ตอนที่ 2 ข้ากลับมาแล้ว
‘หายใจไม่ออก....’
‘ที่นี่ที่ไหนเนี่ย!!’
‘ทำไมมันถึงมืดแบบนี้...’
‘นี่ข้ากำลังจมน้ำหรอ.....’
‘แสง.. แสงนั่น ทางออกต้องใช่ทางออกแน่ๆ’
‘ข้าพยายามแหวกว่ายมุ่งขึ้นไปยังแสงนั่นเต็มกำลัง’
‘อีกนิดเดียว อีกนิดเดียว’
‘ข้าคิดแบบนั้น แต่ทำไมข้าถึงได้ช้านัก...’
‘อ่า ในที่สุดก็ถึงเสียที’
‘ข้าใช้มือไขว่คว้ายังแสงสว่างที่ปลายทางนั้นมันเจิดจ้าจริงๆ’
แว๊!!!!
“เป็เ้าชายเพคะฝ่าา”
“เื่ดีจริงๆ”
“ลูกแม่....”
‘เสียงใครกัน เอ๊ะ ทำไมเสียงข้าถึงเป็แบบนี้’
‘ข้าพยามยามลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เห็นคือเพดานที่วิจิตรงดงาม กับมนุษย์ร่างั์สองคนข้างตัว’
‘ข้าหลงมาในเผ่าคนั์หรือไง ไม่สิเดี่ยวก่อน’
‘ข้าพยายามยกมือของตัวเองขึ้นมา’
‘และเมื่อเห็นมือตัวเองว่ามันช่างเล็กจ้อยเสียเกิน’
‘ข้าใมากทว่าความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวอย่างฉับพลัน’
‘หรือเป็ผลของสกิลนั่น’
‘หึหึ ข้ายังไม่ตาย ฮ่าๆๆๆๆข้ากลับมาเกิดใหม่หรอเนี่ย...’
‘ข้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพอๆกับเสียงของข้าที่เปล่งออกมา มันคือเสียงเด็กแรกเกิดที่ทำให้ข้าหวนถึงอะไรหลายอย่าง’
‘แต่ว่าที่นี่ที่ไหนกัน’
‘ข้าพยายามเอียงคอมองและได้เห็นหน้าคนสองคนชัดเจนขึ้น’
‘คนแรกเป็ผู้หญิงอายุราวสี่สิบดูจากชุดที่ใส่น่าจะเป็นางกำนัลหรือคนทำคลอด ส่วนอีกคนเป็ชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีทองข้าััได้ถึงสายตารักใคร่จากชายคนนี้ เขาน่าจะเป็บิดาของข้าอย่างไม่ต้องสงสัย’
‘ข้าััได้ถึงสายตาอบอุ่นของอีกคนคงเป็แม่ของข้า ข้าไม่อาจหันกลับไปมองหน้านางได้แต่ก็ััได้ถึงความรักที่ส่งผ่านมาได้ แต่ข้ารับรู้ได้ว่าลมหายใจของนางอ่อนแรงมาก’
“ขอข้าอุ้มหน่อยได้ไหม?”
“ได้สิเพคะฝ่าา” หญิงกลางคนอุ้มข้าส่งให้บิดาของข้า เขารับข้าไปแนบอกของเขาและหยอกล้อเล่นกับข้าด้วยความรักเต็มเปี่ยม
‘ข้าััได้ถึงความรักความอบอุ่นจากชายคนนี้ มันเป็ความรู้สึกที่ห่างหายจากตัวข้าไปนานมากแล้วนานจนข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเื่แบบนี้มันเกิดขึ้นเมื่อไร’
‘แต่ช่างเื่นั้นก่อนแม้จะเกิดเื่ราวมากมาย แต่ข้าก็ยังไม่ตาย’
‘ข้าจะต้องแก้แค้นแก้แค้นเ้าพวกนั้นให้ได้!!!!’
‘ข้าคงต้องรวบรวมข้อมูลก่อนว่าที่นี่คือที่ไหนแต่น่าจะเป็โลกเดิมของข้าอย่างแน่นอน’
‘ถึงข้าจะคิดแบบนั้นแต่ตัวข้าในตอนนี้ยังเป็เด็กทารก ถึงจะมีความทรงจำเมื่อชาติก่อนก็ทำอะไรไม่ได้มากอยู่ดี’
‘คงต้องเพิ่มระดับ เก็บสกิลเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองก่อนเป็อย่างแรก ชาติก่อนข้าทำพลาดไปหลายอย่างแต่มาคราวนี้ข้าจะไม่ทำพลาดอีก สกิลที่แข็งแกร่งทั้งหลาย รอข้าก่อนเถอะ....’
“ฝ่าามีชื่อให้เ้าชายหรือยังเพคะ”
“มีสิข้าคิดเอาไว้แล้ว ชื่อของเขาคือ....”
“ราดิช!!!!’
วันเวลาผันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปสิบห้าปีแล้ว เ้าชายพระองค์น้อยก็เติบโตขึ้นขึ้นมากเขาถูกเลี้ยงดูอย่างดี ทั้งได้รับการศึกษาการฝึกฝนจากอาจาร์ผู้เป็เลิศในแต่ละวิชาซึ่งแต่ละคนล้วนเป็ผู้ทรงภูมิในแผ่นดินทั้งนั้นและในวันนี้ก็เป็อีกวันที่เ้าชายต้องเขาเรียนตามตารางอย่างเคร่งครัด
เ้าชายเติบโตเป็เด็กหนุ่มหน้าตาดีพอใช้ในแววตาแฝงไปด้วยความหยิ่งทะนง แต่ก็มีความอารีในขณะเดียวกันตอนนี้เ้าชายกำลังจ้องมองกระดานดำเบื้องหน้าอย่างเบื่อหน่าย ขณะฟังอาจารย์ผู้เป็ชายชราคนหนึ่งบรรยายถึงการควบคุมเวทมนตร์
‘น่าเบื่อจริงๆต้องมาเรียนเื่ที่รู้อยู่แล้ว แถมข้ายังรู้ลึกกว่าตำราพวกนี้อีก’
‘แต่ยังไงก็ต้องเรียนอยู่ดีความจริงข้าชอบวิชาประวัติศาสตร์มากกว่า วิชาดาบก็เหมือนกันดูเหมือนเวลาที่ผ่านเลยมา แต่ละอย่างล้วนพัฒนาขึ้นแต่บางอย่างก็ถดถอยลงอย่างน่าใจหาย’
เ้าชายฟังบรรยายของอาจารย์ผู้สอนจนจบพอถึงเวลาต้องแสดงผลการเรียนรู้ เขาก็สามารถควบคุมเวทมนตร์ได้อย่างดีเยี่ยมด้วยร่างกายของเด็กวัยนี้ ก็นับได้ว่าเขาเป็อัจฉริยะของอัจฉริยะอย่างไม่ต้องสงสัย
“เ้าชายช่างยอดเยี่ยมจริงอายุเพียงแค่นี้ก็สามารถควบคุมพลังเวทได้ดีเยี่ยม จนกระหม่อมตอนอายุเท่าองค์ชายยังอายเลย”
อาจารย์ผู้สอนปรบมือและกล่าวชมอย่างจริงใจในความสามารถของเ้าชายชายชราผู้นี้ได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในนักปราชญ์ของแผ่นดินและเป็ผู้ใช้เวทมนตร์ขั้นสูงคนหนึ่งของจักรวรรดิเลยทีเดียว
“เพราะได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ไงล่ะขอรับครับข้าถึงได้เรียนรู้และสามารถทำแบบบนี้ได้”
องค์ชายยิ้มและค้อมตัวเล็กน้อยให้ชายชราอย่างให้เกรียติขณะที่มือของเขามีมวลน้ำเคลื่อนที่ไปมาตามการขยับมือของเขา บางครั้งมันก็เลื้อยพันรอบมือบางครั้งก็เปลี่ยนรูปร่างเป็สัตว์ เป็ดาบ เป็โล่และอื่นๆหลายอย่างบางครั้งก็เคลื่อนไหวพุ่งออกไปทุกทิศทางเป็แท่งแหลมคม
นอกจากทั้งสองคนที่อยู่ในห้องนี้แล้วที่ด้านหลังห้องยังมีอีกคนหนึ่งอยู่ในห้องนี้ด้วยเขาเป็ชายร่างใหญ่ใส่ชุดเกราะอัศวินสีเงินเต็มตัวชายคนนี้มีเค้าใบหน้าองอาจคมเข้ม ไว้หนวดเคราครึ้มสายตาของเขาที่มององค์ชายเต็มไปด้วยความชื่นชม
หลังจบคาบเรียนวิชาควบคุมเวทมนตร์เ้าชายก็ต้องเข้าเรียนวิชาอื่นต่อ โดยมีชายสวมเกราะอัศวินสีเงินคนนี้คอยติดตามเฝ้ามองอยู่ตลอดด้วยความชื่นชมความสามารถของเ้าชายนั้นแสดงออกให้เห็นั้แ่เด็ก
‘สมแล้วที่องค์ชายทรงเป็อัจฉริยะที่ในรอบพันปีจะเกิดขึ้นมาสักคนหนึ่งความสามารถระดับนี้อาจเทียบได้กับท่านผู้กล้ารุ่นที่เก้าเลยก็ได้’
เขาหวนนึกถึงเ้าชายในวัยเยาว์ที่สามารถััพลังเวทและควบคุมมันได้ั้แ่เริ่มหัดเดินแม้กระทั่งพอโตพอจนจับดาบได้ ก็แสดงฝีมือดาบที่ยอดเยี่ยมออกมาจนเด็กในวัยเดียวกันไม่อาจเทียบได้ และถึงแม้จะสูญเสียองค์ราชินีไปหลังจากนั้นไม่นานแต่เ้าชายที่โตพอจะรู้เื่กลับไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเสียใจขนาดนั้นเขากลับนิ่งเงียบและสงบได้ดีกว่าองค์จักรพรรดิเสียอีก
ส่วนชายคนนี้มีนามว่าคาตัน เป็ผู้ที่แข็งแกร่งมากน่าจะแข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิเลยก็ว่าได้ในด้านวิชาดาบ เขามีหลายฉายาแต่ประชาชนมักจะรู้จักเขาในชื่อ อัศวินไร้พ่ายคาตัน
เขาได้ชื่อว่าเป็วีรบุรุษของอาณาจักรว่ากันว่าเมื่อเขานำทัพออกรบคราใดล้วนไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อนแม้ตอนนี้จะมีวัยล่วงเข้าห้าสิบกว่าแล้ว แต่ร่างกายก็ยังกำยำแข็งแกร่งรวมถึงวิชาดาบที่ขัดเกลามาอย่างดีตลอดชีวิต นอกจากนี้เขายังเป็อัศวินคู่กายขององค์จักรพรรดิและยังเป็ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ควบคุมกำลังทหารทั้งอาณาจักรเอาไว้
คนที่มีกำลังทหารมากมายขนาดนี้ใต้บัญชาย่อมเป็คนที่สนิทและจงรักภักดีต่อจักรพรรดิอย่างที่สุดเป็ที่รู้กันดีว่าเขาเป็สหายสนิทของจักรพรรดิั้แ่ทรงพระเยาว์ดังนั้นหลังองค์จักรพรรดิขึ้นครองบัลลังก์เขาก็กลายเป็อัศวินอันดับหนึ่งนับแต่นั้นเป็ต้นมา
“เหนื่อยจริงๆเลย”
เ้าชายบ่นเล็กน้อยหลังจบวิชาประวัติศาสตร์อันเป็วิชาสุดท้ายในภาคเช้าวันนี้ แม้วิชานี้เขาจะชื่นชอบมันมากและตั้งใจเรียนที่สุด ทว่ามันเป็ความรู้มหาศาลเลยทีเดียวเพราะโลกใบนี้นั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก มีทวีปใหญ่ถึงสี่ทวีปแต่ละทวีปล้วนมีประวัติศาสตร์เฉพาะของตัวเองขนาดแค่เรียนของทวีปตัวเองก็ยังได้รับข้อมูลจำนวนมากอยู่ดี
‘ไม่นึกว่าเ้าพวกที่แทงข้างหลังข้าจะได้รับการยกย่องขนาดนั้นส่วนข้าเป็ได้แค่เพียงความทรงจำของผู้คน.....’
ความจริงเขาก็ทราบได้ไม่ยากว่านี่คือโลกเดิมที่เขาเคยอาศัยอยู่เพียงแต่ว่าได้มาเกิดใหม่ในคนละทวีปกับชาติที่แล้วและในบันทึกประวัติศาสตร์ก็บันทึกไว้ถึงความเสียสละของผู้กล้ารุ่นที่เก้าที่สละชีพตนเองสังหารจอมมารลงได้
ฉายาผู้กล้านั้นจะได้มาเมื่อมีเงื่อนไขที่เหมาะสมที่ตัวเขาเองก็รู้เงื่อนไขนั้นดี เพราะแม้สกิลที่ชื่อผู้กล้าคนทั่วไปจะเรียนรู้มันได้ถ้ามีความเชี่ยวชาญและแต้มสกิลเพียงพอ แต่ฉายาผู้กล้านั้นจะมีเพียงคนเดียวเช่นเดียวกับฉายาจอมมาร ที่จะได้รับมาเมื่อมีเงื่อนไขเหมาะสมเช่นกัน ซึ่งผู้กล้าและจอมมารจะมีได้คนเดียวในแต่ละรุ่นนั่นก็หมายความว่าถ้ายังมีผู้กล้าหรือจอมมารอยู่ จะไม่มีคนอื่นได้ฉายานี้อีกจนกว่าจะมีผู้กล้าหรือจอมมารสิ้นชีพลง
หลังผู้กล้ารุ่นที่เก้าสละชีพไปกว่าจะมีผู้กล้ารุ่นที่สิบปรากฏตัวขึ้นก็ใช้เวลาหลายปีต่อจากนั้นเช่นเดียวกับผู้ได้รับฉายาจอมมารและจากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็เวลาที่ผ่านไปกว่าสองพันปีแล้วในบันทึกนั้นได้กล่าวถึงทีมของผู้กล้ารุ่นที่เก้าเอาไว้แต่ก็ไม่ได้ละเอียดมากนัก
คนหนึ่งสิ้นอายุขัยไปแล้วคนหนึ่งหายสาบสูญไปหลังจากนั้นไม่นาน คนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่และเป็ผู้ยิ่งใหญ่ส่วนคนสุดท้ายนั้นน่าจะยังมีชีวิตอยู่แต่ก็ไม่ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะชนมานานมากแล้ว
‘พวกแกสามคนรอข้าได้เลย หึหึข้าจะทำให้พวกแกได้รับรู้ถึงความทรมานที่แท้จริง’
‘แต่จะว่าไป นับแต่ข้าตายเทวภัณฑ์ทั้งสองก็หายสาบสูญไปด้วย ไม่รู้เพราะผลของสกิลนั้นหรือเปล่าที่ทำให้มันหายไป’
หลังผู้กล้ารุ่นที่เก้าสิ้นชีพไปพร้อมกับดาบผู้กล้ารุ่นต่อมาหลังได้รับตำแหน่งก็ไม่ได้รับดาบเล่มนั้นมาราวกับว่ามันได้หายสาบสูญไปแล้ว เวลาสองพันปีที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้กล้าคนไหนได้เทวภัณฑ์นั้นอีกและไม่เคยมีใครพบเจอดาบเล่มนั้นอีกเลยนี่คือหนี่งในปริศนาที่ยังไม่มีใครคลี่คลายได้
‘แต่เื่ดาบช่างมันเถอะ กว่าข้าจะได้สังหารสัตว์อสูรเพื่อเพิ่มระดับก็ต้องเข้าพิธีประเมินก่อน ดังนั้นตอนนี้ก็มีแต่ต้องเพิ่มระดับสกิลให้สูงที่สุดเสียก่อนคอยดูเถอะเ้าพวกนั้น!!!’
นั่นคือความคิดของผู้กล้าในตอนนี้ปกติคนในราชวงศ์หรือเหล่าชนชั้นสูงนั้นมีภูมิความรู้มากกว่าประชาชนทั่วไปพวกเขาจะให้ทายาทเก็บสกิลหรือทำตามเงื่อนไขจนได้สกิลต่างๆมาเสียก่อนจากนั้นก็เพิ่มระดับด้วยการฝึกฝนไปจนกว่าจะอายุสิบห้าปีและเข้าพิธีประเมินอย่างเป็ทางการ
พิธีนี้คล้ายกับการประกาศตัวเป็ผู้ใหญ่เมื่อเข้าพิธีแล้วจะทำให้ทายาทเ่าั้สามารถรับ่ต่อตำแหน่งหรือหน้าที่สำคัญของตระกูลได้แล้วค่อยไปสังหารสัตว์อสูรเพื่อเพิ่มระดับและค่าพลังของตนเองต่อไป
สำหรับราชวงศ์แล้วพิธีประเมินนั้นมีความสำคัญมากคล้ายเป็การประกาศตัวให้รู้ถึงความสามารถให้เหล่าเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนางได้รับรู้ไว้ว่าพวกเขามีความสามารถหรือพร์อยู่ในระดับใดในตอนอายุสิบห้าและมีระดับเพียงแค่หนึ่ง
นอกจากสกิลประเมินที่ผู้กล้าเคยใช้ตลอดแล้วนั้นยังมีการใช้อุปกรณ์มาทดแทนสกิลประเมินระดับสูงที่ฝึกฝนอย่างยากลำบากและคนส่วนใหญ่ไม่นิยมจะเรียนมันเสียด้วยดังนั้นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่เรียกว่าหินประเมินจึงถูกสร้างขึ้น มันมีระดับหลายระดับแต่ส่วนใหญ่จะนิยมระดับแปดขึ้นไป อย่างในราชวงศ์นั้นจะใช้หินระดับสิบที่สูงสุด
‘สกิลประเมินของข้าตอนนี้อยู่ในระดับห้าแล้วคงต้องใช้เวลาอีกพักกว่าจะไปถึงระดับสิบเว้นแต่จะไปประเมินสิ่งที่ไม่เคยประเมินมาก่อน’
เ้าชายได้แต่คิดขณะไปเรียนในภาคบ่ายในบ่ายวันนี้เขามีซ้อมดาบกันคาตัน และทันที่พวกเขาไปถึงสนามฝึกเ้าชายในชุดเกราะเบาพร้อมดาบสั้นมาตรฐานก็พบคาตันรออยู่ก่อนแล้ว
“มาดูกันว่าสกิลดาบขององค์ชายจะก้าวหน้ากว่าครั้งก่อนหรือไม่”
คาตันยิ้มพลางชักดาบออกมาแรงกดดันไร้สภาพแผ่ออกจากร่างของเขา มันเป็ผลจากสกิลคุกคามที่ใช้ข่มขวัญคู่ต่อสู้ทำให้พลังของคู่ต่อสู้ลดลง คาตันตั้งท่าเตรียมพร้อมพลางมองมาที่เ้าชายด้วยความคาดหวัง
“ข้าเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆหรอกนะ....ท่านอา”
เ้าชายยิ้มขณะชักดาบของตนออกมาเขาเรียกอีกฝ่ายด้วยความเคารพ เพราะชายคนนี้คือสหายสนิทของเสด็จพ่อดาบสั้นของเ้าชายนั้นเป็ดาบสองคมมาตรฐานแบบที่ทหารทั่วไปในกองทัพใช้กันเช่นเดียวกับคาตันที่ใช้ดาบสั้นเช่นกัน
ความจริงคาตันมีดาบประจำตัวที่เป็ไอเทมระดับลีเจนดารีอยู่แต่ถ้าใช้ดาบเล่มนั้นเกรงว่าเ้าชายคงรับการโจมตีได้แค่ครั้งเดียวก่อนดาบสั้นจะสลายไปเพราะความต่างชั้นของไอเทม
ไอเทมในโลกนี้มีระดับของมันเริ่มั้แ่ธรรมดา แรร์ อีปิค ลีเจนดารี มิสทริค และสุดท้ายไอเทมระดับก๊อดหรือเหล่าเทวภัณฑ์นั่นเองโดยดาบสั้นของทหารนั้นเป็ไอเทมระดับธรรมดาที่ถือว่ากระจอกที่สุดเลยก็ว่าได้เนื่องจากเป็ของผลิตจำนวนมากแบบใช้แล้วทิ้งเลยไม่นำกลับมาซ่อมอีกแล้ว
การสร้างไอเทมเหล่านี้จำเป็ต้องมีสกิลสายสร้างที่สูงถึงระดับที่ใช้สร้างนอกจากนี้ยัง้าวัตถุดิบมากมายด้วย ถ้า้าสร้างไอเทมระดับสูง และการเพิ่มสกิลสายสร้างนั้นยากมากทำให้เหล่าช่างนั้นมีความสำคัญเป็อย่างยิ่ง เพียงแค่ช่างระดับอีปิคก็ได้รับการนับหน้าถือตาเป็อย่างมากแล้ว
ทั้งสองตั้งท่าเตรียมพร้อมกันอยู่ชั่วอึดใจก่อนที่พวกเขาจะพุ่งเข้าฟาดฟันกัน…….