมือเขา แรงที่มือจึงผ่อนลงแล้วหันไปสบตากับหลินซี ฉู่ต้าเกินลุกขึ้นมาชี้หน้าภรรยาของตนเอง “นังหน้าไม่อาย เธอกล้าหลอกฉัน” เธอหันสายตากลับมาทางเขา หยดน้ำในดวงตาร่วงหล่นลงมาอย่าห้ามไม่ได้ “ฉันไม่เข้าใจ ทำไมคุณคิดว่าฉันคบชู้ คุณต้องการอะไรกันแน่ ฉันไม่เคยทำผิดต่อคุณเลยนะ” ปลายเสียงแหบแห้ง เธอยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง คนที่อยู่ข้างๆพากันพูดปลอบ “พี่ เลิกคิดเรื่องที่ทำร้ายจิตใจแบบนี้ได้แล้ว สุขภาพพี่ไม่ดีพยายามอย่าให้มีเรื่องสะเทือนอารมณ์เลย” เธอร้องไห้ได้สักพักก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาแล้วพูดขึ้น “ฉู่ต้าเกิน หลายปีที่ฉันอยู่กับคุณมา แต่ละวันถ้าไม่ทำงานในไร่นาก็อยู่บ้านทำงานบ้าน แม้แต่ในเมืองก็ยังไม่เคยไป คุณบอกสิว่าฉันจะคบชู้ได้ยังไง”