แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าทิ้งให้เมืองกราเวียตกอยู่ในความมืดมิด เสียงหอนของ "หมาป่าทมิฬ" ดังระงมมาจากชายป่า พวกมันคืออสูรระดับต่ำที่น่ากลัวสำหรับคนธรรมดา เพราะพวกมันเคลื่อนที่ไวและมีกรงเล็บที่อาบด้วยมานาธาตุมืด
ชาวเมืองต่างพากันสั่นสะทรู ปิดประตูหน้าต่างแ่าตามสัญชาตญาณความกลัวที่ฝังรากมานานปี
“เ้าหนู! เข้ามาข้างในเร็ว! พวกมันมาแล้ว!” โธมัสะโเรียกเอลริคที่ยังคงยืนอยู่บนกำแพงเมืองทิศตะวันออกที่พังทลายลงครึ่งหนึ่ง
เอลริคในวัย 11 ขวบไม่ได้ขยับไปไหน ในมือเล็กๆ ของเขามีเพียง "รอกเหล็ก" และ "ขดลวดทองแดง" ที่เขาเพิ่งแงะมาจากซากเกวียนเก่าข้างถนน
“ท่านลุงโธมัส... ท่านจำที่ผมบอกเื่มานาที่ปั่นป่วนได้ไหม?” เอลริคถามพลางดีดนิ้วชี้ไปที่อากาศที่ดูเหมือนจะสั่นไหวเล็กน้อย
“ขะ... จำได้ แต่มันเกี่ยวอะไรกับหมาป่านับร้อยตัวนั่นล่ะ!”
“มันปั่นป่วนเพราะมันเป็คลื่นพลังงานที่ไม่มีทิศทาง...” เอลริคยิ้มมุมปาก มือข้างหนึ่งดึงคันโยกไม้ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นอย่างง่ายๆ “แต่ถ้าเราใส่ 'เสาล่อฟ้า' และ 'ตัวเก็บประจุ' เข้าไป... มันจะกลายเป็สิ่งที่น่าสนุกกว่านั้นเยอะ”
กรรรซ์!
หมาป่าทมิฬตัวแรกกระโจนข้ามซากกำแพงเข้ามา ตาของมันแดงฉาน เขี้ยวคมกริบจ้องจะขย้ำคอเด็กชายตัวเล็กตรงหน้า
เปรี้ยง!
ทันใดนั้น แสงสีฟ้าขาวพุ่งวาบออกมาจากพื้นดินที่เอลริคฝังขดลวดไว้ แรงอัดฉีดของมานาที่ปั่นป่วนถูกเปลี่ยนเป็ "ไฟฟ้าแรงสูง" ช็อตเข้าที่ร่างของอสูรร้ายจนมันกระเด็นกลับไปและดิ้นพล่านด้วยความเ็ป
“ระบบป้องกันเลเวล 1: Tesla Field ทำงาน!” เอลริคพึมพำพลางเช็กค่าในสมุดบันทึก
ชาวเมืองที่แอบมองผ่านร่องไม้ต่างเบิกตากว้าง พวกเขาไม่เห็นเอลริคร่ายเวทย์ ไม่เห็นวงแหวนเวทมนตร์ แต่เห็นเพียงแค่แสงประหลาดที่พุ่งออกมาจากเครื่องกลที่เด็กชายสร้าง
“นั่นมัน... เวทมนตร์สายฟ้าเหรอ?”
“ไม่ใช่!” เอลริคะโตอบพลางหมุนวงล้อเหล็ก “มันคือการไหลของอิเล็กตรอนที่ควบคุมด้วยความต้านทาน! และนี่... สำหรับพวกที่เหลือ!”
เอลริคดึงเชือกอีกเส้นหนึ่ง ส่งสัญญาณให้ระบบ "หน้าไม้กลอัตโนมัติ" (Auto-Ballista) ที่เขาซ่อนไว้ใต้กองฟางเริ่มทำงาน เฟืองที่หล่อลื่นด้วยน้ำมันหมูหมุนวนรวดเร็ว ส่งลูกศรเหล็กพุ่งออกไปอย่างแม่นยำด้วยแรงสปริงที่คำนวณมาอย่างดี
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
ลูกศรแต่ละดอกไม่ได้ยิงสุ่มๆ แต่มันถูกออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีการวิ่งของหมาป่าตามหลักสถิติที่เอลริคประมวลผลไว้ในหัว
ภายในไม่ถึงสิบนาที ฝูงหมาป่าที่เคยน่ากลัวก็ล่าถอยไป ทิ้งซากและเสียงร้องโหยหวนไว้เื้ั
ความเงียบสงัดกลับมาสู่เมืองกราเวียอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่สิ้นหวัง ชาวเมืองค่อยๆ เปิดประตูออกมามองเด็กชายวัย 11 ขวบที่ยืนเช็ดเหงื่ออยู่บนกำแพงเมือง
“เ้า... เ้าเป็ใครกันแน่?” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งถามด้วยความทึ่ง
เอลริคหันกลับมา แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยเขม่าดำแต่แววตากลับทรงอำนาจเกินกว่าเด็กคนไหนๆ
“ผมชื่อเอลริค...” เขาประกาศก้อง “และต่อจากนี้ เมืองกราเวียจะไม่ใช่สุสานอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็ 'อุตสาหกรรมจักรกล' แห่งแรกของโลกนี้! ใครที่อยากมีชีวิตรอด... พรุ่งนี้เช้ามาหาผมที่นี่ เรามีงานต้องทำอีกเยอะ!”