บรรยากาศภายในโรงตีเหล็กแข็งค้างไปทันใด
ซือคงมองเลยบุรุษไปด้านหลังเห็นจูหลันกำลังเดินออกมาจากประตู ในใจค่อยรู้สึกผ่อนคลายลงกำลังจะก้าวเข้าไปหานางกลับติดที่บุรุษร่างโตตรงหน้า จึงเอ่ยอย่างหงุดหงิด“ไสหัวไป!”
ฉู่ป้าเฉียวไม่แปลกใจกับท่าทางเ็าของผู้เป็อาจารย์แม้แต่น้อยกลับโถมตัวเข้าไปกอดขาอาจารย์แน่นอย่างแสนคิดถึง ท่าทางหงุดหงิดรำคาญใจเช่นนี้แหละที่ทำให้อาจารย์ดูสูงส่งราวกับเทพเซียน
ไม่สิ!อาจารย์ก็คือเทพเซียน! หากไม่ทำเช่นนี้เขาจะกลายเป็ลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของ‘ปรมาจารย์คงอวิ๋น’ ได้หรือ
สองมือกอดต้นขาใหญ่แน่นปากก็พร่ำพูดไม่หยุด “อาจารย์! ข้าไปหาท่านที่เทียนเจี้ยนฝาง(โรงตีเหล็กกระบี่์)แต่ไม่พบพบเพียงอาจารย์แม่อยู่คนเดียวข้ากลัวว่าจะมีพวกมีตาแต่ไร้แววไปก่อกวนอาจารย์แม่จึงได้เชิญท่านมาเป็แขกก็เพราะข้าคิดถึงท่านมากนี่นา อาจารย์ท่านหายไปนานในที่สุดก็มีอาจารย์แม่ให้ข้านางงดงามราวกับเทพธิดาเพียงนั้น อ่อนโยนราวกับสายน้ำสารทฤดูเข้าอกเข้าใจผู้อื่นประหนึ่งมารดาแผ่นดินเื่ของเื่ก็เพราะข้าอยากพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบของอาจารย์ขณะรอท่านกลับมาอาจารย์! ท่านมีคุณชายน้อยแล้วหรือนี่ เขาช่างเก่งกาจยิ่งนักถึงกับถล่มโรงตีเหล็กของข้าได้ในหมัดเดียว ประเสริฐยิ่ง ฮ่าๆๆอัดเ้าพวกมีตาแต่ไร้แววพวกนี้จนหมดสภาพสมกับเป็บุตรอันประเสริฐของอาจารย์ของข้าโดยแท้”
ซือคงนวดหว่างคิ้วกลอกตาอย่างเอือมระอาพยายามชักขาออกแต่ไม่เป็ผลจึงตวาดขึ้น “หุบปาก!”
“ขอรับ!” ฉู่ป้าเฉียวรับคำอย่างเชื่อฟัง แต่กลับไม่ยอมปล่อยมือจากต้นขาของอาจารย์
“ลุกขึ้นแล้วไปยืนรอข้างๆ”
“ขอรับอาจารย์!” ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นแล้วขยับไปยืนตัวตรงด้านข้างทันใดว่าง่ายยิ่งกว่าพลทหารเสียอีก
“ท่านพี่ข้าไม่เป็ไรเสี่ยวหลง...” จูหลันยิ้มกล่าวขณะเดินเข้ามาใกล้ ไม่เห็นบุตรชายจึงเอียงคอมองหาซือเฟิงหลงรู้ตัวดีจึงไปหลบอยู่ด้านหลังบิดานานแล้ว
เสียงของฉู่ป้าเฉียวพลันดังขัดจังหวะมือไม้วาดขึ้นลงประหนึ่งกำลังร่ายบทกวี “คุณชายน้อยมีนามว่าหลงหรอกหรือ! ัไม่ออกลูกเป็งูจริงๆ เป็นามที่ไพเราะเหมาะสมยิ่งนักอายุยังน้อยก็สง่างามสมชายชาตรี เหมือนอาจารย์ของข้าผ่านมาหลายปียังคงหล่อเหล่าเยาวว์วัย ดูไม่แก่ชราแม้แต่น้อย...”
“เ้าชอบพูดมากถึงเพียงนี้ข้าจะให้เ้าออกไปยืนพูดนอกประตูสักครึ่งวันเป็อย่างไร” ซือคงเอ่ยกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง
จูหลันหัวเราะเบาๆแล้วเดินผ่านสามีไป เมื่อเห็นสภาพของบุตรชายก็อึ้งงันแม้ซือเฟิงหลงจะไม่ได้เจ็บหนักเหมือนตอนอยู่บนเรือแต่แขนข้างหนึ่งกลับเหวอะหวะจนมองเห็นกระดูกสีขาวชัดเจน น้ำตาของนางก็เอ่อคลอ“เสี่ยวหลง!”
ซือเฟิงหลงหลบสายตามารดาเอ่ยปลอบโยนว่า “ท่านแม่ข้าไม่เจ็บแม้แต่น้อยแช่สมุนไพรก็หายแล้วขอรับ”
จูหลันไม่พูดอะไรอีกนางเพียงประคองแขนของบุตรชายแ่เบา มองสำรวจเขาจากศีรษะจรดปลายเท้าเพื่อหาาแแม้ปากจะไม่พูดไม่บ่นแต่น้ำตาที่ไหลนองไม่ขาดสายกลับไม่ต่างจากทัณฑ์สายฟ้าฟาดเข้าสู่กลางใจของสองพ่อลูก
ซือคงเบือนหน้าไปทางฉู่ป้าเฉียวโยนถุงใส่เงินและใบสั่งยาให้ เอ่ยเสียงเรียบ“ให้คนไปซื้อสมุนไพรเหล่านี้มาสิบสองชุด แต่ละคนให้แช่น้ำสมุนไพรร้อนๆร่างกายจะได้รับการรักษา าแสมานตัว ไม่ทิ้งโรคภัยไว้เื้ั”
ฉู่ป้าเฉียวกวาดสายตาอ่านชื่อสมุนไพรอย่างรวดเร็วรอบหนึ่งก่อนจะรีบปฏิเสธ “อาจารย์ ซื้อแค่ของคุณชายน้อยก็พอกระมังสมุนไพรพวกนี้เป็ของหายากทั้งนั้น”
ซือคงเอ่ยตัดบท“ไม่ต้องพูดแล้วข้ารู้ว่าพวกเขาเป็ลูกศิษย์และลูกจ้างของเ้าแต่ก็ยังคิดใช้พวกเขามาขัดเกลาวิถีหมัดของเสี่ยวหลงหวังทำลายคอขวดขั้นแรก ย่อมไม่คิดจะทำตัวไร้ความรับผิดชอบเด็ดขาดให้ทุกคนแช่สมุนไพรจะได้ไม่มีโรคร้ายตกค้าง”
ฉู่ป้าเฉียวคำนับอย่างชาวยุทธ“ศิษย์ขอบคุณอาจารย์แทนเ้าพวกไม่ได้เื่เหล่านี้ด้วยขอรับ ข้ารึอุตส่าห์กำชับแล้วกำชับอีกว่าหากท่านมาถึงให้พวกมันรับรองท่านอย่างดีดูการรับรองแขกของพวกมันสิ โดนแค่หมัดเดียวจะไปพออะไร...”
ซือคงรำคาญที่จะฟังจึงใช้ฝ่ามือผลักใบหน้าที่กำลังยืนพ่นวาจาไม่หยุดราวกับสตรีในตลาดออกไป
ฉู่ป้าเฉียวได้สติรีบหันไปสั่งให้ลูกจ้างวิ่งไปซื้อสมุนไพร ก่อนจะหันไปทางภรรยาและบุตรชายหญิงพยักหน้าให้เข้ามาใกล้ๆ เอ่ยแนะนำทีละคน“อาจารย์ศิษย์ขอแนะนำภรรยาและลูกๆ...หรูเหนียงภรรยาข้าเจียวเอ๋อร์ลูกชายคนโตปีนี้แปดขวบ จิงเอ๋อร์ลูกสาวคนเล็กปีนี้หกขวบพวกเ้ารู้จักอาจารย์แม่แล้ว ท่านผู้นี้ก็คืออาจารย์ของข้า นั่นคือคุณชายน้อยหลง”
สามคนแม่ลูกพากันคำนับอย่างนอบน้อมซือคงพยักหน้ารับการคาราวะเอาไว้แล้ว ก่อนจะหันมาเอ่ยกับฉู่ป้าเฉียว
“ข้าจะพาอาจารย์แม่ของเ้ากับเสี่ยวหลงกลับไปพักผ่อนยามาแล้วค่อยให้คนนำไปส่งที่เทียนเจี้ยนฝาง”
“อาจารย์ข้าไปส่งท่านคุณชายน้อยข้าแบกท่านเอง อาจารย์แม่เดินระวังๆ”
ซือคงเริ่มรู้สึกปวดหัวนิดๆแล้ว จากไปสิบปี กลับลืมนิสัยขี้ประจบของลูกศิษย์คนนี้ไปเสียสนิท
เมื่อสิบห้าปีก่อนตรอกไป่กงแห่งนี้มีปรมาจารย์หลอมกระบี่ผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น อาวุธที่เขาหลอมส่วนมากเป็ระดับอาวุธิญญาขึ้นไปไม่เคยมีอาวุธธรรมดาสักชิ้นผู้ที่มาขอให้เขาหลอมอาวุธให้กลับเป็เหล่าเซียนซือทั้งหลาย ซึ่งมาพร้อมวัตถุดิบฟ้าดินหรือวัตถุดิบระดับสมบัติิญญา ฉายา ‘ปรมาจารย์หลอมอาวุธ’นี้ล้วนเป็ผู้ฝึกตนขนานนามให้ มิใช่ฉายาในโลกสามัญเช่นฉายา ‘เทพศาสตรา’ ของฉู่ป้าเฉียว ที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาในหมู่ชาวยุทธหลังจากปรมาจารย์คงอวิ๋นหายตัวไป
หลังจากเทียนเจี้ยนฝางปิดตัวลงไม่มีใครรู้ว่าปรมาจารย์คงอวิ๋นไปที่ใด สุดท้ายตรอกไป่กงก็ซบเซา ต่อมามีโรงตีเหล็กแห่งใหม่มาเปิดตรงกลางตรอกฝีมือการหลอมอาวุธแม้ไม่อาจเทียบกับปรมาจารย์หลอมอาวุธอย่างคงอวิ๋นแต่กลับสามารถหลอมอาวุธดีๆ ออกมาไม่น้อยถือว่าโดดเด่นที่สุดในหมู่นักหลอมอาวุธในโลกมนุษย์ ชาวยุทธมากมายต่างยกฉู่ป้าเฉียวให้เป็‘เทพศาสตรา’ เพราะอาวุธที่เขาหลอมสร้างขึ้นมาเกือบจะใกล้เคียงกับอาวุธิญญาระดับต่ำช่วยสร้างชื่อให้กับเทพตีเหล็กผู้นี้ไม่นานก็มีโรงตีเหล็กอีกสามแห่งเพิ่มขึ้นมา ล้วนเป็ศิษย์ของฉู่ป้าเฉียวสร้างขึ้นเพื่อรับงานระดับรองลงมาแทนผู้เป็อาจารย์
ยามนี้ตรอกไป่กงไม่ได้ดูเงียบเหงาอึมคลึมเช่นในอดีตข่าวการกลับมาของปรมาจารย์หลอมอาวุธคงอวิ๋นได้ชักนำผู้คนจากทิศเหนือของเมืองให้พากันมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสายท่านเหล่านี้ล้วนเป็ผู้วิเศษจากบนูเา เป็เซียนบนโลกมนุษย์ที่แท้จริงพลอยทำให้ผู้คนในตรอกได้ยืดอกเชิดหน้ายามสนทนากับคนเหล่านี้ไม่น้อย
เช่นยามนี้ที่มีผู้วิเศษที่สวมชุดบัณฑิตสีขาวเปล่งรัศมีสว่างไสวมาหยุดยืนอยู่หน้าร้านเครื่องปั้นดินเผาแล้วเอ่ยถามถึงเทียนเจี้ยนฝาง
“ขอถามน้องชาย ไม่ทราบว่าเทียนเจี้ยนฝางอยู่ที่ใดหรือ?”
ลูกจ้างร้านเครื่องเคลือบยืดอกเอ่ยตอบชัดถ้อยชัดคำ “เดินเข้าไปสุดตรอกก็คือเทียนเจี้ยนฝางแล้วขอรับ”
“ข้าได้ยินมาว่า ปรมาจารย์คงอวิ๋นกลับมาแล้วเป็เื่จริงหรือ?” ดรุณหนุ่มรูปงามผู้มีรัศมีอำไพเอ่ยถามอีกครั้ง
ลูกจ้างร้านเครื่องเคลือบอึกอักไม่ตอบเขาไม่รู้จักปรมาจารย์คงอวิ๋นมาก่อนครอบครัวที่เข้ามาอยู่ใหม่ครอบครัวนั้นดูธรรมเกินไปไม่รู้เป็ปรมาจารย์ตัวจริงหรือพวกหลอกลวงต้มตุ๋นคนกันแน่
บุรุษเห็นลูกจ้างร้านเครื่องเคลือบไม่ตอบจึงโยนเงินตำลึงไปให้อย่างใจกว้างเด็กเฝ้าร้านตาโตไม่กลัวว่าจะเป็การเสียมารยาทลองใช้ฟันกัดลงไปทีหนึ่ง พบว่าเป็ของจริงซะยิ่งกว่าของจริงเสียอีกในใจค่อยๆ เรียบเรียงเื่ราวที่ได้พบเห็นมาเองกับตาและได้ยินมากับหูส่วนจะจริงหรือเท็จตนย่อมไม่ใช่คนตัดสิน แล้วจึงเล่าออกไปอย่างออกรสออกชาติ
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาใช่ปรมาจารย์คงอวิ๋นหรือไม่รู้แค่ว่าเป็ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก พ่อเป็บุรุษร่างสูงใหญ่ผิวสีทองแดงดูเหมือนช่างตีเหล็กอยู่เหมือนกัน ภรรยากลับเป็สตรีงดงามที่ดูอ่อนแอ บุตรชายผอมบางราวกับลำไผ่...”
เด็กเฝ้าร้านพลันหยุดพูดดวงตาเบิกกว้างมองผ่านร่างของบุรุษชุดขาวไปด้านหลัง ปากทวนคำเสียงเบา“บุรุษร่างใหญ่ผิวสีทองแดง...”
ทันใดนั้นบุรุษที่กำลังจะเดินผ่านไปก็หยุดเดินหันขวับมาสบตา
เด็กเฝ้าร้านอ้าปากพะงาบๆพยายามถอนสายตาไปจากดวงตาสีทรายคู่นั้น ก็เหลือบไปเห็นสตรีงดงามที่ยืนอยู่ด้านข้างปากก็เผลอพูดออกไป “สะ...สตรีงดงามที่ดูอ่อนแอ”
ฉันพลันนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนถูกของมีคมทิ่มแทงจนต้องรีบเลื่อนสายตาไปจากสตรีจึงสบเข้ากับดวงตาไร้เดียงสาของเด็กชายที่คล้ายจะมีแรงกดดันซึ่งมองไม่เห็นอยู่ภายใต้รอยยิ้มไร้เดียงสานั้น“บุตรชายผอมบาง...ราวกับ ลำ ไผ่...”
ใช่ที่ไหนกัน! คนเหล่านี้จะเป็เพียงครอบครัวธรรมดาสามัญได้อย่างไร!
ดรุณหนุ่มหันไปมองตามสายตาของเด็กเฝ้าร้านดวงตาพลันเปล่งประกายวาบ รีบประสานมือคาราวะแบบบัณฑิต“ข้าน้อยเฉินเจียหลางคาราวะปรมาจารย์คงอวิ๋น”
ซือคงโบกมือเอ่ยตัดบทอย่างไม่ไว้ไมตรีตอบเรียบๆ ว่า “ยังไม่เปิดกิจการ ค่อยมาวันหลังเถอะ ข้ามีธุระสำคัญ”
กล่าวจบสามคนพ่อแม่ลูกก็เดินต่อไปเด็กเฝ้าร้านอ้าปากค้างตาแทบถลนออกมา ได้แต่ร้องในใจว่า นี่!นี่!นี่! ไม่หยุดแทบจะหลุดปากพูดออกมาแล้วว่า ‘นี่มันมาดของปรมาจารย์ชัดๆ!’
เฉินเจียหลางถูกปฏิเสธกลับไม่มีโทสะเขารีบเดินตามโดยทิ้งระยะห่างไม่ใกล้ไม่ไกล พลางเอ่ยชวนคุยว่า“ปรมาจารย์คงอวิ๋นจะไปที่ใดหรือ ข้าคุ้นเคยกับผู้คนในเมืองหยุนหนานดีหากท่าน้า ข้าสามารถอำนวยความสะดวกได้”
ซือคงขมวดคิ้วนิดๆรู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างตอแยเก่งเสียจริง ดูไม่เข้ากับท่าทางสูงส่งราวกับเทพเซียนตบะที่ถูกอำพราง...เขาี้เีจะมอง แม้ตนจะเป็เพียงช่างตีเหล็กคนหนึ่งแต่ก็รู้หลักมารยาท จึงไม่ได้ไล่ตะเพิดคนในทันที ยินยอมตอบคำถามไม่สั้นไม่ยาว“สำนักศึกษาหลวง”
เฉินเจียหลางมองเด็กชายที่เดินอยู่ข้างมารดาก็กระจ่างแจ้งแย้มยิ้มเอ่ยว่า “คุณชายน้อยคงจะไปสมัครเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงกระมังน่าเสียดายที่สำนักศึกษาหลวงจะเปิดสอบเพื่อรับนักเรียนใหม่ใน่ฤดูวสันต์เท่านั้น”
ซือคงพยักหน้ารับ “อืมเป็เื่ปกตินี่นะเป็ถึงสำนักศึกษาหลวงจะเปิดรับเด็กเข้าเรียนเลยได้อย่างไรแต่ก็ต้องไปดูก่อนอยู่ดีว่าที่นั่นเหมาะกับเสี่ยวหลงของบ้านข้าหรือไม่ขอบคุณสำหรับข้อมูล ไม่รบกวนเฉินเจียหลางแล้ว”
เจอกับคำพูดไล่แขกเป็ครั้งที่สองเฉินเจียหลางจึงได้แต่ประสานมือคาราวะแล้วหยุดเดินตามไป มองเงาหลังของสามคนพ่อแม่ลูกแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจหลายคนอาจดูไม่ออกมองไม่ทะลุ แต่เขากลับเห็นได้อย่างชัดเจน เด็กน้อยคนหนึ่งกลับมีบรรยากาศกดดันราวกับผู้ฝึกตนขอบเขตสูงหากเขามองไม่ผิดเด็กคนนั้นเป็เพียงผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่เท่านั้นแต่เหตุใดถึงได้มีแรงกดดันยิ่งใหญ่เพียงนั้นซ้ำยังเป็พลังที่ล้นทะลักออกมาโดยที่เ้าตัวไม่ได้ตั้งใจ
“เด็กที่มีพร์เพียงนี้กลับจะเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง เฮ้อ! ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”
เดิมทีเขาลงจากเขามาครั้งนี้เพื่อขอให้ปรมาจารย์คงอวิ๋นหลอมกระบี่ให้แต่ถ้าสามารถรับบุตรชายปรมาจารย์เข้าเรียนในสถานศึกษาได้ จะไม่ยิ่งดีกว่าหรือ?
“ความคิดนี้ไม่เลวแต่...เฮ้อ! เหตุใดท่านปรมาจารย์จึงได้มักน้อยเพียงนี้ บุตรชายดีๆกลับจะให้เรียนในสำนักศึกษาหลวง เสียของโดยแท้...เสียของโดยแท้” ดรุณหนุ่มรูปงามในชุดบัณฑิตสีขาวผู้มีแสงอำไพเรืองรองส่ายหน้าเบาๆพลางเดินเข้าไปในเหลาสุราไม่ไกลจากทางเข้าสำนักศึกษาหลวงนักเลือกห้องพิเศษที่ชั้นบนสุดสามารถมองลงไปเห็นเหตุการณ์หน้าประตูทางเข้าสำนักศึกษาได้พอดี