นางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว

    บทที่ สามสิบเก้า เตือนครั้งที่สอง

             

    บทที่ สามสิบเก้า

    เตือนครั้งที่สอง

             

            ในยามดึกสงัดเงาจันทร์ส่องกระทบหลังคากระเบื้องทอดยาวลงมาเป็นเงายาวบนลานหินอ่อนเงาร่างสูงโปร่งของจ้าวจวิ้นหยางปรากฏอยู่ตรงกำแพงด้านข้างเรือนสกุลฟ่าน ฝีเท้าก้าวเบาเสียจนไม่มีเสียงดังแม้ยามเหยียบที่แผ่นกระเบื้องผ้าแพรคลุมไหล่สีเข้มตวัดสะบัดไปตามแรงลมราตรี ขณะเขากำลังหลบออกไปอย่างคล่องแคล่ว

            โดยไม่นานก่อนหน้านี้เขายังยืนอยู่ข้างหน้าต่างเรือนของคุณหนูใหญ่สกุลฟ่าน ทำตัวยียวนทำเสียงระรื่นเอ่ยกวนให้นางต้องรับคำสัญญาหลังจากแพ้พนันที่งานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าแค่คิดเท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วที่ฝ่าลมหนาวมาทำให้คุณหนูฟ่านโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

            “วันประกาศรับตำแหน่งของข้าเจ้ามาด้วยแล้วข้าต้องการของเป็นบันทึกความประทับใจที่มีต่อข้า” เสียงเขายังดังชัดอยู่ในความคิดริมฝีปากยกยิ้มจางราวกับยังไม่หายอิ่มเอมกับภาพในจินตนาการถึงสีหน้าหงุดหงิดกัดฟันแน่นของฟ่านหนิง

            เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วหลังผละออกมาจากจากเรือนของคุณหนูใหญ่ฟ่านจ้าวจวิ้นหยางก็กระโดดข้ามกำแพงต่ำหลบสายตาทหารยาม กายสูงใหญ่เคลื่อนไหวดั่งเงาพยัคฆ์เขาหยุดพักหายใจสั้นๆ แล้วทอดสายตามองฟ้า ดวงตาคมเข้มพลันฉายความครุ่นคิดขึ้นมา

            เรื่องชนะพนันก็เรื่องหนึ่งแต่เหตุใดนางต้องท้าทายถังหลันชิงเช่นนั้นคือเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ สิ่งนี้สร้างความสงสัยบีบคั้นเขามาตั้งแต่ในงานเลี้ยงปัญหาที่แก้ไม่ตกจนไม่อาจปล่อยวางได้รู้ว่ามันไม่ได้มีสาระสำคัญกับชีวิตตนเองแต่ก็ยังค้างคาจนทนไม่ได้

            ทุกถ้อยคำ ทุกท่าทางของฟ่านหนิงในงานเลี้ยงล้วนเหมือนตั้งใจให้ถังหลันชิงต้องก้าวออกมาแสดงฝีมือสืบสวนไม่ใช่ในทางที่ดีเพราะยิ่งน้ำเสียงยั่วเย้า ยิ่งสายตาที่ปรายไปหาคุณหนูถังผู้นั้นล้วนทำราวกับจงใจผลักอีกฝ่ายให้ต้องสืบหาต้นตอต่อหน้าฝูงชน

            หากไม่รู้เบื้องหลังใดๆย่อมต้องคิดว่านางหมายจะทำให้คุณหนูถังขายหน้า แต่ว่าจุดต่างคือ...ฟ่านหนิงรู้อยู่แล้วมิใช่หรือว่าถังหลันชิงมีความสามารถการวิเคราะห์สืบสวน

            ภาพวันหนึ่งย้อนกลับมาในหัว...วันที่หน้าโรงเผาถ่าน คดีพ่อค้าถ่านโกงเงินเด็กชายผู้ที่ไขคดีได้คือสตรีในหมวกปีกกว้างคลุมหน้าด้วยผ้าแพรขาววันนั้นเขาบังเอิญเจอฟ่านหนิงที่ปลอมตัวมา...แม้จะปิดบังใบหน้าแต่เผอิญว่าเขาจำรูปร่างท่าทางการเดินได้ตนเองก็เลยแอบตามฟ่านหนิงไปตอนนั้น

            เข้าเพียงตั้งใจอยากรู้ว่านางไปทำอะไรคนเดียวที่ตลาดไร้ผู้ติดตามแต่กลับได้เห็นคุณหนูใหญ่แห่งสกุลฟ่านจับจ้องการสืบสวนที่ประกอบตัวด้วยหญิงปริศนาและหานอี้เหอท่ามกลางผู้คนชาวบ้านที่รุมล้อมนางไปนั่งรอคอยเช่นว่าจะชมการละครก่อนที่ละครจะขึ้นฉากเสียอีก

            ซึ่งตอนแรกเขาไม่รู้ว่าสตรีที่ไขคดีคือถังหลันชิงจนกระทั่งเห็นถุงหอมใบเล็กห้อยอยู่ตรงเอวอีกครั้งนั่นคือสิ่งเดียวที่ต่อให้ถังหลันชิงเปลี่ยนชุดก็ยังไม่เปลี่ยนตามเหมือนบุรุษที่ย่อมห้อยหยกประจำตัว เขาเพียงเห็นผ่านๆ วันนั้นแค่หนหนึ่งก็จดจำได้ขึ้นใจเพราะความจำที่ดีเกินผู้ใด

            ยิ่งมาคิดก็ยิ่งแน่ชัด วันที่งานเลี้ยงต่อมาหลังจากนั้นฟ่านหนิงมีท่าทีแปลกไปเกี่ยวกับกับถุงหอมของถังหลันชิงเห็นได้ชัดว่านางก็จำได้เช่นกัน

            ดังนั้นฟ่านหนิงย่อมรู้ดีว่าสตรีใต้ผ้าแพรขาวหน้าโรงเผาถ่านในวันนั้นคือใครและรู้ดีว่าถังหลันชิงมีความสามารถเช่นไร แต่กลับยังยอมก้าวออกไปท้าทายกลางงานเลี้ยงทั้งที่ผลสุดท้ายหากถังหลันชิงแสดงฝีมือ ก็จะมีแต่ตัวนางเองที่จะขายหน้าเขาจึงต้องก้าวลงไปกระตุ้นให้ความจริง

            “ทำไมเจ้าจึงทำเช่นนั้น” จ้าวจวิ้นหยางคิดไม่ตก หัวใจพลันคิดกังวลทั้งขุ่นเคืองที่หาคำตอบไม่ได้ ทั้งอยากหัวเราะกับความพิลึกพิลั่นของสตรีผู้นั้น

            เขานึกถึงภาพฟ่านหนิงยืนอยู่ในชุดสีแดงเพลิงซึ่งตัดกับชุดสีฟ้าอ่อนของถังหลันชิงราวกับไฟและน้ำที่พร้อมจะเข้าปะทะกันทุกเมื่อหรือว่าฟ่านหนิงแต่งกายมาเพื่อประชันกับถังหลันชิงอยู่ก่อนแล้ว โดยตั้งใจเป็นอริ

            และความสงสัยนั้นทำให้เขาเองถึงกับต้องเข้ารวมด้วยโดยยกเรื่องพนันขึ้นมาเพื่อผูกมัดดูว่านางจะยังยืนยันอยู่หรือไม่? และที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดคือ...แม้ตัวนางจะต้องแพ้พนันก็ตามฟ่านหนิงก็ไม่ยอมขยับไปอยู่ข้างเดียวกันกับถังหลันชิงตรงกันข้ามยังคงแสดงออกชัดว่าตนไม่ประสงค์จะสนับสนุน แม้รู้ทั้งรู้ว่าเสียเปรียบ

            “เรื่องนี้เข้าใจไม่ง่ายเลย” ขณะนั้นเขาก็พยายามกดเม้มมุมปากแทนที่เพื่อให้ริมฝีปากตนเองซ่อนรอยยิ้มที่ทำให้ความยากเอาชนะของเขาพลุ่งพล่าน

            และสุดท้ายแล้วเขาก็เป็นฝ่ายชนะพนันตามคาดแต่ก็ยังไม่สามารถไขข้อข้องใจนี้ได้ ถ้านางทำให้เขาปล่อยวางไม่ได้เขาก็ต้องทำให้นางคิดหนักเช่นกันแค่นึกถึงตอนสั่งให้นางเขียนความประทับใจ ริมฝีปากของเขาก็ไม่อาจกดลงได้นางคงทรมานไม่ต่างกัน

            “ไม่รู้นางจะเขียนว่าอย่างไร...โกรธเคืองปานนั้นคงกัดฟันเขียนจนพู่กันแทงทะลุกระดาษ”จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะในลำคอแผ่วเบาเขาอยากเห็นนักว่าสตรีดื้อรั้นผู้นั้นจะบันทึก ‘ความประทับใจ’ ต่อเขาอย่างไร

            ก่อนที่จ้าวจวิ้นหยางจะก้าวออกจากเงาไม้สู่ตรอกเล็กเสียงเคาะบอกยามดังออกไปห่างๆ อยู่เบื้องหน้า เขาเร่งฝีเท้าหลบเข้าด้านข้างกำแพงร่างสูงใหญ่หายไปในความมืดราวไม่เคยปรากฏตัวบริเวณนี้

            ….

            รุ่งอรุณของวันใหม่แสงแดดอ่อนลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ระแนงเข้ามาในเรือนเล็กกลิ่นกระดาษหมึกปะปนกับกลิ่นชาอุ่นลอยอยู่ทั่วห้องหนังสือฟ่านหนิงนั่งอยู่เบื้องหน้าตั้งโต๊ะเขียนอักษร ตัวสมุดคัดอักษรถูกกางออกหมึกที่ฝนเตรียมไว้อยู่ในจานหิน น้ำหมึกสีดำสะท้อนเงาส่องประกายดำขลับ

            ฟ่านหนิงจ้องหน้ากระดาษเปล่าอยู่ครู่ใหญ่ก่อนถอนหายใจยาวจนไหล่เล็กสะเทือน“ให้เขียนความประทับใจงั้นหรือ...” เสียงบ่นงึมงำลอดจากริมฝีปาก นัยน์ตาคู่หวานกวาดมองพู่กันที่วางข้างจานหมึกก่อนจะเบ้ปากนึกย้อนกลับไปถึงครั้งแรกที่พบกัน

            ภาพวันนั้นผุดขึ้นในหัวเหมือนภาพเก่าเลือนรางผ่านไปเพียงไม่กี่ปีแต่กลับเหมือนเกิดขึ้นเมื่อร้อยปีก่อนพอคิดถึงดวงตาเจ้าเล่ห์นั่น ฟ่านหนิงก็รีบเบือนหน้าถอนใจหงุดหงิด “ข้าจะเขียนสิ่งใดลงไปได้เล่า!”

            นางวางพู่กันลงจนเกิดเสียงกึกเบาๆจากนั้นถอยตัวออกจากโต๊ะแล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ไม้พนักสูงเอียงหน้าไปมองจางไป๋ซินที่ยืนประจำหน้าที่อยู่เยื้องด้านหลัง

            เรื่องนี้ก็มีแต่งจางไป๋ซินที่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นฉะนั้นนางจะใช้สิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์เสียหน่อย “ไป๋ซิน...เจ้าเขียนหนังสือได้มิใช่หรือเขียนแทนข้าที” เสียงเอื้อนเอ่ยคล้ายอ่อนโยนแต่แฝงคำสั่งที่ไม่อาจจะขัด

            สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์สะดุ้งแล้วรีบโบกมือถอยหลังสองก้าวมองกึ่งอ้อนวอนกึ่งหนักใจ “แต่บ่าวไม่ควรเจ้าค่ะแล้วก็บ่าวเขียนไม่เก่ง อีกอย่างเป็นเรื่องของคุณหนูใหญ่เอง...ด้วย”

            ฟ่านหนิงหรี่ตาคมกริบยกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อยไม่ยอมอ่อนข้อให้ “แต่ข้าสั่งให้เจ้าเขียน อย่างไรก็ต้องเขียนเจ้าจะเขียนอะไรก็ได้ เขียนๆ ไปเถิด”น้ำเสียงเด็ดขาดจนจางไป๋ซินหมดทางปฏิเสธ

            “เจ้าค่ะ” แล้วจางไป๋ซินจึงจำต้องก้าวกลับเข้ามาหยิบพู่กันขึ้นมือด้วยท่าทางประหม่าปลายพู่กันสั่นเล็กน้อยขณะจุ่มหมึกดำก่อนลากเส้นลงบนกระดาษ

            ฟ่านหนิงมองอยู่เพียงครู่แล้วหันไปยกถ้วยชาขึ้นจิบพลางถอยตัวมาพิงพนักเก้าอี้อย่างไม่ใส่ใจ ปล่อยให้สาวใช้ประจำตัวได้จินตนาการตามใจตนเองอย่างเขียนอะไรก็เขียน ส่วนตนเองก็ลอบยิ้มบางๆเพราะความรู้สึกเหมือนได้เอาชนะจ้าวจวิ้นหยางเล็กน้อย

            จนเวลาผ่านไปล่วงเลย แดดสายกลายเป็นแดดเที่ยงรังสีทองส่องเข้ามาในเรือนหนังสือฟ่านหนิงกำลังลดหนังสือบันทึกเดินทางอ่านฆ่าเวลาในมือลงสลับกับเหลือบมองตัวอักษรของจางไป๋ซินเป็นพักๆเพื่อหยิบน้ำชาขึ้นจิบ พอดีกับที่สาวใช้ผู้หนึ่งเข้ามารายงานเสียงใส “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ครอบครัวสกุลเจิ้งมาเยือนจวนฮูหยินจึงอยากให้คุณหนูใหญ่ออกไปช่วยต้อนรับฮูหยินเจิ้งด้วยกันเจ้าค่ะ”

            เพียงได้ยินคำว่าสกุลเจิ้งมือฟ่านหนิงที่ถือถ้วยชาค้างอยู่ก็กระแทกลงบนโต๊ะไม้ดังกึก! จางไป๋ซินที่กำลังลากพู่กันอยู่สะดุ้งจนตวัดมือพลาดเส้นหมึกดำกระจายเลอะกระดาษไปครึ่งแผ่น

            “พวกสกุลเจิ้ง! ไม่คิดจะปล่อยพวกเราบ้างเลยหรือไร” ฟ่านหนิงพลันยกมือกุมขมับสีหน้าแสดงความระอาปนรำคาญชัดเจน

            สาวใช้ที่มารายงานยืนก้มหน้าอยู่ที่หน้าประตูนิ่งไม่ขยับอย่างรอคำตอบฟ่านหนิงจึงสูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ยเสียงเนิบ “บอกไปท่านแม่ว่าข้าไม่ค่อยสบายคงเพราะลมหนาวกำลังมา เกรงจะออกไปไม่ได้”

            สาวใช้ผู้นั้นจึงรับคำแล้วรีบออกไปแจ้งฮูหยินฟ่านตามคำสั่ง

            และทันทีที่ประตูปิดลงฟ่านหนิงก็หันขวับไปยังจางไป๋ซินที่ยังคงถือพู่กันค้างอยู่“ไม่ต้องเขียนแล้ว!”

            เสียงนั้นทำเอาจางไป๋ซินผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ราวกับได้หลุดพ้นโทษทัณฑ์ ฟ่านหนิงกอดอกพลางเดินวนไปมาในห้อง ก่อนเอ่ยคำสั่งต่อไป “ไป๋ซิน เจ้าแอบไปดูเสียหน่อยว่าพวกสกุลเจิ้งมาคุยอะไรกับท่านพ่อและท่านแม่ข้ารู้เจ้ามีคนเดียวแต่เจ้าต้องเหนื่อยหน่อยไปๆ มาๆ สองฝั่งพยายามฟังให้ได้มากที่สุดแล้วกลับมารายงานข้า”

            ดวงตาของสาวใช้ทอประกายโล่งอก “เจ้าค่ะ!” นางรีบวางพู่กันลงทันทีแล้ววิ่งออกไปอย่างไม่รีรอ

            ฟ่านหนิงมองตามหลังสาวใช้ด้วยสายตาเอือมระอาที่แฝงความวิตกว่าพวกสกุลเจิ้งจะมาไม้ไหนก่อนเหลือบไปมองสมุดคัดอักษรที่ยังคงเปิดค้างอยู่บนโต๊ะ

            หมึกดำที่จางไป๋ซินเขียนยังไม่ทันแห้งดีนัก ตัวอักษรที่เขียนไว้เต็มไปด้วยเส้นสั่นๆหลายตัวเหมือนแมลงคลานมากกว่าจะเป็นคำสวยงาม ฟ่านหนิงยกคิ้วขึ้นก่อนหัวเราะหึออกมาเบาๆ แล้วเอื้อมมือปิดสมุดลงโดยไม่สนใจว่าหมึกจะเลอะหรือไม่

            “ช่างเถิดข้าไม่เชื่อว่าจ้าวจวิ้นหยางจะได้อ่านสิ่งใดที่ดีไปกว่านี้ ยิ่งถ้าข้าต้องเขียนเอง” นางเอ่ยกับตัวเองริมฝีปากคลี่ยิ้มเย็นชาแต่ดวงตากลับฉายประกายเจ้าเล่ห์สะใจ

            จากนั้นนางก็หันไปจัดเสื้อคลุมเดินกลับไปพักในเรือนด้านในรอจางไป๋ซินกลับมารายงาน

            หลังจากผ่านไปราวชั่วยามกว่าๆ พวกสกุลเจิ้งก็ลากลับไปในที่สุดจางไป๋ซินกลับเข้ามายังเรือนของคุณหนูใหญ่ด้วยท่าทางเร่งรีบดวงตาของนางยังมีประกายวาววับเหมือนคนเก็บงำเรื่องราวสำคัญไว้เต็มอกฟ่านหนิงที่นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ไม้สลักลายเถาวัลย์เหลือบมองขึ้นมาทันที

            “ว่าอย่างไรบ้างพวกเขาพูดอะไรกัน?” เสียงของฟ่านหนิงแผ่วเบากดต่ำอย่างรอคอยดวงตาที่โค้งงดงามกวาดมองบ่าวคนสนิทด้วยความคาดคั้น

            จางไป๋ซินรีบค้อมกายรายงาน “ใต้เท้าเจิ้งกับบุตรชายเจิ้งเปาหย่งคำพูดส่วนมากเป็นการพยายามเชิญท่านเสนาบดีฟ่านให้ไปเข้ากลุ่มสังสรรค์กับขุนนางที่คบหากันอยู่ค่ะเอ่ยว่าท่านเสนาบดีเป็นผู้มากความสามารถอยากให้ไปชี้แนะเหล่าขุนนางพรรคพวกต้นเองส่วนท่านเสนาบดีก็ดูเหมือนจะพอใจการเชื้อเชิญนั้นไม่น้อยน่าจะตอบรับคำเชิญในเร็ววัน”

            ฟ่านหนิงฟังแล้วถึงกับขมวดคิ้วแน่นนางถึงกลับลุกขึ้นเดินไปมาในห้อง ดวงหน้าขาวเนียนมีเงาร้อนรุ่มประดับอยู่ไม่จางเป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย ‘ข้าเดาไม่ผิดเลย พวกนั้นกำลังพยายามลากท่านพ่อเข้าไปในกลุ่มขุนนางนั้นชัดๆพวกขุนนางกังฉิน พวกพ่อค้าเถื่อน!’

            จากนั้นจางไป๋ซินรีบเสริมต่อ “อีกด้านฝั่งฮูหยินเจิ้งก็ชมคุณหนูใหญ่อย่างไม่ขาดปากเจ้าค่ะว่าเป็นสตรีงามเลิศเพียบพร้อม หาได้ยากนัก ผู้ใดได้ไปเป็นสะใภ้ย่อมเป็นเรื่องดีงามแก่วงศ์ตระกูล”

            คำพูดนั้นเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนไฟในอกเพิ่มเข้าไปอีกฟ่านหนิงถึงกับตีหน้ามุ่ย ยกมือกุมขมับพลางถอนหายใจแรง “หึ! ชมข้าเสียจนท่านแม่ต้องเคลิบเคลิ้มวันหลังท่านแม่ต้องเอาเรื่องนี้ไปพูดกับท่านพ่ออีกแน่” หมายจะดองสองสกุลด้วยกัน

            ในเรือนของฟ่านหนิงจึงเกิดภาพเจ้าของเรือนเดินวนในห้องไปๆ มาๆอยู่หลายรอบระหว่างที่คิดหาทางออก จนสุดท้ายนางก็หยุดยืนหน้าต่างหันมาสั่งเสียงเข้ม “ไป๋ซินถ้าพวกสกุลเจิ้งมาเยี่ยมที่จวนอีกให้ตามไปดูทุกครั้งอย่าให้คาดสายตาสั่งเฟิงซวนให้ช่วยดูด้วยก็ได้”

            “รับทราบเจ้าค่ะ” จางไป๋ซินโค้งตัวตอบ

            หลังจากสั่งการกับสาวใช้แล้วฟ่านหนิงยังคงกระสับกระส่ายรู้สึกไม่อาจปล่อยเรื่องนี้ไปได้ง่ายๆ หนึ่งเลยเพราะแผนการสำรองของนางยังไม่พร้อมถึงการเลี่ยงการแต่งงานกับเจิ้งเปาหย่งไม่ใช่เรื่องยากแต่การจะให้บิดาหยุดสมาคมกับขุนนางกลุ่มเดียวกับสกุลเจิ้งต่างหากที่ยากเย็นกว่านัก

            ครั้นถึงยามเย็นหลังจากมื้ออาหารนางตัดสินใจไปที่ห้องหนังสือใหญ่ของบิดาเพื่อพูดคุยด้วยอีกครั้ง

            ภายในห้องหนังสืออบอวลด้วยกลิ่นไม้จันทน์กองหนังสือและสมุดราชการวางเรียงเป็นชั้นสูง พู่กันหลายด้ามเสียบไว้ในกระบอกหยกบิดาของนางนั่งหลังตรงในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้ม ปากยังขยับอ่านบันทึกเบาๆ

            ฟ่านหนิงเคาะประตูก่อนแล้วเดินเข้ามาอย่างระวังก่อนจะโค้งตัวเล็กน้อย“ท่านพ่อเจ้าค่ะ ข้ามีเรื่องจะขอสนทนาด้วยเล็กน้อยเจ้าค่ะ”

            ฟ่านซือหมิงจึงวางสมุดในมือลงหันมามองบุตรสาวด้วยแววตาอ่อนโยน“ว่ามาสิ เจ้ามีอะไรหรือ?”

            ฟ่านหนิงกัดริมฝีปากเล็กน้อยลอบสูดลมหายใจอย่างเตรียมตัวแล้วจึงเริ่มเอ่ย “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสกุลเจิ้งเจ้าค่ะท่านพ่อ” หญิงสาวกล่าวพลางเดินเข้ามาใกล้โต๊ะที่บิดานั่งอยู่ “ข้ารู้สึกว่าพวกเขามีพิรุธพิกลโดยเฉพาะเจ้ากรมเจิ้งที่เหมือนเข้าหาประจบท่านพ่ออย่างมากในช่วงหลังมานี้ทั้งมีคนพูดว่าพวกเขาร่ำรวยขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีนี้ ข้าเกรงว่าจะมิใช่เรื่องดี”

            บิดาหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้า “เจ้าเด็กคนนี้ขี้กังวลนักนี่คงเพราะเจ้าไม่ชอบคุณชายเจิ้งละสิ จึงพูดให้เขาเสียหาย”

            ฟ่านหนิงเบิกตากว้าง ยกเสียงสูงขึ้นนิด “ท่านพ่อ! ไม่ใช่เพราะข้าไม่ชอบเขา แต่เพราะเรื่องที่ปรากฏต่อหน้ามันผิดสังเกตนักตระกูลผู้หนึ่งร่ำรวยขึ้นรวดเร็วเกินไป ทั้งยังชอบชวนท่านเข้าสมาคมอยู่ร่ำไปข้าไม่วางใจจริงๆ”

            ฟ่านซือหมิงวางมือลงบนโต๊ะไม้กวาดตามองบุตรสาวด้วยความหนักแน่น “อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปนัก เจิ้งเปาหย่งก็เป็นคุณชายผู้สุภาพพูดจานอบน้อม พ่อเห็นมาแล้วก็คิดว่าเขาเป็นคนมีมารยาทส่วนเจ้ากรมเจิ้งก็จัดว่าเป็นคนหัวดี ขยันทำงานกิจการจนร่ำรวยขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลก”

            บุตรสาวจึงก้าวเข้ามาใกล้ นางหรี่ตามองบิดาสีหน้ากังวลจัด “แต่ท่านพ่อ ข้าไม่ใช่เด็กที่จะเห็นอะไรเพียงผิวเผินคนที่พยายามตีสนิทเกินไปนั่นยิ่งต้องระวัง!”

            “เหยาจู” ฟ่านซือหมิงถอนหายใจ สีหน้าเปี่ยมด้วยความอ่อนใจ “บางครั้งเจ้าก็อคติไปเอง หากพวกเขามีไมตรีก็ควรลองเปิดใจดูบ้าง พ่อไม่อยากให้เจ้าตัดสินคนเพียงเพราะไม่ถูกชะตา”

            บุตรสาวกัดฟันแน่น ‘เรื่องนี้หาใช่แค่ไม่ถูกชะตาเสียหน่อย’ มือกำชายเสื้อจนยับนางพยายามอธิบายอีกหลายคำ แต่ไม่ว่าจะว่าอย่างไรบิดาก็ยังโต้แย้งแก้ต่างให้สกุลเจิ้งทุกครา ในที่สุดนางจึงถอยก้าวหนึ่งแล้วโค้งกายเบาๆ

            “ท่านพ่อหากท่านไม่เชื่อคำของข้า เช่นนั้นข้าขอลากลับเรือนก่อนเจ้าค่ะ” เสียงของฟ่านหนิงแผ่วลง แต่ยังเจือความดื้อรั้นอยู่

            ฟ่านซือหมิงพยักหน้าเพียงเบาๆก่อนหันกลับไปหยิบสมุดราชการอีกเล่มขึ้นมาไม่ได้หมายจะพูดปลอบบุตรสาวเพิ่มแต่อย่างใด

            แล้วฟ่านหนิงก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องหนังสือ ประตูไม้ค่อยๆปิดลงเบื้องหลัง จางไป๋ซินที่ยืนรออยู่ด้านนอกเห็นสีหน้าของคุณหนูใหญ่แล้วถึงกับไม่กล้าเอ่ยคำถาม

            ฟ่านหนิงเพียงเดินกลับเรือนตัวเองด้วยฝีเท้าที่เต็มเปี่ยมความวิตกหลังถึงเรือนของตนเอง ประตูก็ปิดลงอย่างแผ่วเบา นางเอนหลังพิงกรอบประตูดวงหน้าขาวซีดเงยขึ้นมองเพดานไม้ แล้วถอนหายใจยาวราวกับต้องการระบายความอัดอั้นที่ขังอยู่ในอกเสียงถอนหายใจดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกินกว่าสิบครั้งภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยน้ำชา

            เมื่อรวบรวมกำลังกลับมาได้หลังจากใจที่หนักอึ้งนางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้พนักเตี้ย นึกถึงคำพูดบิดาที่เอาแต่เชื่อใจคนสกุลเจิ้งนึกว่าเจิ้งเปาหย่งเป็นสุภาพบุรุษผู้ดี ทั้งที่ความจริงเลวร้ายกว่าอะไรหน้าฉากทำทีเป็นคนดี ภายนอกแสร้งยิ้มอ่อนโยนสุภาพ แต่เบื้องหลังกลับมักมากยิ่งนักก่อนนางจะแต่งงานเข้าไปเขาก็อนุเข้ามากถึงหกคนแล้ว ตอนนั้นนางโง่เง่าไม่รู้เรื่องจนมารู้ก็หลังจากแต่งงานได้สามสัปดาห์!

            นางกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาวาววับด้วยความเจ็บแค้นขณะที่ความทรงจำจากเส้นทางเดิมไหลทะลักเข้ามาเป็นระลอก ยังไม่พอ! เขายังหน้าด้านหน้าทนพาฟ่านลี่เข้ามาเป็นอนุอีกคนทั้งที่รู้ดีว่าสตรีคนนี้เป็นหนามตำใจนางที่สุดแต่เขากลับยิ้มรับเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ คนเช่นนี้หากไม่เรียกว่ามักมากโลภเกินมนุษย์ก็ไม่รู้จะใช้คำใดแล้ว!

            ฟ่านหนิงกุมขมับพลางโยกตัวไปมาในเก้าอี้ ท่านพ่อ...เหตุใดถึงตาบอดเช่นนี้ เรื่องอื่นท่านพ่อที่เฉียบคมฉลาดหลักแหลม มองคนออกทุกคราแต่พอเป็นเรื่องสกุลเจิ้งกลับหลับหูหลับตาเชื่อหมดสิ้น หรือเพราะนี่คือเส้นทางที่บทกำหนดไว้จริงๆทำให้ท่านไม่ยอมฟังคำเตือนของลูกเลย

             

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว ที่คุณอ่าน