ตอนที่ 6
เฮียม่วยแซ่เฟิ่น
คนผู้ที่ใช้กระบี่แทงป้าหนิวเมื่อครู่มันเงื้อกระบี่ตรงเข้าหาจ่านจืออีกครั้ง ท่าทางมุ่งร้ายหมายขวัญป้าหนิวแม้เ็ปาแแทบขาดใจ แต่ท่านขบฟันแน่นรวบรวมกำลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดใช้ออกในคราวเดียวป้าหนิวใช้มือทั้งสองคว้ากอดสองขาของคนผู้นั้นไว้แแ่ พร้อมกับอ้าปากร้องะโส่งเสียงกล่าวต่อจ่านจือทั้งน้ำตาว่า
“เซียวจือหนีไปอย่าได้ห่วงมารดาอีก มารดาของเ้าแก่ชราแล้ว ตายไปก็ไม่เสียดาย เ้ารีบหนีไปจากที่นี่เร็วเข้า”
ป้าหนิวเลี้ยงจ่านจือมาท่านรักและเอ็นดูทะนุถนอมเขาเหมือนลูกในไส้ คราครั้งนี้ทราบแน่ว่าไม่อาจรักษาชีวิตตนเองเอาไว้ได้ปากส่งเสียงบอกกล่าวให้เขารีบหนีไป เด็กน้อยน้ำตาไหลหลั่งพรั่งพรูเป็ทางความรู้สึกในยามนี้ คล้ายดั่งถูกคมมีดกรีดลงกลางใจก็มิปานทั้งเ็ปทั้งสงสารป้าหนิวกระทั่งมิอาจอธิบายความรู้สึกออกมาได้แต่กระนั้นเด็กน้อยยังเสียงเสียงสั่นลั่นวาจากล่าวต่อป้าหนิวว่า
“ท่านแม่ ข้าพเ้าจะไม่ไปไหนเด็ดขาด เซียวจือจะตายกับท่านแม่ภายหน้าหากไม่มีท่านแม่แล้ว ข้าพเ้าจะอยู่ได้เช่นไร?”
น้ำเสียงของจ่านจือ กล่าวทั้งน้ำตานองหน้าทั้งมิเกรงกลัวต่อความตายเด็กน้อยโผพุ่งเข้าหาร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของแม่บุญธรรมคนผู้นั้นมันถูกป้าหนิวใช้สองมือคว้าจับสองขาไว้ขยับมิได้ดังนั้นมันจึงเงื้อกระบี่ในมือขึ้นสุดหล้า แล้วฟันฉับเข้ากลางหลังป้าหนิว ซึ่งนอนอยู่บนพื้นเต็มแรงสุดกำลัง
ป้าหนิวสะดุ้งเฮือกขึ้นคราหนึ่งศีรษะเงยแหงนหงายมาด้านหลังโลหิตคำโตพุ่งกระฉูดออกจากปากป้าหนิวราวน้ำพุสายตาท่านเพ่งจับจ้องมายังใบหน้าของจ่านจือ สองมือพยายามไขว่คว้าอากาศวุ่นวายไม่มีน้ำเสียงใด ๆ เล็ดรอดหลุดออกมาจากปากของท่านอีก มีเพียงโลหิตสีแดงเข้มไหลออกมาไม่หยุดก่อนที่ป้าหนิวท่านจะสิ้นใจไปกับพื้นตรงนั้นโดยที่สองตาของท่านยังคงเบิกโพลงจับจ้องมายังร่างของจ่านจือด้วยความเป็ห่วง
เด็กน้อยแม้จะมีม่านหมอกน้ำตาบดบังสายตาเอาไว้แต่เขากลับเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจนยิ่ง ส่งเสียงร้องก้องะโจนสุดเสียงดังว่า
“ท่านแม่!”
จ่านจือ หลังจากส่งเสียงร้องแล้ว เขาไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้วคิดเสี่ยงเป็เสี่ยงตายกับสามคนนั้น เขาพุ่งร่างเข้าหาคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดสองหมัดต่อยสะเปะสะปะวุ่นวายเข้าใส่ไม่จำแนกแยกแยะทิศทางคนผู้แสดงสีหน้าเหยียดหยันส่งเสียงหัวร่อในลำคอหึ ๆ จากนั้นมันยกเท้าข้างหนึ่งถีบโครมเข้าใส่หน้าอกเด็กน้อยเต็มแรงกระทั่งร่างของจ่านจือลอยหงายไปด้านหลังราววาเศษก่อนที่ร่างจะตกลงฟาดกระแทกพื้นดังครืนใหญ่จนฝุ่นสีขาวหม่นบนพื้นฟุ้งตลบกระจัดกระจาย คนผู้นั้นส่งเสียงตะคอกดังลั่นว่า
“เด็กน้อยโสโครก เบื่อการมีชีวิตแล้วใช่หรือไม่?”
จากนั้น เมื่อมันกล่าววาจาจบ รีบหันมาสั่งพรรคพวกของมันดังว่า
“พวกเรารุมสับร่างมันเป็ชิ้น ๆ”
กล่าวจบ กระบี่สามเล่มแยกย้ายจู่โจมเข้าใส่ร่างเด็กน้อยซึ่งในเวลานี้ยังคงนอนกองอยู่กับพื้นพร้อมเพรียงกันโดยมิต้องนัดหมาย
ฉับพลันทันใดนั้น เงาคนสองสายเคลื่อนไหววูบวาบเข้ามา
“ซี่ ซี่ ซี่”
เสียงซี่พอดัง กระบี่สามเล่ม กระเด็นกระดอนหลุดจากมือของคนทั้งสามเงาร่างสายหนึ่งปรากฏกายขึ้นพร้อมกับซัดก้อนหินสามก้อนกระแทกกระบี่ทั้งสามเล่มปลิวกระเด็น กระบวนท่าที่ใช้ทั้งรวดเร็วทั้งแม่นยำดั่งจับวาง เฟิ่นไป่ชิงเป็นางเองกอกอของนางเฟิ่นมู่เหอก็มาด้วย พวกมันทั้งสามคนเห็นเช่นนั้น ทราบว่าเป็ยอดฝีมือรีบก้มลงเก็บกระบี แล้วพากันกระโจนวิ่งหนีจนสุดกำลัง
จ่านจือมิรอช้ารีบลุกขึ้นวิ่งตรงเข้าไปกอดร่างไร้ิญญาของป้าหนิวเอาไว้พร้อมกับร่ำไห้คร่ำครวญน้ำตาไหลนองใบหน้าเปียกชุ่ม สภาพน่าเวทนาสงสารยิ่งเฮียม่วยแซ่เฟิ่นเห็นเช่นนั้น รู้สึกสะทกสะท้อนหดหู่จับใจคนทั้งสองรีบตรงเข้าไปประคองช่วยเหลือ เฟิ่นไป่ชิงส่งเสียงกล่าววาจากับเขาว่า
“สหาย ระงับความเศร้าโศกเสียใจเอาไว้ก่อนเถิด อย่าได้ร้องไห้แล้วมิเช่นนั้นมารดาของเ้าอาจจากไปไม่สงบ”
จากนั้น เฟิ่นมู่เหอส่งเสียงกล่าววาจากับจ่านจือต่อว่า
“ถูกต้องแล้วสหายน้อย หากเ้ายังไม่หยุดร้องไห้ิญญาของมารดาเ้าจะมิได้ไป์ข้าคิดว่าพวกเรามาช่วยกันจัดการเื่ศพของมารดาเ้าก่อนเถิด”
จ่านจือหลังจากใช้หลังมือเช็ดปาดหยาดน้ำตาแล้ว หันมองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นแสดงสีหน้าสำนึกขอบคุณ ประสานมือขึ้นส่งเสียงกล่าวดังว่า
“ข้าพเ้าขอขอบคุณจอมยุทธ์ทั้งสองหากท่านทั้งสองมิยื่นมือเข้าช่วยเหลือข้าพเ้าคงตายไปแล้วมิทราบว่าจอมยุทธ์ทั้งสองมีชื่อสูงส่งว่ากระไร? ส่วนข้าพเ้านามว่าจ้าวจ่านจือ”
เฟิ่นมู่เหอพยักหน้าพร้อมกับส่งเสียงกล่าวแนะนำตัวกับจ่านจือว่า
“อย่าได้เรียกหาเราสองเฮียม่วยว่าจอมยุทธ์เลยได้ยินแล้วกระอักกระอ่วนระคายหูอยู่บ้าง ข้ามีนามว่าเฟิ่นมู่เหอ”
เฟิ่นไป่ชิง นางรีบแนะนำตัวเองต่อจากกอกอของนางว่า
“ข้าพเ้าเป็ม่วยม่วยของพี่มู่เหอ เรียกข้าพเ้าว่าเฟิ่นไป่ชิงสหายน้อยที่แท้ท่านเรียกว่าจ้าวจ่านจือ”
จ่านจือกล่าวตอบว่า
“ถูกแล้ว ข้าพเ้าเรียกว่าจ้าวจ่านจือ ขอบคุณจอมยุทธ์ออท่านทั้งสองที่จะช่วยเหลือข้าพเ้า จัดการเื่ฝังศพของมารดา”
หลังจากจัดการฝังศพป้าหนิวแล้วจ่านจือนั่งซึมเซาเศร้าโศกไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอยู่เป็เวลานานญาติสนิทคนสุดท้ายที่เขามีมาตายจากกะทันหัน เด็กน้อยไม่เหลือผู้ใดอีกแล้วหลังจากเฮียม่วยแซ่เฟิ่นปรึกษาหารือกัน เห็นว่าสมควรจะช่วยเหลือเขาสักครั้งหากปล่อยทิ้งไป สามคนชั่วนั้นย้อนกลับมา เขาคงต้องถูกฆ่าตายอย่างแน่นอนจึงเห็นพ้องกันว่าจะพาเขาไปฝากให้เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนช่วยดูแล
หลังจากนั้นอีกสองวัน คนทั้งสามจึงออกเดินทาง ไปยังสถานที่ซึ่งเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนทิ้งไว้ให้ เมื่อออกจากหมู่บ้านเย้ยอรุณผ่านไปเป็เวลาครึ่งวันสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นพาจ่านจือตัดผ่านเส้นทางสายหนึ่ง อันเป็เส้นทางมุ่งตรงสู่เมืองหลวงลั่วหยางั้แ่เด็กเขาไม่เคยเหยียบย่างออกจากหมู่บ้านเย้ยอรุณดังนั้นจึงไม่รู้จักเส้นทางที่กำลังก้าวเดินเห็นสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นเดินพลางสนทนากันไปพลางจ่านจือมิกล้าชักช้ารีบก้าวเท้าติดตามไป
เดินทางมาอีกระยะหนึ่งจ่านจือมองเห็นผู้คนพลุกพล่านเดินสวนกันไปมาทุกคนล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สะอาดสะอ้านอีกทั้งใบหน้าของทุกคนยังดูหมดจดสดใส บางคนขี่ม้าควบขับเหยาะย่างวิ่งผ่านไปจ่านจืออดมิได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมองผู้คนเ่าั้ บางขบวนมีจำนวนหลายคนบางครั้งมองเห็นคนแบกหามเกี้ยวตกแต่งหรูหราผ่านไปอีกหลายขบวน บางคนพกพาอาวุธกระบี่จ่านจือคาดเดาเอาเองว่าผู้คนเ่าั้ หากมิใช่ชาวยุทธ์ก็อาจเป็อันธพาลจ่านจือหวนนึกขึ้นในใจว่า
‘ชีวิตของผู้คนในเมืองหลวง ช่างดูสับสนวุ่นวายมากมายถึงเพียงนี้’
ยามนี้ใกล้มืดค่ำสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่น จึงมุ่งตรงสู่ตัวเมืองแห่งหนึ่งเพื่อหาโรงเตี๊ยมพักแรมไม่นานเท่าใดนักแลเห็นโรงเตี๊ยมที่หนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลคนทั้งสามจึงตรงเข้าไปติดต่อเถ้าแก่เพื่อจองห้องพักแต่ได้รับคำตอบจากเถ้าแก่โรงเตี๊ยมว่า
“เสียใจด้วยนายท่านทั้งสาม ค่ำคืนนี้มีคนจองห้องพักเต็มหมดแล้วทุกห้องรบกวนพวกท่านทั้งสามเสาะหาสถานที่อื่นเถิด”
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น เฟิ่นมู่เหอรู้สึกแปลกประหลาดใจอยู่บ้างส่งเสียงกล่าวถามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมกลับไปว่า
“จองเต็มหมดแล้วทุกห้องเชียวรึ ข้าพเ้ากลับมองมิเห็นว่าจะมีคนพักอาศัยอยู่สักกี่คนเถ้าแก่ท่านกล่าววาจาล้อเล่นกับพวกเราทั้งสามใช่หรือไม่?”
เมื่อทอดสายตามองเข้าไปภายในโรงเตี๊ยมภายในร้านเงียบเชียบไร้เงาผู้คนมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ชั้นล่าง เถ้าแก่โรงเตี๊ยมส่งเสียงกล่าววาจาตอบว่า
“ข้าพเ้ามิได้กล่าววาจาล้อเล่นทุกห้องล้วนถูกจับจองไว้เต็มหมดแล้วจริง ๆ พวกท่านเดินทางไปข้างหน้า ห่างจากที่นี่ไปทางตะวันตกราวครึ่งลี้มีโรงเตี๊ยมอีกที่หนึ่ง พวกท่านไปพักยังที่นั่นเถิด”
คำตอบของเถ้าแก่โรงเตี๊ยม กล่าวยืนยันพร้อมกับแนะนำให้คนทั้งสามไปหาโรงเตี๊ยมอีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ห่างไปทางตะวันตกอีกครึ่งลี้
เฟิ่นไป่ชิง นางส่งเสียงกล่าวถามขึ้นบ้างด้วยความสงสัย
“เถ้าแก่แต่ข้าพเ้ายังสงสัยว่าโรงเตี๊ยมของท่าน ถูกจับจองเต็มไว้หมดแล้วแต่แรกแต่ไฉนจึงไม่เห็นมีคนอยู่ภายในโรงเตี๊ยมมากมายดั่งวาจาท่าน?มีเพียงไม่กี่คนที่นั่งรับประทานอาหารเท่านั้นเอง”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยม มองซ้ายแลขวาแสดงท่าทางกระอักกระอ่วนก่อนที่จะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า
“ข้าพเ้าขอเรียนตามตรง ถูกต้องแล้ว ในโรงเตี๊ยมไม่มีคนพักอาศัยอยู่แม้แต่ผู้เดียว แต่ทุกห้องถูกจับจองเอาไว้ั้แ่ตอนบ่ายผู้ที่มาจับจองได้จ่ายเงินค่าห้องไว้เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังสั่งกำชับไว้อีกว่าห้ามมิให้แขกผู้อื่นเข้าพักอาศัยได้เป็อันขาดมิเช่นนั้นแล้วจะถล่มโรงเตี๊ยมของข้าพเ้าให้ราบคาบเป็หน้ากลอง”
ยามนั้น สองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นหันสบตากัน ต่างพากันสงสัยว่าผู้ที่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวถึงมันเป็ผู้ใดกันแน่ ไฉนจึงเหมาโรงเตี๊ยมทั้งหลังเอาไว้โดยห้ามมิให้แขกอื่นเข้าพักอาศัยจ่านจือเองสงสัยด้วยเช่นกันแต่ไม่ค่อยใส่ใจเท่าใดนักอาจเป็เพราะเขายังไม่ทราบว่าในยุทธภพมีเื่ราวซับซ้อนมากมาย เขาเองอาศัยอยู่แต่หมู่บ้านเย้ยอรุณเชิงเขาจึงมิทราบว่ายุทธภพมีเื่ราวมากมายปานนี้
เฟิ่นมู่เหอ ส่งเสียงกล่าวถามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมอีกว่า
“เถ้าแก่ ท่านพอจะบอกได้หรือไม่? ผู้ใดที่เหมาโรงเตี๊ยมของท่าน”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมสอดส่ายสายตาไปมาสีหน้าคล้ายเกรงกลัวเื่ราวใดอยู่ ก่อนส่งเสียงกล่าววาจาตอบว่า
“ข้าพเ้าเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเป็ผู้ใด? ทราบแต่เพียงมีดรุณีอ่อนวัยสองนางเป็ผู้มาติดต่อนางทั้งสองกล่าวว่านายน้อยของพวกนางเป็ผู้ให้มาติดต่อขอเช่าห้องพักทั้งหมดก่อนจากไปพวกนางทั้งสอง ยังซัดอาวุธลับเป็รูปหัวกะโหลกปีศาจ ปักไว้ตรงด้านหน้าโรงเตี๊ยมอีกด้วยหากพวกท่านทั้งสามไม่เชื่อถือคำพูดข้าพเ้าพวกท่านลองเดินไปดูให้เห็นกับตาเองเถิด”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมบอกกล่าวเื่ราวจบพลางชี้มือไปยังเสาไม้ต้นหนึ่งด้านหน้าโรงเตี๊ยม บอกให้คนทั้งสามเดินไปดูอาวุธลับซึ่งดรุณีสองนางได้ซัดขว้างปักเอาไว้ก่อนจากไปดังนั้นคนทั้งสามจึงรีบวิ่งไปยังทิศทางที่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมชี้นิ้วกล่าวบอก
เมื่อไปถึงเสาไม้ต้นนั้นคนทั้งสามกลับไม่เห็นอาวุธลับแม้แต่ชิ้นเดียว แต่ใกล้ ๆ กันนั้นบนม้านั่งตัวหนึ่งนั่งอยู่ด้วยบุคคลผู้หนึ่ง คนผู้นั้นนั่งหันหน้าไปอีกด้านหนึ่ง จึงมองไม่เห็นใบหน้ามันก่อนที่ทั้งสามจะคิดทำประการใด บุคคลผู้นั้นชูมือข้างหนึ่งขึ้นในมือกำวัตถุสองชิ้นพร้อมกับส่งเสียงกล่าววาจา โดยไม่หันหน้ามามองคนทั้งสามว่า
“พวกท่าน กำลังมองหาอาวุธลับสองชิ้นนี้ใช่หรือไม่?”
คนผู้นั้นส่งเสียงกล่าวห้าวหาญ ฟังแล้วคาดเดาได้ว่าเป็บุรุษอายุเยาว์ผู้หนึ่งเถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่ก้าวเท้าติดตามมาได้ยินเช่นนั้น รีบวิ่งเข้าไปหาคนผู้นั้นพร้อมส่งเสียงละล่ำละลักต่อคนผู้นั้นว่า
“ท่าน...ท่านเป็ใคร ทราบหรือไม่? ว่าท่านกำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับข้าพเ้าแล้วอาวุธลับสองชิ้นในมือท่าน ผู้ที่จับจองโรงเตี๊ยมสั่งกำชับไว้ว่าห้ามมิให้ผู้ใดดึงออกมาเด็ดขาด หากทว่าข้าพเ้าดูแลไม่ดีมีคนดึงออกมาศีรษะข้าพเ้าจะหลุดจากบ่า ท่านรีบนำอาวุธลับสองชิ้นในมือท่าน รีบนำกลับไปปักไว้ที่เดิมเร็วเข้า”
คนผู้นั้นยังคงนั่งก้มหน้าหันไปยังทิศทางตรงกับข้ามกับที่คนทั้งสี่ยืนอยู่ คนผู้นั้นลดมือที่กำอาวุธลับรูปร่างรางประหลาดลงแล้วส่งเสียงกล่าววาจาดังกังวานว่า
“เถ้าแก่ ฟังจากน้ำเสียงของท่านหวาดกลัวถึงเพียงนี้ฟังจากที่ท่านกล่าวเมื่อครู่ ผู้ที่จับจองโรงเตี๊ยมเป็เพียงดรุณีอ่อนเยาว์สองนางโรงเตี๊ยมของท่านออกจะกว้างใหญ่ ใช่มีห้องหับมากมายหลายห้องถูกต้องหรือไม่?”
คนผู้นั้นมิรอให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวตอบส่งเสียงกล่าววาจาต่อทันทีว่า
“ข้าพเ้าเองเดินทางผ่านมาเหน็ดเหนื่อยยิ่งอีกทั้ง้าพักผ่อนหลับนอนเก็บออมเรี่ยวแรงพอดีเหลือบเห็นอาวุธลับประหลาดสองชิ้นนี้ปักอยู่ตรงทางเข้ามองดูแล้วเกะกะสายตานักจึงดึงออกมาชมเล่นหากผู้เป็เ้าของอาวุธสองชิ้นนี้จะเอาเื่ท่าน ให้พวกมันมาหาเื่กับข้าพเ้า”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมขยับปากคิดกล่าววาจาตอบ แต่ทว่าคนผู้นั้นมิปิดโอกาสให้มันส่งเสียงสอดขึ้นก่อนว่า
“แต่มิว่าเช่นไร?ค่ำคืนนี้ข้าพเ้าจะต้องได้ห้องพักในโรงเตี๊ยมของท่าน มิเช่นนั้นข้าพเ้าจะถล่มโรงเตี๊ยมแห่งนี้ให้ราบคาบเป็หน้ากลองไม่เหลือซากเช่นเดียวกัน”
คนผู้นั้นกล่าววาจาจบ พร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้ามาเผชิญกับคนทั้งสี่พอเห็นชัดเจนเป็บุรุษอายุราวสิบสี่สิบห้าปีผู้หนึ่ง หน้าตาหมดจดสำอางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพงพร้อมกันนั้นมือข้างที่กำอาวุธลับเอาไว้ออกแรงเกร็งลมปราณพริบตาเดียวอาวุธสองชิ้นในมือแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นส่วนพร้อมกับมืออีกข้างฟาดกระแทกขึ้นใส่แผ่นกระเื้ัคาโดยที่มิได้แหงนหน้ามองเสียงเปรี้ยงปร้างดังขึ้นคราหนึ่งส่งผลให้กระเบื้องแผ่นนั้นทะลุเป็ช่องขนาดเท่าชามข้าว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตระหนกใแก่จ่านจือยิ่งแต่ทว่าสำหรับสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่น คนทั้งสองกลับไม่แสดงอาการใออกมาแม้แต่น้อยเฟิ่นไป่ชิงหันมากระซิบกล่าวกับจ่านจือว่า
“ท่านใใช่หรือไม่? ท่านมิต้องกลัวไปค่ำคืนนี้มีเื่ราวสนุกสนานให้ชมดูอีกแล้ว ท่านยืนอยู่ใกล้ ๆเราทั้งสองเอาไว้อย่าได้ห่าง ในยุทธภพไม่คล้ายในหมู่บ้านเย้ยอรุณที่ท่านอยู่อาศัยอีกทั้งยังไม่เหมือนผาเร้นลับที่ข้าพเ้ากับกอกออยู่อาศัยเช่นเดียวกัน”
เฟิ่นไป่ชิง นางแสดงสีหน้าตื้นเต้นยินดีคล้ายกับได้พบกับเื่ราวสนุกสนานปานฉะนั้นรีบส่งเสียงกล่าววาจากับจ่านจือต่อทันทีว่า
“ข้าพเ้าเองเพิ่งติดตามกอกอ ออกมาท่องเที่ยวเป็ครั้งแรก รู้สึกแปลกประหลาดและตื่นเต้นนักแต่ทว่าได้ฟังท่านเ้าผากับกอกอบอกเล่าอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นจึงไม่รู้สึกใกระไรนักท่านเองจะต้องเรียนรู้เอาไว้ต่อไปจะได้เอาตัวรอด”
จ่านจือแม้ยังใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังเข้าใจในคำพูดของเฟิ่นไป่ชิงนางหมายความถึงยุทธภพซับซ้อนอันตราย เปรียบมิได้กับหมู่บ้านเย้ยอรุณกับผาเร้นลับซึ่งนางกับกอกอของนางอยู่อาศัย จ่านจือพยักหน้ารับทราบพร้อมกับครุ่นคิดขึ้นในใจว่า
‘ถูกต้องแล้ว ที่ท่านกล่าวมาเมื่อครู่มิผิดพลาดแม้แต่น้อยแม้แต่หมู่บ้านเย้ยอรุณที่สงบเงียบ ไม่ยุ่งเกี่ยวหรือข้องแวะกับยุทธภพยังถูกคนชั่วช้าสามคนบุกเข้าไปทำร้ายสังหารมารดาบุญธรรมกระทั่งท่านเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตาข้าพเ้า’
ดังนั้นจ่านจือจึงบอกกับตัวเองว่า นับจากวันนี้เขาจะต้องเรียนรู้โลกภายนอกเอาไว้ให้มากตลอดทางที่ทั้งสามร่วมเดินทางผ่านมาด้วยกัน สองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นได้เล่าเื่ราวมากมายในยุทธจักรซึ่งจ่านจือมิเคยทราบมาก่อนให้เขาได้รับรู้เวลานี้แม้จะใต่อเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่มากแต่เขาต้องปรับตัวตามสถานการณ์ตามคำแนะนำของสองเฮียม่วย
ยามนั้นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมใกระทั่งหน้าถอดสีแปรเปลี่ยน กระทำสิ่งใดไม่ถูก ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากหน้าโรงเตี๊ยม ทุกคนรีบหันหน้าไปมองยังต้นเสียงเป็ตาเดียวยกเว้นบุรุษสำอางผู้นั้น ดูมันไม่ค่อยสนใจต่อเสียงกล่าววาจานั้นเท่าใดนัก เสียงนั้นคล้ายตะคอกกล่าวไม่พึงพอใจอย่างยิ่งกล่าวดังว่า
“เถ้าแก่ ข้าพเ้าให้คนมาเหมาโรงเตี๊ยมของท่านเอาไว้ ในเมื่อข้าพเ้าชำระค่าโรงเตี๊ยมหมดสิ้นแล้วอีกทั้งยังสั่งกำชับเอาไว้ว่า มิให้ผู้ใดเข้ามาก่อกวนวุ่นวาย เื่ง่าย ๆเพียงนี้ท่านยังจัดการให้กับข้าพเ้ามิได้เห็นทีลำคอของท่านคงมิ้าให้ศีรษะตั้งอยู่เป็แน่?”
พอสิ้นเสียงกล่าววาจานั้น กลุ่มคนจำนวนหนึ่ง แบกหามเกี้ยวเข้ามาด้านหน้าขบวนก้าวเดินด้วยดรุณีสองนางซ้ายขวา ดรุณีคนขวาโอบอุ้มปี่แป้(กีร์ต้าจีน)ดรุณีคนซ้ายประคองพิณอย่างละตัว ด้านหลังเกี้ยวติดตามด้วยคนอีกสิบกว่าคนทุกคนพกพาอาวุธติดตัว ท่าทางมีวิชามิต่ำช้าเลวทราม ล้วนแล้วแต่แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าสีขาวล้วน
ยามนั้น พอคนแบกหามวางเกี้ยวลงแล้วคนผู้หนึ่งแหวกผ้าม่านด้านหน้าเกี้ยวแล้วดีดกายพุ่งร่างออกมาพอเห็นชัดถนัดตาเป็บุรุษชุดขาวผู้หนึ่ง ในมือถือพัดจีบกวัดแกว่งไปมาระหว่างเอวเหน็บขลุ่ยเงินด้ามหนึ่งแต่ที่ชวนสงสัยใบหน้ากลับสวมทับด้วยหน้ากากปีศาจ กระทั่งไม่สามารถคาดเดาหน้าตาของมันได้ดูจากลักษณะองคาพยพภายนอก เป็บุรุษวัยเยาว์ผู้หนึ่ง
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเห็นเช่นนั้น ยิ่งตกอกใจนเหงื่อไหลโซมกายรีบประสานมือกล่าวตอบบุรุษชุดขาวสวมหน้ากากปีศาจด้วยน้ำเสียงสั่นรัวว่า
“ข้าพเ้ารับเงินท่านแล้ว ย่อมต้องปฏิบัติตามไม่อาจบิดพลิ้วเป็อื่นได้เพียงแต่ว่าจอมยุทธ์น้อยท่านนี้ มิทราบว่ามาจากสถานที่ใด? นอกจากทำลายอาวุธลับสองชิ้นของท่านแล้วเขายังข่มขู่จะเอาห้องพักภายในโรงเตี๊ยมให้ได้”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมขณะกล่าววาจา ลอบชำเลืองสายตาไปมองบุรุษสำอางผู้นั้นวูบหนึ่งจากนั้นหันมากล่าววาจาต่อบุรุษชุดขาวสวมหน้ากากปีศาจต่อว่า
“ข้าพเ้าเองได้แจ้งแก่จอมยุทธ์ท่านนี้ไปแล้วว่าโรงเตี๊ยมข้าพเ้าถูกเหมาเอาไว้หมดสิ้นแล้วแต่ทว่าจอมยุทธ์น้อยท่านนี้ยังมิยอมเลิกรา เื่นี้ข้าพเ้าว่าพวกท่านจัดการกันเองจะไม่ดีกว่าหรอกรึ? ส่วนนายท่านสามคนนี้หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่?พวกเขาเพียงแวะเข้ามาสอบถามหาโรงเตี๊ยมที่อยู่ถัดไปเท่านั้นเอง”
บุรุษชุดขาวกวัดแกว่งพัดจีบในมือคราหนึ่งหันมาสำรวจคนทั้งสามวูบหนึ่งคล้ายไม่เห็นคนทั้งสามอยู่ในสายตา ส่งเสียงกล่าวกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมดังว่า
“ไฉนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง? มิว่าผู้ใด?ที่อยู่สถานที่นี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสิ้น หากข้าพเ้ามิกล่าวอนุญาตให้จากไปไม่ว่าผู้ใดอย่าได้หมายจากไปโดยมีลมหายใจ”
บุรุษสวมหน้ากากปีศาจตวาดก้องพร้อมกับชำเลืองมองมาทางด้านจ่านจือกับสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นทั้งสามก่อนออกเดินทางแต่งกายเป็ชาวบ้านธรรมดาไม่เป็ที่สะดุดตาทั้งนี้เนื่องจากสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นถูกเ้าผาของทั้งสองสั่งกำชับมิให้แสดงวิชาฝ่ามือให้ชาวยุทธ์สงสัยดังนั้นสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นจึงไม่แสดงออกเช่นกันว่ามีพลังวิชาติดตัวให้ผู้ใดสังเกตเห็น
ยามนั้น เฟิ่นมู่เหอกล่าวต่อบุรุษชุดขาวสวมหน้ากากปีศาจส่วนเฟิ่นไป่ชิงนางรับปากกับกอกอนางว่าจะไม่ก่อเื่ราวใดอีกดังนั้นไม่แสดงอากัปกิริยาใดให้เป็ที่สงสัยว่ามีวิชาฝ่ามือติดตัว เฟิ่นมู่เหอกล่าววาจาว่า
“ถูกต้อง ที่เถ้าแก่กล่าวเมื่อครู่มิผิด เราทั้งสามเดินทางผ่านมาเพียงแวะหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนหลับนอนเท่านั้นเมื่อเถ้าแก่แจ้งว่าโรงเตี๊ยมเต็มหมดแล้วพวกเราทั้งสามจึงจะเดินทางไปยังโรงเตี๊ยมที่อยู่ถัดไปอีกครึ่งลี้พวกเราสามคนเป็เพียงชาวบ้านร้านถิ่นธรรมดา ไม่ทราบเื่ราวยุทธภพมิทราบว่าท่านจะปลดปล่อยพวกเราสามคนไปได้แล้วหรือไม่?”
สำหรับบุรุษหน้าตาสำอางสวมใส่เสื้อผ้าราคาแพงที่มาก่อนหน้านั้นมันเมื่อเห็นคนทั้งหมดสนทนากันไม่มีข้อสรุปจึงแสดงสีหน้าไม่พึงพอใจส่งเสียงกล่าวสวนสอดขึ้นกลางคันว่า
“ที่แท้ เป็ปีศาจโสโครกตนหนึ่ง?ปีศาจสกปรกท่านนี้เองที่เหมาโรงเตี๊ยม เฮอะใบหน้าปีศาจของท่านคงน่าเกลียดน่ากลัวมากสินะจึงต้องสวมใส่หน้ากากปีศาจปกปิดอำพรางเอาไว้ชั้นหนึ่งข้าพเ้า้าห้องพักห้องหนึ่งสำหรับค่ำคืนนี้ที่สำคัญจะต้องเป็สถานที่นี้เท่านั้น ดูจากลักษณะของปีศาจท่านแล้วสมควรจะพอมีฝีมือติดตัวอยู่บ้าง เสียดายอยู่เพียงประการหนึ่ง...?”
บุรุษชุดขาวสวมหน้ากากปีศาจ เมื่อถูกเรียกหาว่าปีศาจโสโครกอีกทั้งบุรุษหน้าตาหมดจดสำอางผู้นั้นยังกล่าววาจาไม่เกรงอกเกรงใจมันดังนั้นจึงส่งเสียงตะคอกสวนดังว่า
“มีอันใด ประการหนึ่งของท่านหมายถึงสิ่งใด?ท่านรีบกล่าวออกมาให้กระจ่าง”
บุรุษสำอางแสดงท่าทางยียวนกวนโทสะ แล้วกล่าววาจาตอบโต้ว่า
“เสียดายที่ขี้ขลาดตาขาวทำตัวคล้ายลูกเต่าหดหัวอยู่ภายในกระดองหาใช่ผู้กล้าชายชาตรีไม่ ท่านใช้พวกมากเดินทาง หากท่านเป็บุรุษผู้กล้าแท้จริงท่านกล้าประลองตัวต่อตัวกับข้าพเ้าหรือไม่?”
บุรุษชุดขาวสวมหน้ากากปีศาจ กล่าววาจาสวนโต้ตอบเช่นกันว่า
“ประลองอันใด?”
บุรุษชุดสำอางหน้าตาหมดจดมันเดินวนรอบกายบุรุษชุดขาวสามหน้ากากปีศาจรอบหนึ่งจากนั้นส่งเสียงกล่าววาจาตอบว่า
“ประลองฝีมือถือว่าข้าพเ้าเสียเปรียบท่านอยู่ครึ่งก้าวท่านขี้ขลาดปานนี้เห็นอยู่ชัดเจนว่าพกพาคนมามากมาย หากประลองกันตัวต่อตัวข้าพเ้าหาได้เกรงกลัวท่านไม่ แต่ทว่าพวกท่านมีคนมากจะเชื่อถือได้เช่นไร?ว่าจะมิใช้วิธีหมาหมู่ในภายหลัง หากข้าพเ้าเอาชนะท่านแล้วพวกท่านย่อมต้องใช้วิธีอันธพาล อาศัยพวกมากกรุ้มรุมต่อข้าพเ้าอยู่ดี”
บุรุษชุดชาวแสดงท่าทีฉุนเฉียว ตลาดลั่นราวก่นด่าดังว่า
“เช่นนั้น ท่าน้าเช่นไร? อย่ามัวลวดลายรีบกล่าววาจา”
บุรุษหน้าผู้นั้นส่งเสียงกล่าวถามว่า
“เช่นนั้น ข้าพเ้าขอถามปีศาจโสโครกท่าน มิทราบว่าท่านใช่ชื่นชอบดนตรีศิลปะอยู่บ้างถูกต้องหรือไม่?”
บุรุษผู้ถูกกล่าวถามแสดงปฏิกิริยาเย้ยหยันแฝงความเย่อหยิ่งผยองอวดดีอยู่เก้าส่วนมาตรว่ามองไม่เห็นรอยยิ้มภายใต้หน้ากากปีศาจของมัน แต่ทว่ายังได้ยินเสียงหัวร่อฮึๆ ในลำคอเบา ๆ จากนั้นส่งเสียงกล่าววาจาตอบว่า
“นับว่าสายตาของท่านยังพอใช้การได้บ้างเช่นกัน สายตาท่านมิได้พิการใช้งานมิได้เสียทีเดียวถูกต้องข้าพเ้ามิอาจอิดออดปฏิเสธ ดนตรีศิลปะถือเป็ความสามารถอันดับสองรองจากวิทยายุทธ์ที่ข้าพเ้าพอมีติดตัวอยู่บ้างฟังจากวาจากลิ้งกลอกดั่งสุนัขจิ้งจอกของท่าน อีกทั้งยังกล่าววาจาเล่นลิ้นปลิ้นปล้อนหากข้าพเ้ามองผิดพลาดท่านคงพอจะมีความรอบรู้เื่บทกลอนกวีอยู่บ้างสินะ?”
บุรุษผู้ถูกกล่าวถามมันเผยรอยยิ้มเย้ยหยันสวนกลับมา ท่าทางทะนงตนอวดดีราวกับไม่อาจลดราวาศอกได้ไม่มิเพียงเท่านั้นสายตายังสำรวจบุรุษตรงหน้าั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้ากล่าววาจาโต้ตอบห้าวหาญชัดเจนว่า
“หูปีศาจโสโครกของท่านยังใช้การได้เช่นกันมิได้พิกลพิการแต่ประการใด? ถูกต้องของท่านบทกลอนกวีถือเป็ความสามารถอันดับสองรองจากวิทยายุทธ์ที่ข้าพเ้าชื่นชอบ”
บุรุษหน้าตาหมดจดสำอางมันใช้หางตาช้อนมองบุรุษสวมหน้ากากปีศาจจากปลายเท้าขึ้นมาจรดศีรษะอีกคราเผยรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก ส่งเสียงกล่าววาจาต่อทันทีว่า
“เช่นนั้นท่านกับข้าพเ้าเรามาประลองกันท่านบรรเลงดนตรีออกมา ส่วนข้าพเ้าจะร่ายบทกลอน หากผิดเพี้ยนแม้แต่ท่อนเดียวถือว่าข้าพเ้าพ่ายแพ้ปีศาจท่าน แต่ทว่าหากภายในสามเพลง ท่านยังด้อยสามารถไร้ฝีมือมีเพียงคำอวดอ้างวาจาที่กล่าวราวผายลมล้มข้าพเ้ามิได้ถือว่าค่ำคืนนี้ข้าพเ้าย่อมพักอาศัยในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ได้โดยปลอดโปร่งอีกทั้งมิต้องจ่ายเงินแม้แต่อีแปะเดียว”
บุรุษผู้สวมทับใบหน้าด้วยหน้ากากปีศาจเมื่อได้ฟังเงื่อนไขการประลอง พร้อมทั้งเห็นปฏิกิริยาท่าทางของบุรุษผู้กล่าวท้ามันยังคงกล่าววาจายียวนกวนโทสะ ในถ้อยคำยังสอดแทรกคำด่าเสียดสีไม่เกรงอกเกรงใจ ดังนั้นเค้นเสียงเฮอะออกมาคำหนึ่งส่งเสียงกล่าวรับคำท้าว่า
“ตกลงตามนั้นก่อนประลองขอทราบชื่อแซ่ท่าน?”
บุรุษสวมหน้ากากปีศาจกล่าวถามชื่อแซ่ของบุรุษผู้ท้าประลอง แต่ทว่ามันเค้นเสียงร้องเฮอะคำหนึ่งเช่นกันก่อนจะส่งเสียงกล่าววาจาตอบกลับมาว่า
“ชื่อแซ่อันสูงส่งของข้าพเ้ามิบอกกล่าวต่อปีศาจต่ำช้าเด็ดขาด ปีศาจที่ขี้ขลาดราวลูกเต่าไม่กล้าเปิดเผยใบหน้าอันแท้จริงต่อผู้คน หากปีศาจโสโครกท่าน้าทราบชื่อแซ่ข้าพเ้าท่านจงรีบปลดหน้ากากปีศาจชั่วช้าของท่านออกมาก่อนเถิดสำหรับชื่อแซ่และหัวนอนปลายเท้าของปีศาจท่าน ข้าพเ้าไม่้าได้ยินให้ระคายหูอีกทั้งมิ้าสิ้นเปลืองสมองจดจำ ท่านจะว่าเช่นไรจะถอดหน้ากากปีศาจโสโครกของท่านออกหรือไม่?”
บุรุษสำอางท่าทางเ้าเล่ห์เหลี่ยมคูทุกคำพูดที่กล่าววาจาออกมานั้นมันมิยอมแพ้หรืออ่อนข้อให้กับบุรุษสวมหน้ากากปีศาจแม้แต่ก้าวเดียวส่วนบุรุษสวมหน้ากากปีศาจผู้นั้น คล้ายมันมิ้าเปิดเผยใบหน้าแท้จริงเช่นกันดังนั้นจึงจนมุมมิอาจบังคับให้บุรุษสำอางบอกกล่าวชื่อแซ่แท้จริงออกมาต่อหน้ามันได้
ยามนั้นในขณะที่ทั้งสองโต้เถียงกัน ระหว่างบุรุษหน้ากากปีศาจกับบุรุษท่าทางสำรวยสำอางสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นมิ้าให้ร่องรอยถูกเปิดเผยเช่นกันดังนั้นลอบวางแผนการขึ้นในใจ คนทั้งสองอาศัย่จังหวะที่สองบุรุษเริ่มประลองกันกำหนดแผนการที่จะสลัดหลุดออกมาจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้เห็นท่าแล้วว่ามิง่ายดายนักที่จะออกมาโดยปลอดโปร่งไร้เื่ราวหากเป็เช่นนั้นจะต้องแสดงวิชาฝีมือประจำสำนักออกไปประการนี้ถือว่าไม่ควรกระทำเป็อย่างยิ่งใน่เวลานี้
จ่านจือได้ยินสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่น ปรึกษาหารือแผนการรับมือกันเบา ๆแว่วเข้าหูว่า
“กอกอ ข้าพเ้าคิดออกแล้วว่าพวกเราจะกระทำเช่นไร? จึงจะสลัดพ้นจากโรงเตี๊ยมอันน่ากลัวแห่งนี้ไปได้”
เฟิ่นไป่ชิงเมื่อกล่าววาจาต่อกอกอของนางเฟิ่นมู่เหอรีบส่งเสียงแ่เบากล่าวถามว่า
“วิเศษ ม่วยม่วยไหนเ้าลองบอกกล่าวออกมาให้กอกอของเ้าได้รับทราบอย่าได้ชักช้า”
เฟิ่นไป่ชิง นางกระซิบกระซาบตอบต่อกอกอของนางว่า
“กอกอลืมเลือนไปแล้วกระมัง? เราทั้งสองได้รับการถ่ายทอดวิชาค่ายกลจากท่านเ้าผามาั้แ่เล็กก่อนที่พวกเราจะเข้ามายังโรงเตี๊ยม ข้าพเ้าล้วนเห็นด้านหน้าเป็ชัยภูมิเหมาะยิ่งที่พวกเราจะสร้างค่ายกลอันแยบยลขึ้นอาศัยจังหวะนี้ที่มันทั้งสองประลองติดพันมิอาจแบ่งแยกสมาธิเพียงเท่านี้พวกเราทั้งสามย่อมจากไปไกลโขหลายลี้แล้ว”
จ่านจือแม้ไม่เข้าใจเท่าใดนักเกี่ยวกับเื่ราวที่สองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นสนทนากันแต่ยังพอจับใจความได้ว่า คนทั้งสองกำลังจะหาทางหลบหนีไปจากสถานที่แห่งนี้จ่านจือลอบมองบุรุษทั้งสองซึ่งกำลังประลองดนตรีกับบทกลอนกวีกันอยู่อย่างไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กันบุรุษสำอางท่าทางร้อยเล่ห์พันเหลี่ยมคูส่วนบุรุษสวมหน้ากากปีศาจดูท่าทางอำมหิตโเี้ หากทว่าคนทั้งสองร่วมมือกันแล้วต่อให้สองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นแสดงวิชาฝ่ามือออกไปไม่แน่นักว่าจะรอดพ้นไปจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้ได้ง่ายดาย
ยามนั้น จ่านจือพิศมองใบหน้าบุรุษสำอางวูบหนึ่งเขามีความรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ดูท่าทางแปลก ๆ ผิดปกติเช่นไรไม่อาจอธิบายปฏิกิริยาท่าทีของมันชอบกลอยู่บ้าง แต่มิทราบว่าผิดปกติเช่นไรอดกล่าวคำพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า
“บุรุษผู้นี้แม้จะดูแปลกพิกลอยู่บ้างแต่ท่าทางยังน่ากลัวน้อยกว่าคนผู้สวมหน้ากากปีศาจผู้นั้นเสียดายที่เราไม่อาจรอชมจนกระทั่งจบการประลองได้”
ในขณะเดียวกัน สองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นมิรีรอชักช้า คนทั้งสองเริ่มแผนการจัดวางตำแหน่งค่ายกลทันทีตามที่ได้ร่ำเรียนมาค่ายกลที่ใช้ได้ยินเฟิ่นไป่ชิงนางเรียกว่า “ย้ายทิศปิดเส้นทาง”
สองบุรุษซึ่งกำลังติดพันประลองกันยังไม่รู้ผลแพ้ชนะมารู้ตัวอีกทีว่าสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นมิใช่ชาวบ้านธรรมดานับว่าสายไปแล้วคนทั้งสองประลองติดพันพร้อมกับแบ่งแยกสมาธิไล่ติดตามสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นและจ่านจือมาแต่ทว่าค่ายกลที่ใช้พิสดารเกินกว่าที่คนทั้งสองจะฝ่าได้ง่ายดาย อีกทั้งบุรุษทั้งสองยังมิเคยพบพานค่ายกลพิสดารเช่นนี้มาก่อนมิทราบว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานปานใด ที่ทราบได้คนทั้งสามเดินทางล่วงเลยพ้นโรงเตี๊ยมแห่งนั้นมาหลายลี้แล้วนั้นเอง
หยกเหินลม/ชลชโลทร