บทที่ 2
โลงศพ
อาณาจักรต้าชิง
เมืองเป่ยอันเป็เมืองแห่งนึง ที่อยู่ใกล้ชายแดนทางเหนือของอาณาจักรต้าชิง ภายในเมืองที่กว้างขวางมีประชากรอยู่หลายแสนคน
แสงแดดอุ่นๆในยามเช้า สาดส่องผ่านม่านเมฆาลงมาปกคลุมทั่วทั้งเมือง ในถนนเส้นเล็กๆเส้นนึงที่อยู่ทางทิศใต้ของเมือง มีเรือนพักรูปทรงจีนโบราณหลังนึงตั้งอยู่ภายในตรอกที่เงียบงัน สถานที่แห่งนี้เป็เพียงแค่เรือนขนาดไม่ใหญ่ แต่มีลานพื้นที่หน้าบ้านให้ใช้สอยเล็กน้อย
ประตูไม้ของเรือนพักถูกผลักเปิดออกจากด้านใน ร่างของชายวัยกลางคนผู้นึงที่สวมใส่อาภรณ์จีนโบราณที่เรียบง่ายเดินออกมาจากเรือนพัก
ชายวัยกลางคนเงยหน้าของตนเองมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แสงแดดอุ่นๆในยามเช้าตกกระทบใบหน้า เขาหลับตา ซึมซับความอบอุ่นในยามเช้า
ในตอนนี้ก็ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว หลังจากที่เขาเดินทางมาที่โลกใบนี้
เขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้ ชื่อของเขาคือจางหยุน เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเขาได้ไปสำรวจสุสานโบราณปริศนาแห่งนึง หลังจากนั้นก็พบเจอกับโลงศพปริศนา แล้วก็เหตุการณ์แปลกประหลาด
ควันดำปริศนาหลั่งไหลออกมาจากโลงศพ จากนั้นเขาก็หมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าเขามาอยู่ที่โลกใบนี้แล้ว
โลกใบนี้ค่อนข้างแตกต่างจากโลกของเขา วัฒนธรรมและเื่ต่างๆมันเหมือนกับยุคราชวงศ์โบราณ ทั้งบ้านเมือง เครื่องแต่งกาย และภาษาและอื่นๆ
เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้ย้อนเวลามา อยู่ในยุคราชวงศ์อะไรแบบนั้นหรอก ไปเพราะว่าโลกใบนี้ค่อนข้างที่จะแตกต่าง
สิ่งที่แตกต่างก็คงจะเป็ การที่โลกใบนี้มีเื่เหนือธรรมชาติกระมัง ในยุคสมัยของเขามนุษย์อาจจะมุ่งเน้นไปที่วิทยาศาสตร์ พัฒนาและทดลอง
แต่ว่าในโลกใบนี้กับแตกต่างออกไป ผู้คนมากมายมุ่งเน้นการบำเพ็ญเพียร แสวงหาสิ่งที่เรียกว่าการเป็ะ
เื่นี้ฟังดูแล้วคล้ายว่าเป็เื่ไร้สาระ แต่ว่ามันกลับไม่ได้เป็แบบนั้น โลกใบนี้มีเส้นทางการบำเพ็ญเพียรจริงๆ มีผู้ฝึกตนที่ผู้คนมากมายกราบไหว้และเรียกว่าเทพเซียน
เพียงแต่ว่าในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร มันแทบจะเป็มายาไร้ร่องรอย ผู้คนรู้ว่ามีเซียนอยู่เพียงแต่ว่าทุกคนไม่ใช่ว่ามีวาสนาที่จะสามารถก้าวเข้าไปสู่เส้นทาง การบำเพ็ญเพียรได้
จางหยุนที่เกิดในยุคที่วิทยาศาสตร์เป็สิ่งที่มนุษย์นั้นเชื่อถือ ในตอนแรกที่เดินทางมาที่โลกใบนี้เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อตนเองเหมือนกัน แต่ว่าหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ที่โลกใบนี้มาเดือนนึงแล้ว หลอมรวมเข้ากับสังคม เขาก็รู้ว่าโลกใบนี้วิทยาศาสตร์แทบจะไม่มีประโยชน์ เป็เพราะว่าผู้ฝึกตนที่เรียกว่าเทพเซียน เป็สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังขณะที่ สามารถทำลายูเาแล้วก็คว่ำมหาสมุทรได้อย่างง่ายๆ
แล้วเหตุผลที่ทำให้เขามั่นใจว่า ในโลกใบนี้มีเส้นทางการบำเพ็ญเพียรจริงๆ
ก็คือ…
จางหยุนยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมา พริบตานั้นโลงศพสีดำขนาดเล็กก็ก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือของเขา มันมีรูปร่างแบบเดียวกับโลงศพที่เขาพบเจอภายในสุสานใต้ดินแห่งนั้น เพียงแต่ว่ามันถูกย่อส่วนลงมาจนเหลือขนาดเล็กจิ๋ว แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ขนาดเดิมของมัน เขาสามารถขยายแล้วก็ทำให้มันกลับไปสู่สภาพเดิมได้ตลอดเวลา
เพียงแค่ความสามารถพิเศษที่เขาได้รับนี้ มันก็อยู่เหนือวิทยาศาสตร์ที่จะอธิบายได้แล้ว เพราะแบบนั้นถ้าจะบอกว่าในโลกใบนี้มีเส้นทางการบำเพ็ญเพียรจริงๆมันก็ไม่ใช่เื่แปลก
โลงศพที่อยู่ในมือของเขา เป็ต้นตอที่ทำให้เขานั้นเดินทางมาที่โลกใบนี้ แล้วก็ทำให้เขาพบเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมาย
และหลังจากที่เดินทางมาที่โลกใบนี้ แล้วก็ได้เ้าโลงศพปริศนา เขาก็ได้รู้ชื่อของมัน ชื่อของโลงศพปริศนานี้คือ กลืนมรณะ
นอกจากรู้ชื่อของโลงศพปริศนานี้แล้ว ในตอนที่เขาเดินทางมาที่โลกใบนี้แล้วตื่นขึ้น ภายในความทรงจำของเขาก็มีเคล็ดวิชาปริศนาเพิ่มเข้ามา เคล็ดวิชาปริศนาทั้งสองนั้น หนึ่งมีชื่อว่า กลืนมรณะ อีกหนึ่งก็คือเคล็ดวิชาที่ชื่อว่า ซากเทวะ
แน่นอนว่าวิชาทั้งสองคือวิชาของผู้ฝึกตน เรียกอีกอย่างว่าเป็วิชาของผู้บำเพ็ญเพียร ซึ่งเป็สิ่งที่เหล่าเซียนใช้ฝึกฝนกัน
จางหยุนนึกคิดเพียงแค่เล็กน้อยโลงศพขนาดจิ๋ว ที่ลอยอยู่บนฝ่ามือก็สลายหายไป ในยามนี้เขาที่สามารถควบคุมโลงศพปริศนานี้ได้แล้ว มีเคล็ดวิชาที่ใช้ในการฝึก แต่เขาก็ยังไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรหรือว่าเทพเซียนที่ผู้คนมากมายพูดถึง เขายังคงเป็มนุษย์ธรรมดา
ส่วนเื่ที่ว่าเขาสามารถควบคุมโลงศพปริศนานี้ได้ มันก็อาจจะเป็เพราะว่าโลงศพปริศนานี้ยอมรับเขาเป็นาย
ในขณะที่จางหยุนกำลังครุ่นคิดกับตนเองอยู่นั้น ก็มีเสียงนึงดังขึ้นจากด้านนอก
“พี่จางตื่นหรือยัง!” เสียงของชายผู้นึงดังขึ้นจากด้านนอก
จางหยุนก้าวเดินไปเปิดประตูรั้ว ชายผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าบ้านของเขา อีกฝ่ายสวมใส่ชุดมือปราบของทางการ มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ อายุไม่มากเพียงแค่ยี่สิบปลายๆเท่านั้น ใบหน้ายิ้มแย้มภายในมือขวามีไก่ตัวนึงที่เพิ่งถูกเชือดใหม่ๆ
จางหยุนเผยรอยยิ้มอย่างเป็มิตร “หวังซุนเหตุใดจึงมาหาข้าแต่เช้า”
มือปราบของทางการที่ถูกเรียกว่าหวังซุน ยกไก่ตัวผู้ภายในมือของตนเองขึ้น “วันนี้เชือดไก่หลายตัวเลยนำมาฝากพี่จาง”
จางหยุนมองไก่ที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย ก่อนที่จะหัวเราะ “ไก่พวกนี้เ้าเลี้ยงไว้ตั้งนาน วันนี้เชือดไก่หลายตัวควรนำไปขายทำเงินสิ จะเอามาฝากข้าทำไม”
หวังซุนส่ายหัว “พูดเช่นนั้นไม่ได้พี่จาง ถ้าเกิดว่าเมื่อเดือนก่อนไม่ได้พี่จางช่วยเอาไว้ตัวของข้าคงตายไปภายในป่าแล้ว”
“นี่เองก็เป็น้ำใจเล็กๆน้อยๆเท่านั้น”
จางหยุนยกมือขึ้นมากุมขมับ “ข้าช่วยชีวิตเ้า หลังจากนั้นเ้าเองก็อำนวยความสะดวกให้ข้าหลายอย่าง สุดท้ายก็ทำให้ข้าตั้งตัวภายในเมืองได้ ก็ถือว่าไม่ติดค้างอันใดกัน”
หวังซุนยังคงส่ายหน้าอย่างดื้อดึง “เพียงแค่เื่เล็กๆน้อยๆเช่นนั้น จะตอบแทนกับการช่วยชีวิตได้อย่างไร อ้าวรับไป”
หวังซุนโยนไก่ในมือออกไป จางหยุนรับไก่ที่ถูกโยนมา ก่อนที่จะเผยรอยยิ้ม
หวังซุนผู้นี้จะถือว่าเป็เพื่อนคนแรกของเขาในโลกใบนี้ก็ได้ หลังจากที่เขาเดินทางมาที่โลกใบนี้ ในตอนนั้นก็พบเจอว่าตนเองนั้นลืมตาตื่นขึ้นภายในป่าแห่งนึง สุดท้ายเดินทางไปเดินทางมาก็มาพบเจอเข้ากับหวังซุนมือปราบที่เป็มือปราบของเมืองแห่งนี้ แล้วก็พวกมือปราบที่เป็พรรคพวกกันอีกหลายคน กำลังตามล่ากลุ่มโจรป่าที่เข้าไปปล้นชิงทรัพย์สินภายในเมือง สุดท้ายก็ไล่ล่ากันจนออกมาถึงบริเวณป่านอกเมือง
จางหยุนในตอนนั้นเข้าไปช่วยเหลือ หวังซุนที่กำลังตกอยู่ในอันตราย สุดท้ายทั้งสองก็รู้จักกันั้แ่ในตอนนั้น
หวังซุนเป็มือปราบภัยในเมืองเป่ยอัน มีตำแหน่งไม่ใหญ่มากนัก หลังจากที่จับโจรป่าได้แล้ว หวังซุนก็พาจางหยุน ที่ตอนนั้นยังคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้ เดินทางมาถึงเมืองเป่ยอัน
สุดท้ายด้วยการช่วยเหลือของหวังซุน นั่นจึงทำให้เขาตั้งหลักแล้วก็หลอมรวมเข้ากับสังคมของโลกใบนี้ได้ในที่สุด
จางหยุนโบกมือ “เข้ามานั่งด้านในก่อน”
หวังซุนเองก็ไม่เกรงใจรีบสาวเท้าก้าวเดินเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว
จางหยุนพาหวังซุนเข้าไปภายในบ้าน เรือนพักหลังนี้มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก มีพื้นที่กลางบ้านเล็กน้อยที่เอาไว้ตั้งโต๊ะกินข้าว แล้วก็มีห้องนอนที่แยกออกไปแล้วก็ห้องครัว มีพื้นที่เพียงแค่นี้เท่านั้น
หวังซุนนั่งลงบนโต๊ะ จางหยุนในฐานะเ้าบ้านก็จัดเตรียมน้ำชามาต้อนรับแขก
จางหยุนรินน้ำชาให้
หวังซุนยกน้ำชาขึ้นดื่ม “พี่จาง เื่ของน้องชายของพี่ที่ให้ข้าลองตามหา ข้ายังไม่เจอเลยนะ” หวังซุนเอ่ย
จางหยุนขมวดคิ้ว “ไม่เจอเลยหรือ?”
หวังซุนส่ายหน้า “ไม่เจอเลยขอรับ ข้าใช้เส้นสายของตนเอง ในการติดต่อเพื่อนมือปราบที่อยู่ภายในเมืองรอบๆ แต่ว่าก็ไม่พบเจอคนที่ตรงตามลักษณะที่พี่กำลังตามหาเลย”