เสียงนกหวีดจากรอบูเายังคงดังสลับกันไปมาไม่หยุด ใกล้ขึ้นทุกครั้งที่หายใจ ชิงหยวนลากมือเฟยหลงวิ่งฝ่าความมืดของป่าไปทางทิศตะวันออกโดยไม่หยุดพัก กิ่งไม้และใบหญ้าเสียดสีผิวจนแสบร้อน แต่ไม่มีเวลาสนใจความเจ็บเล็กน้อยเช่นนั้นอีกต่อไป
ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท มีเพียงแสงดาวรางๆ ที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้ลงมาบอกทิศทางคร่าวๆ ทุกเงาที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัวดูราวกับศัตรูที่พร้อมจะโผล่ออกมาได้ทุกเมื่อ แม้จะรู้ว่าส่วนใหญ่เป็เพียงกิ่งไม้ที่ถูกลมพัดก็ตาม
เฟยหลงกัดฟันวิ่งตาม ทุกก้าวที่กระแทกพื้นส่งแรงสั่นะเืขึ้นไปถึงจุดปราณสำรองจุดที่ 4 ที่ยังไม่นิ่งพอ ความร้อนวูบวาบเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนเขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกำลังก่อตัว ร่างกายที่เปียกโชกั้แ่ผ่านทางน้ำใต้ดินยังไม่มีโอกาสแห้งสนิทเลยสักครั้ง ความหนาวเย็นที่สะสมมาทั้งคืนเริ่มกัดกินแรงที่เหลืออยู่จนแทบไม่พอประคองตัวเองให้วิ่งต่อไปได้
ทุกครั้งที่เสียงนกหวีดดังขึ้น หัวใจของเขาจะกระตุกเหมือนถูกดึงด้วยเชือกที่มองไม่เห็น ความกลัวที่สะสมมาั้แ่หนีออกจากหุบเหวยังไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย ยิ่งเสียงนั้นใกล้เข้ามาเท่าไร ความรู้สึกผิดที่ทิ้งคนเฝ้าก้นเหวไว้ข้างหลังก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นเท่านั้น
—
“ท่าน…รอก่อน” เฟยหลงพยายามเอ่ยออกมาทั้งที่หายใจไม่ทัน ก่อนร่างกายจะทรุดลงกับพื้นทันที มือกำหน้าอกแน่นด้วยความเ็ปที่พุ่งขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ลำคอมีรสเค็มปนหวานแปลกๆ จนเขารู้ทันทีว่านั่นคือเื เขาก้มหน้าลงไอออกมาเบาๆพยายามกลั้นไม่ให้เสียงดังเกินไป
ชิงหยวนหันกลับมาทันที คุกเข่าลงข้างๆ ััข้อมือเฟยหลงอย่างรวดเร็วเพื่อตรวจกระแสปราณ สีหน้าเปลี่ยนเป็ความกังวลทันทีที่รู้สึกถึงความปั่นป่วนภายใน
“จุดที่ 4 ของเ้ากำลังจะแตก” เขาพูดเสียงเครียด “การวิ่งกระแทกแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อันตรายเกินไป ถ้าจุดนี้แตกจริง เส้นทางสายนี้อาจเสียหายถาวรเหมือนที่เคยเกิดขึ้นตอนถูกวางยา เ้าต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์อีกครั้งโดยไม่มีจุดนี้ให้ใช้อีกเลย”
คำพูดนั้นทำให้เฟยหลงตัวสั่นด้วยความกลัวยิ่งกว่าความเ็ปที่กำลังเผชิญ ภาพความทรงจำวันที่เส้นลมปราณเดิมถูกทำลายจนสิ้นหวังผุดขึ้นมาในหัวทันที เขาไม่มีทางยอมให้เื่แบบนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งเด็ดขาด
—
เสียงนกหวีดดังขึ้นอีกครั้งจากทิศที่ใกล้กว่าเดิมมาก เฟยหลงรู้สึกหัวใจเต้นแรงด้วยความกลัวปนความรู้สึกผิด “ถ้าเราหยุดตอนนี้ พวกเขาจะตามทันแน่ ท่านทิ้งข้าไว้แล้วไปคนเดียวเถอะ”
“อย่าพูดเื่ไร้สาระ” ชิงหยวนตวาดเบาๆ พลางประคองเฟยหลงเข้าไปหลบใต้ชะโงกหินที่ยื่นออกมาบังพุ่มไม้หนาทึบ “ถ้าเ้าตายเพราะจุดปราณแตกกลางป่า ทุกอย่างที่เราแลกมาทั้งคืนนี้ก็ไร้ความหมาย”
เฟยหลงอยากเถียงต่อ แต่ร่างกายที่อ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้บังคับให้เขาต้องยอมจำนน เขาปล่อยให้ชิงหยวนพยุงตัวเข้าไปในที่กำบังโดยไม่มีแรงขัดขืนอีก ความรู้สึกเป็ภาระที่กัดกินอยู่ในใจตลอดคืนยิ่งหนักขึ้นไปอีก
—
ชิงหยวนนั่งลงประกบหลังเฟยหลง วางฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนหลังตรงตำแหน่งจุดปราณสำรอง ส่งกระแสปราณเข้าไปประคองอย่างละเอียดอ่อน เช่นเดียวกับตอนที่ช่วยเขาไว้ในทางน้ำใต้ดินเมื่อครู่นี้ แต่คราวนี้ต้องทำท่ามกลางความเสี่ยงที่ศัตรูอาจโผล่มาได้ทุกเมื่อ ระหว่างที่จดจ่ออยู่กับการควบคุมปราณของตัวเอง ภาพใบหน้าของเหมยเอ๋อที่จำได้เลือนรางแทรกเข้ามาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัว เขารีบสลัดความคิดนั้นออกไป บอกตัวเองว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาให้จิตใจวอกแวก ชีวิตของเด็กหนุ่มที่พิงหลังอยู่ตรงหน้าสำคัญกว่าความสับสนในใจตัวเองมากนัก
“หายใจตามจังหวะข้า” ชิงหยวนกระซิบข้างหู เสียงสงบนิ่งราวกับกำลังสอนบทเรียนธรรมดาๆ ไม่ใช่่เวลาเป็ตายเช่นนี้“เข้า…ออก…ช้าๆ อย่าฝืน”
เฟยหลงพยายามทำตาม แม้ใจจะยังสั่นด้วยความกลัว แต่เสียงที่นุ่มนวลกลับช่วยให้สมาธิเริ่มกลับคืนมาทีละน้อย ความร้อนวูบวาบในจุดที่ 4 ค่อยๆ สงบลงตามจังหวะลมหายใจที่ประสานกัน
ระหว่างที่รอให้ปราณนิ่งลง ความคิดของเขาล่องลอยไปถึงคำพูดที่ยังค้างอยู่กลางอากาศตอนแยกทางกับคนเฝ้าก้นเหว —“พ่อของเ้า…” เขาไม่รู้เลยว่าคำที่เหลือจะเป็อะไร และตอนนี้ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ยินคำตอบนั้นอีกหรือไม่ ความคิดถึงคำตอบที่ค้างคาผสมกับความกลัวที่จะไม่ได้ยินมันอีกเลยบีบรัดหัวใจเขาแน่นยิ่งกว่าความหนาวเย็นรอบกาย
—
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังผ่านมาใกล้ชะโงกหินมาก ใกล้พอจะได้ยินเสียงหายใจของผู้ที่เดินผ่าน แสงคบเพลิงสีส้มสาดผ่านช่องว่างระหว่างพุ่มไม้เข้ามาเป็ระยะ กลิ่นควันไฟจางๆ ลอยมาปะทะจมูก ชิงหยวนหยุดส่งปราณทันที มืออีกข้างปิดปากเฟยหลงเบาๆ ทั้งสองแข็งค้างอยู่กับที่ ไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา
เงาสามสี่ร่างเดินผ่านไปช้าๆ ส่องคบเพลิงกวาดไปตามพุ่มไม้รอบข้าง เสียงหนึ่งพูดขึ้นแ่ๆ “ยังไม่มีข่าวจากทีมที่ปะทะคนเฝ้าหุบเหวเลยหรือ” อีกเสียงหนึ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เงียบมาั้แ่เมื่อคืน อาจจะยังสู้กันอยู่ หรือไม่ก็จบไปแล้วทั้งสองฝ่าย” เสียงแรกถอนหายใจก่อนพูดต่อ “แถวนี้ไม่มีอะไร ไปตรวจฝั่งลำธารต่อดีกว่า” ทั้งสองเห็นพ้องและออกเดินจากไปเสียงฝีเท้าค่อยๆ เบาลงจนหายไปกับความมืด
เฟยหลงรู้สึกเืในร่างกายเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำที่เพิ่งว่ายผ่านมา คำว่า “จบไปแล้วทั้งสองฝ่าย” ก้องอยู่ในหูไม่หยุด เขากัดริมฝีปากแน่นจนเกือบมีเืซึม บังคับตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมาตรงนั้น
เฟยหลงปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาอย่างสั่นเทา หัวใจยังคงเต้นรัวไม่หยุด รู้สึกได้ถึงหยาดเหงื่อเย็นที่ไหลลงมาตามแผ่นหลังทั้งที่อากาศยังคงหนาวเหน็บ
—
“รอดแล้ว” ชิงหยวนกระซิบพร้อมถอนหายใจโล่งอก มือยังคงวางอยู่บนหลังเฟยหลงอย่างระมัดระวัง “จุดที่ 4 นิ่งขึ้นมากแล้วพอจะเดินต่อได้อย่างช้าๆ”
“ขอบคุณท่าน” เฟยหลงพูดเสียงแ่ รู้สึกทั้งซาบซึ้งและอับอายในความอ่อนแอของตัวเองไปพร้อมกัน “ถ้าไม่มีท่าน ข้าคงตายไปแล้วั้แ่ในน้ำ”
“ไม่ต้องขอบคุณ” ชิงหยวนตอบพลางช่วยพยุงเฟยหลงลุกขึ้นยืน “อาจารย์อาสั่งให้ข้าพาเ้าไปให้รอด ข้าแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น” น้ำเสียงของเขาแ่ลงเมื่อพูดถึงอาจารย์อา สายตาเหลือบมองไปทางทิศตะวันตกที่ยังคงมืดสนิท
“ท่านได้ยินที่พวกเขาพูดหรือไม่” เฟยหลงถามเบาๆ ไม่กล้าสบตา “เื่ที่ว่ายังไม่มีข่าวจากฝ่ายที่ปะทะกับคนเฝ้าก้นเหว”
ชิงหยวนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ กำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว “ได้ยิน แต่ ‘ยังไม่มีข่าว’ ก็แปลว่ายังไม่รู้ผลแน่ชัดเช่นกันอาจารย์อาไม่ใช่คนธรรมดา ท่านผ่านอะไรมามากกว่าที่เราจะจินตนาการได้”
น้ำเสียงของเขาฟังดูพยายามปลอบใจตัวเองไม่แพ้ปลอบใจเฟยหลง ทั้งสองรู้ดีว่าไม่มีใครยืนยันอะไรได้จริงในตอนนี้ มีเพียงการเดินหน้าต่อไปเท่านั้นที่พอทำได้
—
ทั้งสองเดินฝ่าความมืดต่อไปอย่างช้าๆ ระมัดระวังทุกฝีก้าว ไม่มีใครพูดอะไรอีกเลยตลอดทาง มีเพียงเสียงใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าและเสียงลมเย็นที่พัดผ่านเป็ระยะ เฟยหลงใช้เวลาระหว่างทางครุ่นคิดถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนเดียว — ตัวตนที่แท้จริงของคนเฝ้าก้นเหว ความรักลับของชิงหยวนกับเหมยเอ๋อ หนี้ที่พ่อของเขาผูกพันไว้กับใครบางคนโดยที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ทุกอย่างพันกันยุ่งเหยิงจนแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของทั้งหมด
จนขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีเทาจางบอกสัญญาณของรุ่งสาง หมู่บ้านเชิงเขาทิศตะวันออกที่ชิงหยวนเคยพักรอปรากฏให้เห็นลางๆ ผ่านหมอกเช้า
เฟยหลงรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อยที่เห็นหลังคาบ้านเรือน สัญญาณของความปลอดภัยที่รอคอยมาทั้งคืน เขาจินตนาการถึงความอบอุ่นของกองไฟในบ้าน ข้าวต้มร้อนๆ สักถ้วย และที่นอนแห้งสักผืนที่จะได้พักหลังจากคืนอันยาวนานที่สุดในชีวิต
แต่ความโล่งใจนั้นหายวับไปทันทีเมื่อสายตาจับไปที่เส้นควันสีดำหนาทึบที่ลอยขึ้นเหนือหมู่บ้าน ไม่ใช่ควันบางสีขาวจากเตาไฟยามเช้าที่ควรจะเห็นเป็หย่อมๆ กระจายทั่วหมู่บ้านตามปกติ แต่เป็เส้นควันดำทึบเส้นเดียวที่พวยพุ่งขึ้นจากจุดเดียว หนาแน่นและรุนแรงเกินกว่าจะเป็เพียงการหุงหาอาหารธรรมดา
ชิงหยวนหยุดชะงักทันที กระบี่ในมือถูกชักออกจากฝักอย่างไม่รู้ตัว สีหน้าที่เพิ่งผ่อนคลายลงกลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้งในพริบตาดวงตาของเขาจับจ้องไปที่เส้นควันนั้นราวกับพยายามอ่านสิ่งที่เกิดขึ้นจากระยะไกล
“นั่นไม่ใช่ควันจากครัวเรือน” เขาพูดเสียงแ่แต่หนักแน่น “มีบางอย่างเกิดขึ้นที่หมู่บ้านนั้นแล้ว”
เฟยหลงรู้สึกร่างกายที่เพิ่งจะฟื้นแรงกลับมาบ้างแข็งค้างอีกครั้ง คืนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ เลยสักนิด ทุกครั้งที่คิดว่าอันตรายผ่านพ้นไปแล้ว กลับมีเื่ใหม่ที่หนักหนากว่าเดิมรออยู่เสมอ