สามเดือนต่อมา…
‘ฟิ้วว’ เสียงธนูผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็วปักเข้าที่งูเพลิงกัลป์ตัวเล็กตัวหนึ่งจนติดแน่นอยู่กับโขดหินกลุ่มบุรุษสี่ห้าคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นพลันสะดุ้งคว้าอาวุธขึ้นมาในมือพร้อมต่อสู้แต่เมื่อหันไปมองทางทิศที่ธนูยิงออกมาต่างก็ต้องตกตะลึงไปชั่วขณะ
สตรีนางหนึ่งที่มีใบหน้างดงามอย่างหาได้ยากปรากฏตัวยืนห่างจากพวกเขาออกไปประมาณสามสี่จั้ง จนทำให้เผลอคิดในใจไปว่า‘หรือกลางป่าแห่งนี้จะมีนางไม้’
ทว่าความคิดนั้นก็พลันหายไป เมื่อนางกล่าวขึ้นด้วยความขุ่นเคือง“นี่...พวกเ้า ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่นชมธรรมชาติที่อื่นกันแล้วหรือ”
หลังจากที่ได้ยินดังนั้น ชายคนหนึ่งก็ะโสวนกลับไปอย่างยอมมิได้“ใครว่าพวกเรามาเที่ยวเล่น พวกเรามา…” เขายังมิทันได้กล่าวจนจบก็ถูกรัศมีกดดันอย่างรุนแรงจากบุรุษผู้เป็นายที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้ต้องหยุดชะงัก
“อืม…ถ้าเช่นนั้นก็คงจะรู้ว่าที่นี่อันตรายแค่ไหนเหตุใดถึงได้เอ้อระเหยไม่ระวังตัว นั่นมันรังงูเลยนะ”นางยังะโส่งเสียงตำหนิไม่หยุด และสิ่งที่ไม่ได้บอกพวกเขาอีกอย่างคืองูพวกนี้ซ่อนจิตสังหารได้ ทำให้เข้าใกล้โดยที่ไม่รู้ตัวอย่างไรเล่า
ชายอกสามศอกทั้งหลาย ะโขึ้นพร้อมกันทันทีที่รู้ว่าเป็รังงูมิใช่ว่าพวกเขากลัว…แต่ เอ่อ ออกจะขยะแขยงมากกว่า
ลุกขึ้นมาตั้งหลักได้ไม่นาน พูดถึงงู งูก็โผล่มา มาเป็ร้อยๆตัวเลย
สตรี…ปากของเ้านี่ช่างมงคลเสียจริง
“อ๋า…ไม่ทันแล้ว”นางหยิบผงยาวิหคหิมะสาดไปทางฝูงงูเ่าั้บวกกับกำลังภายในทำให้บรรดางูต่างถอยหนีออกไป ถึงกระนั้นพวกมันก็ยังคงจ้องมองดูเหยื่ออันโอชะงูตัวแรกที่ถูกธนูยิงใส่ อันที่จริงถือว่ายังเติบโตไม่สมบูรณ์เพราะตอนนี้เหล่างูตัวที่เติบโตอย่างสมบูรณ์ค่อยๆขยับเข้ามาใกล้เหล่าบุรุษมากขึ้นเรื่อยๆ กวาดมองด้วยสายตาคร่าวๆ ขนาดยาวถึงหนึ่งจั้งเลยทีเดียว
งูเพลิงกัลป์เป็งูที่พ่นไฟได้ตามชื่อของมันนั่นแหละถ้าไม่รีบหนีรับรองสุกถึงภายใน พร้อมรับประทานแน่นอน
ยังดีที่พวกเขามีไหวพริบ พอนางสาดผงยาไปก็ใช้วิชาตัวเบาบินขึ้นหนีออกมาทันที
แต่ๆ …ทำไมบินไปทางนั้นกันละ มันยิ่งเข้าใกล้รังงูอีกรังหนึ่งนะพวกเ้านี่ไม่มีสัญชาตญาณกันเสียเลยยังรักษาชีวิตไว้ได้ถึงป่านนี้คงจะเป็เพราะโชคช่วยมาเยอะละสิ
“โอ๊ย...พวกเ้าใช้ตาบ้างก็ได้นะนั่นมันรังงูอีกรังหนึ่ง” นางพูดไม่ทันจบประโยค ยาวิหคหิมะก็ได้ถูกสาดไปอีกรอบเพียงแต่คราวนี้งูกลับไม่ถอยร่น
อ้าว...แย่แล้ว สงสัยข้าน่าจะหยิบผิด อันนั้นไม่ใช่ยาวิหคหิมะ…แหะๆ
เหล่าชายฉกรรจ์ไม่รอช้าคว้ากระบี่ขึ้นมาฟาดฟันไปทางกองทัพงูที่พุ่งเข้ามาเขาล้อมรอบให้บุรุษเ็าผู้หนึ่งอยู่ตรงกลางเพื่อปกป้องแรงกระบี่รวมกับกำลังภายในปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีทีท่าว่าจะลดจำนวนงูที่พุ่งเข้ามาได้เลย
สตรีผู้นั้นมองซ้ายมองขวาเห็นท่าไม่ดีจึงะโขึ้นมา “เอ๋ ทางนั้นมีแหล่งน้ำ รีบหนีไปทางนั้นกันเร็วเข้า”ได้ยินเสียงนางพูดและเห็นนางะโหนีออกไปแล้ว พวกเขาที่เหลือทำตามอย่างรวดเร็วโดยที่ในใจอดสงสัยมิได้ว่านางรู้ได้อย่างไร...หรืออาจจะแค่เดาถูกกระมัง
และก็เป็อย่างที่นางบอก มีสระน้ำแห่งหนึ่งจริงๆ
พอมีแหล่งน้ำ งูเ่าั้ก็ไม่ตามมา
หลังจากพักหายใจได้สักระยะ ก็พบว่าองครักษ์คนหนึ่งได้รับาเ็ิัที่แขนมีรอยไหม้และมีทีท่าว่าจะขยายออกมากขึ้น เขาพยายามกดข่มความเ็ปเอาไว้มิปริปากร้อง จนเริ่มเห็นเม็ดเหงื่อผุดขึ้นที่ใบหน้า
เพื่อนองครักษ์ที่อยู่ใกล้ๆกำลังช่วยใส่ยาที่แผลอย่างรีบร้อน
แต่ดูเหมือนว่าแผลกลับยิ่งแย่ลง
'เหตุใดจึงเป็เช่นนี้'
นางหันไปเห็นเข้า ก็ถอนหายใจขึ้นมาหนึ่งครั้ง "เฮ้อพวกเ้านี่โง่เสียจริง ใครเขาใช้ยาใส่แผลงูเพลิงกัลป์เช่นนั้น"แล้วจึงรีบเข้าไปหาองครักษ์ผู้ได้รับาเ็ จัดการโรยผงยาประหลาดให้ทันทีพริบตาสีหน้าของเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รอยไหม้หยุดกระจายตัวแล้ว พร้อมกับความเ็ปที่ลดลงตามไปด้วย
“ขอบคุณแม่นาง” เขาพูดพลางประสานมือคารวะ
นางโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อเห็นว่าเขามิเป็อะไรแล้วจึงเตรียมจะออกเดินทางต่อแต่ในขณะนั้นสายตาก็บังเอิญไปสบเข้ากับบุรุษสีหน้าเคร่งขรึมเ็าพอดี
ทีแรกเห็นไกลๆ ก็มิได้สนใจนัก แต่พอมองใกล้ๆ ใบหน้าของเขาผู้นั้น...อืมก็ดูหล่อเหลาไม่เลว
'แต่บุรุษหน้าตาเช่นนี้ช่างคุ้นหน้าเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน' นางนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ส่วนเขาพอเห็นอากัปกิริยาของนาง ก็พลันเหยียดยิ้มขึ้นทันที คิดในใจว่า‘เ้ามันก็แค่สตรีบ้าผู้ชาย’ แต่ความคิดดูถูกยังมิทันจะหายไป แววตาของเขากลับปรากฏความสงสัยสายหนึ่ง…จะว่าไปเขาก็รู้สึกคุ้นตากับแผ่นหลังของสตรีนางนี้อยู่เช่นกัน
เมื่อเริ่มรู้สึกได้ถึงสายตาของเหล่าองครักษ์ที่จ้องมองนางก็พูดขัดจังหวะขึ้น “อะ ฮึ่ม... เอ่อ งูพวกนั้นคงไม่ตามมาแล้วคราวหน้าคราวหลังพวกเ้าก็ระวังหน่อยสิ…โชคดีแล้วที่ได้มาเจอคนดีดีอย่างข้า”รอยยิ้มเยาะเย้ยถูกส่งออกไป
“พวกข้ามาตามหาของบางอย่าง แต่ก็ไม่มีเบาะแสเลยอยู่ในป่านี้มาสามวันแล้วรู้สึกเหมือนเดินวนไปวนมา”องครักษ์ที่ได้รับาเ็คนนั้นเป็คนที่พูดขึ้น
"งั้นหรือพวกเ้ามาตามหาสิ่งใดกัน...อย่าบอกนะว่า…เป็กล้วยไม้พันปี”
เหล่าบุรุษพลันเบิกตากว้างขึ้นมาแทนคำตอบ ‘นั่นปะไร นางว่าแล้วภารกิจของอาจารย์จะง่ายได้อย่างไรกัน’
“แม่นางรู้จักด้วยหรือ”
“ก็เคยได้ยินมาบ้าง” นางตอบด้วยสีหน้านิ่งเรียบแต่คนอื่นกลับส่งสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังขึ้นมา หนึ่งในองครักษ์อีกคนประสานมือขึ้น“แม่นางพอจะบอกที่อยู่ของกล้วยไม้พันปีได้หรือไม่ พวกเราจำเป็ต้องใช้มันจริงๆสามารถตอบแทนท่านด้วยเงินทองตามที่้า”
สายตาของนางเป็ประกายขึ้นเล็กน้อย 'เอ๋เห็นข้าเป็คนหน้าเงินหรือ...'
'พวกเ้านี่ ก็พอฉลาดอยู่บ้างใครกันจะไม่ชอบเงินทอง...ช่างน่าสนใจๆ'
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดองครักษ์ที่เมื่อสักครู่ได้รับาเ็จากงูเพลิงกัลป์ก็กรีดร้องออกมา “อ้าาาแสบร้อน อ้าาา งู งูเต็มไปหมด อ้าาา อย่าเข้ามานะ” เขาโวยวายคลุ้มคลั่ง
“เจียวหวง เ้าเป็อะไรไป ไม่มีงูสักตัวเลยใจเย็นๆก่อน” องครักษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดกับเขากำลังจะเข้าไปดูแลเพื่อนแต่เขาลืมระวังไปว่า เจียวหวงหยิบกระบี่ขึ้นมาแล้วในจังหวะนั้น
‘ชิ้ง’ มีดสั้นถูกปาเข้าใส่กระบี่ในมือของเจียวหวงพอที่จะหยุดการกระทำไม่ให้องครักษ์อีกคนเข้าใกล้เขาได้
นางปามีดเสร็จก็รีบโรยผงยาสลบอัดกำลังภายในทำให้เจียวหวงอ่อนแรงและหลับตาล้มลงองครักษ์ที่อยู่ใกล้คนนั้นจึงเข้าไปประคองไม่ให้ร่างเขากระแทกพื้น
“เ้าชื่ออะไร” นางหันไปหาคนที่ยืนถัดไปจากสองคนนั้น
“ข้าชื่อเจียวหย่ง”
“เ้าไปตักน้ำในสระมาให้ข้า”
“แม่นางจะทำอะไรหรือ”
“อย่าพึ่งถาม...หาก้าช่วยเพื่อนของเ้า” เจียวหย่งจึงรีบไปตักน้ำทันที
“ส่วนเ้าคนที่ประคองเขาอยู่ชื่ออะไรนะ เ้านั่นแหละ”นางชี้ไม้ชี้มือไปที่องครักษ์คนนั้น
“ข้าหรือ ข้าชื่อจิวฉิง”
“จิวฉิงวางเขาลงนอนกับพื้นซะ เ้าถอยออกไป ในระยะหนึ่งจั้งห้ามกลับเข้ามา”